แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่องเที่ยว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่องเที่ยว แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เมื่อคนชอบจักรยาน ลุกขึ้นมาทำสติ๊กเกอร์ไลน์กับเขาบ้าง

หลังจากที่ผลัดวันประพรุ่งไปเรื่อยกับเรื่องของการทำสติ๊กเกอร์ไลน์สำหรับคนที่ชอบปั่นจักรยานมาตั้งแต่ต้นปี แม้นจะมีเพื่อนพ้องน้องพี่หลายคนแนะนำให้ผมลองทำออกมาแต่ผมก็ผลัดไปเรื่อยด้วยเหตุผลล้านแปดแต่หลักๆก็ขี้เกียจนั่นล่ะ(ฮา) แต่ในที่สุดวันหนึ่งผมก็มีลูกฮึดลุกตื่นขึ้นมาแต่เช้าแล้วลุยทำสติ๊กเกอร์แบบรวดเดียวเสร็จ เพื่อเอาใจเพื่อนนักปั่นชอบแชตที่อยากมีสติ๊กเกอร์ไลน์แนวสนุกๆบ้าๆบอๆเน้นอารมณ์ความมันส์มากกว่าความน่ารักแบบคิคุอาโนเนะ คาวาอี้ เอาไว้ส่งหากันแทนการพิมพ์ตัวอักษร ใครสนใจก็เข้าไปโหลดมาใช้กันได้นะครับ สำหรับสติ๊กเกอร์ไลน์ชุด "คนปั่นเมือง" พิมพ์ชื่อนี้คนหาในร้านค้าสติ๊กเกอร์ได้เลย หรือจะเข้าไปตามลิิงค์ http://line.me/S/sticker/1208070 ก็ได้ครับ ชุดนี้เป็นชุดแรกเดี๋ยวจะทำชุดสองออกมาถ้าไฟไม่หมอดไปเสียก่อน (ฮา)


วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2558

การเตรียมตัวปั่นจักรยานท่องเที่ยวทางไกลแบบง่ายๆ

สำหรับนักปั่นจักรยานนั้นมีหลายแบบหลายแนว บางท่านก็ชอบที่จะปั่นจักรยานแบบออกกำลังกาย บางท่านก็เน้นการแข่งขัน บางท่านก็อาจจะเป็นแค่แฟชั่นเห็นเขานิยมกันก็เอาด้วยจึงยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน สำหรับผมแล้วหลักๆผมชอบท่องเที่ยวป่าเที่ยวเขาชื่นชมธรรมชาติทำให้การปั่นจักรยานของผมจึงเป็นแบบทัวร์ริ่งเน้นการท่องเที่ยว ไม่เน้นความเร็ว


ปกติผมจะชอบเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวมากกว่าการเดินทางเป็นกลุ่มคณะเพราะสันดานส่วนตัวของผมเป็นขี้รำคาญก็เลยไม่ชอบไปกันหลายๆคน เพราะคนเยอะมันก็เรื่องเยอะไปด้วย เดี๋ยวคนนั้นปั่นไม่ไหวเดี๋ยวคนโน้นปั่นเร็วไป คนนั้นชอบแวะคนโน้นไม่ชอบแวะ คนนั่นจะกินโน่นคนนี้จะกินนั่น เอาเป็นว่าผมไม่อยากมีปัญหากับเรื่องพวกนี้ผมเลยเลือกที่จะเดินทางคนเดียวมากกว่า และวันนี้ผมของเขียนถึงวิธีการเตรียมตัวเพื่อปั่นจักรยานท่องเที่ยวในแบบของผมกันครับเพื่อจะเป็นแนวทางให้กับเพื่อนๆท่านอื่นๆ



การเตรียมตัวปั่นจักรยานทางไกลนั้นผมแบ่งง่ายๆสองส่วน

1. ก่อนการเดินทางให้คุณเช็คสภาพรถของคุณให้พร้อม
อันดับแรก.เช็คลมยางให้พอดีโดยดูจากข้างขอบยางว่าควรจะเติมลมเท่าไหร่ถ้าคุณไม่มีที่วัดก็ให้ใช้มือกดล้อดูว่ามันแข็งหรือนิ่มเกินไปหรือไม่ อย่าให้ยางแข็งไปเพราะมันจะกระด้างเวลาปั่นและหากปั่นทางร้อนๆเป็นระยะเวลานานๆมันจะมีแรงดันจากลมยางมากขึ้นอาจจะทำให้ยางแตกได้ง่ายและถ้ายางนิ่มเกินไปก็จะทำให้คุณต้องเหนื่อยแน่ในการปั่นระยะทางไกลๆเพราะมันจะหนืดอีกทั้งการเช็คระยะของยางก็ควรคำนึงเรื่องของน้ำหนักบรรทุกด้วยอย่าลืมว่าคุณปั่นทัวร์ริ่งคนเดียวไม่มีรถเซอร์วิสตามตูดแบกของให้คุณดังนั้นคุณต้องตรวจสอบให้เรียบร้อยก่อนเดินทาง
อันดับที่สอง. เช็คเบรค คุณควรเช็คระบบเบรคให้พร้อมก่อนออกเดินทางเพราะระบบเบรคที่ดีก็จะช่วยให้คุณปลอดภัยมากขึ้นด้วย
อันดับสาม. เช็คระยะท่านั่งความสูงต่ำของเบาะให้พอดีกับช่วงขาและแขนของคุณเพื่อลดความเมื่อล้าระหว่างการปั่นทางไกลๆนั่นเอง
2. อุปกรณ์เดินทาง
อุปกรณ์ในการเดินทางแบ่งเป็นสองส่วนดังนี้
ส่วนแรก อุปกรณ์สำหรับรถจักรยานของคุณนั่นก็คือปั๊มลม ยางในสำรอง ชุดปะยาง เครื่องมือสำหรับไขปรับแต่ง ไฟจักรยานแต่ปกติก็ไม่ค่อยได้ใช้หรอกครับเพราะปั่นทัวร์ริ่งไม่นิยมปั่นกลางคืนแต่มีไว้ก็ดี กระดิ่งจักรยานเผื่อไว้เวลาต้องขอทางหรือเพื่อขอความช่วยเหลือ ส่วนพวกไมล์จักรยานใครอยากติดไว้โชว์ตัวเลขก็ติดครับแต่ผมไม่ติดเพราะมันเก่ะก่ะ
ส่วนที่สอง อุปกรณ์สำหรับตัวนักปั่นหลักๆจะประกอบด้วย
-เต็นท์ขนาด1คนนอน เต็นท์ขนาดใหญ่จะหนักยิ่งหนักก็คือภาระในการปั่น
-อุปกรณ์การนอนเช่นผ้ายางเบาะรองนอน
-ชุดเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนแนะนำว่าอย่าขนไปเยอะแค่สองชุดสามชุดก็เพียงพอแล้วเยอะมากมันก็หนัก
-อุปกรณ์ในการทำอาหารในกรณีที่คุณอาจจะต้องทำอาหารทานเองส่วนตัวผมจะใช้เตาแก๊สสนามและหม้อใบเดียวใช้ทั้งต้มน้ำหุงข้าวหรือทำอาหารได้หมด
-มีดพก เอาไว้ใช้ตัดหั่นเจาะขุดและป้องกันตัวในยามฉุกเฉิน
-ยาแก้ปวดลดไข้ ยาทาเวลาแมลงสัตว์กัดต่อย ครีมกันยุงสำหรับสาวๆผิวบอบบาง แปรง+ยาสีฟัน
-รองเท้าที่เหมาะสมในการปั่นจักรยาน เดินป่า เดินเล่น ในคู่เดียวกันจะได้ไม่ต้องเอาไปหลายคู่
-หมวก ผมจะใช้หมวกแบบปีกกว้างและมีผ้าปิดกันแดดเพื่อใช้บังแดดแต่ใครอยากจะใส่หมวกจักรยานก็ตามสะดวกแต่ผมไม่ใส่เพราะมันร้อนยิ่งปั่นไกลยิ่งร้อน
-แบ็ตเตอรี่สำหรองมือถือ Power Bank ตอนนี้ผมใช้แบบมีโซล่าเซลด้วยปั่นไปก็ชาร์ตไป
-ไฟฉายขนาดพอดีอย่าใหญ่ไปเน้นกำลังส่องสว่างโดยเราสามารถใช้มันเป็นไฟหน้าจักรยานได้ด้วย
-แผนที่ เพื่อใช้ดูเส้นทางแม้นเราจะมีปากไว้ถามทางหรือมี GPS , Google mapแต่มีแผนที่ไว้จะดีกว่าเพราะบางพื้นที่เราอาจจะไม่เจอคนให้ถามทางหรือระบบอากู๋GPSมันไม่สามารถหาตำแหน่งได้



เพียงเท่านี้ครับเพราะเราปั่นจักรยานทัวร์ริ่งท่องเที่ยวทางไกลในประเทศไทย ดังนั้นจึงไม่ควรแบกอะไรไปเยอะนักเอาแค่พอใช้และเท่าที่จำเป็นก็พอส่วนอุปกรณ์จักรยานเช่นกระเป๋าจักรยานก็ตามสะดวกครับใครจะเน้นหรูเน้นถูกหรือDIYก็ตามสะดวกเพราะมันไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้คุณปั่นจักรยานท่องเที่ยวได้หรือไม่ได้ และผมอยากจะฝากข้อสำคัญอีกอย่างก่อนการปั่นจักรยานท่องเที่ยวทางไกลเราควรวางแผนการเดินทางให้ดีว่าเราจะปั่นไปไหนทางไหนผ่านอะไรบ้างและมีระยะทางเท่าไหร่สภาพเส้นทางสภาพภูมิอากาศเป็นอย่างไรเพราะทั้งหมดเหล่านี้จะส่งผลกับความเร็วในการปั่นของเราในแต่ละวันและสุดท้ายกฎเหล็กสำหรับการปั่นจักรยานท่องเที่ยวนั่นก็คือเราต้องเคารพกฎจารจรและระมัดระวังหลีกเลี่ยงเส้นทางที่อาจจะทำให้เราเกิดอุบัติเหตุอย่าไปแคร์เรื่องความเร็วหรือห่วงความเท่แบบโง่ๆมันก็จะทำให้การเดินทางท่องเที่ยวด้วยจักรยานของคุณปลอดภัยขึ้นนั่นเอง


ขอให้มีความสุขกับการเดินทางท่องเที่ยวด้วยจักรยานครับ


วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ชายผู้ปั่นจักรยานเที่ยวรอบโลก มากกว่า500,000กิโลเมตร

ใกล้จะปีใหม่แล้วผมก็เลยเอาคลิปการปั่นจักรยานเที่ยวมาให้ชมกันสำหรับคนที่ชื่นชอบการปั่นจักรยานแบบทัวร์ริ่ง คลิปนี้ไม่มีโชว์รถนะครับแต่เป็นคลิปสัมภาษณ์ Frank van Rijn อาจารย์และนักเขียนชาวดัสซ์ ที่หลงรักการเดินทางท่องโลกด้วยจักรยานมากกว่า500,000กม.และปั่นจักรยานเที่ยวมาแล้วทุกทวีปทั่วโลกยกเว้น ทวีปแอนตาร์กติกา ที่เขายังไม่ได้ปั่นจักรยานไปท่องเที่ยว แหมก็ทวีปนี้มันหนาวหฤโหดขนาดนั้นคุณลุงแกคงไม่รุ้จะเที่ยวดูอะไร(ฮา) ลองดูกันครับผมว่านั่งฟังแล้วได้ความรู้เหมือนกันนะ และโดยส่วนตัวผมหวังว่าสักวันผมจะมีปัญญาทำแบบเขาบ้างแต่ไม่ถึงขั้นปั่นไปทั่วโลกหรอกแค่ประเทศไทยนี่ล่ะตั้งใจว่าจะปั่นไปเที่ยวตอนนี้ก็เริ่มกางแผนที่วางแผน เก็บเงิน หาเวลาเพราะการเดินทางท่องเที่ยวด้วยจักรยานมันต้องใช้เวลามากกว่าการเดินทางด้วยรถยนต์หรือมอเตอร์ไซด์ ดังนั้นเรื่องเวลานานๆหลายๆวันมันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดและสำหรับผมแค่ได้ปั่นเที่ยวประเทศไทยของเราแค่นี้ผมก็ปลื้มสุดๆแล้วแถมยังลดพุงแถมหุ่นดีสมใจอีกต่างหาก(ฮา)

คลิปตอนที่1


คลิปตอนที่ 2




วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ปั่นๆยกๆ เรื่องเล็กๆของนักปั่นขี้บ่น


ปัญหาของคนเมืองบางกอกสำหรับนักปั่นจักรยานหลายคน ซึ่งมักจะบ่นท้อแท้ไม่อยากปั่นจักรยานก็เพราะต้องข้ามสะพานลอย ที่จริงมันไม่ใช่เรื่องยุ่งยากหรอกครับถ้าคุณจะข้ามสะพานลอยในเมืองบางกอกเพราะส่วนมากคนที่ใช้จักรยานก็จะรู้ว่าจักรยานคุณน้ำหนักเท่าไหร่ ร้อยหรือสองร้อยกิโล เฮ้ย...ไม่ถึงเนอะ(ฮา) ส่วนมากจักรยานมันก็หนักราวๆ20กิโลไม่เกินกว่านี้ นี่เป็นจักรยานธรรมดาๆที่เรียกกันว่าจักรยานแม่บ้านนั่นล่ะครับ ไม่ใช่จักรยานไฟฟ้าe-bike เพราะแบบนั้นบางคันอาจจะหนักได้ถึง25กิโล ส่วนพวกจักรยานเทพๆราคาแพงๆน่ะน้ำหนักทั้งคันไม่ถึง10กิโลด้วยซ้ำไป บางคันหนักแค่4-5กิโล ดังนั้นถ้าคุณมาปั่นจักรยานในบางกอกแล้วจำต้องข้ามถนนด้วยสะพานลอยก็แค่ยกมันข้ามไปครับ เพราะรถน้ำหนักไม่เกิน20กิโลมนุษย์ปกติสามารถยกได้ครับเพราะคนเราโดยหลักแล้วมีความสามารถในยกน้ำหนักได้เกือบเท่าน้ำหนักตัวเอง ยกเว้นคุณเป็นพวกโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง(ALS) แต่ถ้าเอาตามหลักกฎหมายแรงงานในการทำงานแรงงานของประเทศไทยกำหนดไว้ว่าผู้ชายสามารถยกของหนักในการทำงานได้ครั้งละ55กิโล ส่วนผู้หญิงจะยกได้25กิโล ซึ่งนี่หมายถึงการทำงานแบกหามต่อเนื่องทั้งวันๆและ8ชั่วโมงนะครับไม่ใช่ยกเดินวันละไม่กี่ก้าว ไม่กี่นาทีแบบยกจักรยานข้ามสะพานลอย ดังนั้นหากเราจำเป็นต้องปั่นจักรยานในบางกอกหากเจอทางแยกที่ต้องข้ามถนนถ้าไม่มีทางม้าลายหรือทางแยกไฟแดงให้เราข้ามได้ก็ยกขึ้นสะพานลอยสิครับมันจะยากตรงไหน? ยิ่งพวกใช้รถเทพๆด้วยแล้วน้ำหนักเบาหวิวยกมือเดียวสบายๆทำไมมันถึงยกไม่ได้ครับ มันยากลำบากอะไร? ส่วนวิธีการยกก็มีหลายวิธีครับ ผมไม่ทราบว่าเป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุดหรือไม่แต่ผมจะทำแบบนี้

วิธีแรก วิธีมักจะใช้กับจักรยานแม่บ้านหรือจักรยานที่ไม่มีท่อกลางหรือจักรยานพับโดยจับที่แฮนด์จักรจักรยานด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างจับบริเวณปลายท่อนั่งบริเวณบันไดนั่นล่ะครับ แล้วยกขึ้น แบบนี้ถ้ายกข้ามเนินเตี้ยๆหรือทางสะพานที่ไม่ชันมากก็สบายๆ แต่ถ้ายกข้ามสะพานลอยถ้าคุณยกได้ไม่สูงพอบางครั้งล้ออาจจะติดกับบันไดสะพานลอยได้ ดังนั้นก็ยกให้สูงเล็กน้อยแล้วอาจจะใช้วิธีเอียงรถขณะยกเล็กน้อยเพื่อเบี่ยงล้อจักรยานให้พ้นแนวของบันไดสะพานลอยแต่อย่าเบี่ยงไปเยอะนะครับเดี๋ยวจะไปขวางทางคนอื่นเขา

วิธีที่สอง แบกขึ้นบ่าครับวิธีผมใช้ประจำ สำหรับจักรยานพวกเสือๆทั้งหลายไม่ว่าจะเสือหมอบ เสือภูเขา เสือผสมอย่างไฮบริด รถพวกนี้มันจะมีคานท่อกลางก็แค่สอดแขนเข้าไปยกแบบขึ้นไหล่แล้วก็แบกเดินข้ามสะพานลอยแบบตัวปลิวๆได้เลย ยิ่งพวกรถเทพน้ำหนักเบาๆนี่ยิ่งสบายบรื่อ ส่วนจักรยานแม่บ้านอาจจะยกวิธีนี้ไม่ได้ก็ต้องใช้วิธีแรกแทน

แต่ถ้าการข้ามสะพานลอยในบางจุดของเมืองบางกอกเขาก็จะทำรางน้ำฝน เอ้ย...ไม่ใช่!!รางเข็นรถจักรยานไว้ให้สำหรับเข็นขึ้นไป วิธีเข็นคือให้เอาบันไดมาอยู่ในแนวระนาบกับพื้น จากนั้นก็ยกรถขึ้นไปวางในรางแล้วก็เอียงรถประมาณ25-30องศาในขณะที่เข็นขึ้น ซึ่งอาจจะยุ่งยากเล็กน้อยสำหรับคนไม่คุ้น และหลายคนก็ไม่ทราบวิธีก็เลยเข็นขึ้นไม่ได้เพราะบันไดจักรยานจะติดกับราวสะพานลอย

"ยกจักรยานลงสะพานก็ใช้วิธีเดิมเหมือนยกขึ้นมาครับ "

"ยกข้ามสะพานลอยสำหรับผมๆว่ามันปลอดภัยกว่าปั่นข้ามถนน"
เห็นไหมครับวิธีการใช้จักรยานเดินทางในเมืองบางกอกอย่างกรุงเทพทำไมมันจะทำไม่ได้ มันทำได้และไม่ได้มีข้อจำกัดอะไรเลย ทุกอย่างมันอยู่ที่เราต่างหาก ผมเองทุกวันนี้ใช้จักรยานเดินทางสัญจรในชีวิตประจำวันใก้ลบ้างไกลบ้างและผมได้เห็นชัดกับตัวเองแล้วว่า ข้ออ้างที่บอกว่าปั่นจักรยานในเมืองทำไม่ได้น่ะ ไม่จริง เพราะมันทำได้และคนที่พูดแบบนั้นส่วนมากก็ไม่ใช่คนที่ใช้จักรยานในชีวิตประจำวันจริงๆ แต่อาจจะมีจักรยานและปั่นบ้างในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือเวลาไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆตามสถานที่ต่างๆหรือตามงานอีเว้นท์โชว์จักรยาน แต่ถ้าถามว่าทุกวันนี้พวกเขาเดินทางไปทำงานด้วยอะไรหรือเดินทางมาร่วมงานจักรยานต่างๆพวกนี้อย่างไร ซึ่งส่วนมากจะได้ยินคำตอบว่า "เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว" 


วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เติมน้ำมันให้จักรยาน

"เติมน้ำมันให้จักรยาน"

เวลาที่ผมอ่านหนังสือหรือเปิดเวบไซด์ต่างๆและพบกับบทความแนะนำแหล่งท่องเที่ยวโดยการปั่นจักรยานไปเที่ยวที่นั่นที่โน่นไปตลาดนั้นตลาดนี้ไปปั่นสนามนั้นสนามนี้ผมเองก็เข้าใจว่าเขาต้องการเขียนข่าวเพื่อประชาสัมพันธ์สถานที่นั้นๆหรือเพื่อเหตุผลการค้าหรือเหตุผลอื่นๆก็ตามที แต่ผมไม่เข้าใจเลยว่าเวลาอ้างถึงจักรยานที่ใช้พลังงานมนุษย์ขับเคลื่อนทำไมต้อง "เติมน้ำมันให้จักรยาน"


เติมน้ำมันให้จักรยานผมว่าหลายๆคนอาจจะงงกับคำๆนี้ของผม เพราะจักรยานมันเป็นยานพาหนะที่ไม่ต้องเติมน้ำมันแค่เติมแรงของเราลงไปมันก็วิ่งได้แล้ว มันเหมือนขาของเราคือลูกสูบทำหน้าที่สูบพลังงานเพื่อขับเคลื่อนล้อรถจักรยานนั่นเอง แล้วทำไมเราต้องเติมน้ำมันให้จักรยาน หรือผมจะหมายถึงการเติมน้ำมันหยอดโซ่จักรยานหรือเปล่านะคำตอบก็คือไม่ใช่ครับ แต่มันเกี่ยวกับเรื่องความเข้าใจในเหตุผลที่นำมาอ้างกันแบบโลกสวยว่าฉันรักการปั่นจักรยาน ปั่นเพื่อสุขภาพ ปั่นเพื่อลดโลกร้อน ปั่นเพื่อรักษ์โลก ปั่นเพื่อลดคาร์บอนไดออกไซด์บลาๆๆๆ แล้วแต่คำอ้างสวยหรูที่เอามาใช้เอามาแชร์กัน แต่จริงๆมันใช่หรือเปล่า?

มาลองทำความเข้าใจกับความหมายของคำว่า "เติมน้ำมันให้จักรยาน" มันก็เริ่มมาจากเวลาที่เราบอกว่าเราไปปั่นจักรยานที่นั่นโน่นนี่ มันก็ต้องย้อนกลับครับว่า"ไปกันอย่างไร?" ลองทบทวนกันดูไหมครับ หลายครั้งที่ผมเห็นบทความหรือโพสต์ต่างๆในโลกออนไลน์มันจะเป็นลักษณะนี้ "ฉันไปปั่นจักรยานเที่ยวที่นั่นที่โน่นมานะ โอ๊ยสวยๆๆมากๆ เวลาปั่นแล้วมันรู้สึกสดชื่นเข้ากับธรรมชาติจัง ดีใจที่ได้เที่ยวด้วยพลังจากตัวเราเอง ปั่นจักรยานเที่ยวแบบนี้แล้วเป็นการช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาตินะจ๊ะ"...โอ๊ะๆๆๆหยุดก่อน!!จริงหรือครับ ใช่จริงหรือ ไม่โกหกตัวเองโกหกโลกนะ...เพราะผมเห็นหลายครั้งว่าผู้ที่ไปปั่นจักรยานแบบนั้นพวกเขาขับรถยนต์ไปตามสถานที่นั้นๆเอาจักรยานใส่ท้ายรถไปพอขับรถไปถึงก็จอดแล้วขนจักรยานลงมาปั่นแล้วก็เซลฟี่หน้าตัวเองก็อ้างว่านี่คือกิจกรรมปั่นเพื่อสุขภาพและอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม มันก็เหมือนหลายกิจกรรมจักรยานที่บอกมาปั่นลดโลกร้อนกันเถอะบลาๆๆๆ แต่สุดท้ายทั้งคนจัดงานทั้งคนไปร่วมงานทั้งสื่อมวลชนก็แห่กันขนจักรยานใส่รถยนต์เพื่อไปร่วมกิจกรรมและถ่ายภาพหมู่โดยพร้อมเพรียม (ฮา...ไม่ออกเลย)


ผมมีคำแนะนำสำหรับคนที่เป็นผู้ที่อยากอนุรักษ์การใช้พลังงานฟอลซิลจริงๆ ผู้ที่อยากลดคาร์บอนให้โลกใบนี้จริงๆ และผู้ที่อยากออกกำลังกายเพื่อสุขภาพจริงๆลองทำแบบนี้ดูครับถ้าคุณอยากไปเที่ยวที่ไหนถ้าไม่ไกลสามารถปั่นจักรยานไปได้ก็ให้ปั่นไปครับแต่ถ้าระยะทางมันไกลก็ต้องมาคำนวณกันผมจะยกตัวอย่างระยะทางประมาณ200กิโล ให้คุณลองถามตัวเองครับว่าคุณปั่นจักรยานได้ระยะทางเท่าไหร่โดยไม่หยุดและเริ่มรู้สึกเหนื่อย ยกตัวอย่างถ้าคุณปั่นได้ระยะทางต่อเนื่อง20กิโลจึงเริ่มเหนื่อย ก็ให้คุณปั่นแล้วพักทุกๆ20กิโลก็หมายความว่าระยะทาง200กิโลคุณจะพักประมาณ10ครั้ง แต่ถ้าคุณพลังเยอะสามารถปั่นยิงยาวๆแบบ40-50กิโลได้ ก็ไปพักที่ช่วงนั้น ซึ่งมันก็เท่านั้นเองในการปั่นจักรยานเที่ยววิธีการที่ผมแนะนำนี้ไม่ใช่วิธีการปั่นจักรยานแข่งขันนะครับแต่เป็นการปั่นจักรยานเที่ยวโดยให้คุณรู้จักการใช้แรงของคุณอย่างฉลาดเพื่อไม่ให้เหนื่อยและล้าเกินไป ส่วนอีกวิธีหากคุณบอกฉันไม่อยากปั่นไกลๆกว่าจะไปถึงหมดแรงหมดอารมณ์เที่ยวก็ลองใช้บริการขนส่งมวลชนครับจะใช้รถไฟ รถทัวร์ ก็ลองไปสถามเจ้าหน้าที่ว่ามีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ในการนำจักรยานไปด้วย เพราะถ้าคุณเที่ยวแบบนี้ไแบบนี้มันก็เป็นการลดการใช้พลังงานฟอลซิลแบบส่วนตัวได้จริงๆอย่างที่ปากคุณอ้าง

ส่วนผู้ที่ต้องการออกกำลังกายก็ไม่จำเป็นต้องเติมน้ำมันให้จักรยานโดยเอาใส่ท้ายรถไปปั่นตามสถานที่ต่างๆเพื่อเซลฟี่หน้าตัวเองหรอกครับ ปั่นแถวบ้านคุณนั่นล่ะแล้วถ้าคุณอยากจะออกกำลังกายจริงๆก็ลองหาเส้นทางปั่นในตรอกซอกซอยบริเวณที่พักของคุณโดยให้ระยะเวลาในการปั่นต่อเนื่องอย่างน้อยๆ30นาที เพราะน้อยกว่านี้มันไม่ช่วยเรื่องการเผาผลาญพลังงานอะไรแต่บางท่านอาจจะบอกว่าปั่นแถวบ้านมันไม่สนุกไม่มีอะไรน่าสนใจก็แนะนำว่าให้คุณปั่นและมองหาสถานที่ๆไม่เคยเข้าแวะดูสถานที่ๆปกติถ้าคุณขับรถยนต์คุณจะผ่านไปโดยไม่ได้สนใจมันแต่ตอนนี้เมื่อคุณปั่นจักรยานคุณก็ลองเข้าไปปั่นในส่วนนั้นดูและคุณอาจจะได้เห็นมุมมองใหม่ๆเรื่องราวใหม่ๆที่คุณอาจจะไม่เคยรู้เพียงแค่นั้นคุณก็ได้ปั่นออกกำลังกายได้เที่ยวและยังได้เซลฟี่หน้าตัวเองโดยวิวรอบข้างไม่ซ้ำซากกับใครๆ(ฮา)


การเอาจักรยานใส่รถยนต์แล้วขับไปตามสถานที่ต่างๆไปปั่นโชว์ ไปแค่รวมกลุ่มถ่ายภาพแล้วก็เอาจักรยานมาใส่รถขับกลับบ้านหรือขับไปเที่ยวไปสังสรรค์กันต่อ แบบนี้ล่ะครับที่ผมเรียกว่า"เติมน้ำมันให้จักรยาน"เพราะมันไม่ใช่การใช้จักรยานเป็นพาหนะเดินทางเพื่อลดการใช้พลังงานฟอลซิลอะไรทั้งนั้นแต่ก็แปลกที่เวลาถามผู้ที่หันมาปั่นจักรยานหลายๆครั้ง หนึ่งในคำตอบยอดเท่+ยอดฮิตก็คือ"ปั่นจักรยานเพื่อลดโลกร้อน เพื่อลดการใช้พลังงาน" แต่ในความเป็นจริงนอกจากพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ช่วยลดภาระโลกร้อนหรือการใช้พลังงานฟอลซิลแต่พวกเขากลับเพิ่มภาระการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้นเพราะการบรรทุกรถจักรยานไปกับรถยนต์ถึงแม้นจะมีข้อโต้แย้งว่าจักรยานน้ำหนักเบาแต่การเพิ่มน้ำหนักบรรทุกโดยสิ่งของที่ไม่จำเป็นเท่ากับเป็นการเพิ่มภาระให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้นและใช้พลังงานมากขึ้น ขอร้องล่ะ อย่าใช้คำพูดที่สวนทางกับการกระทำเลยครับ


วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

วันเดียว ปั่น เที่ยว ถ่าย

ช่วงวันหยุดวันปิยะมหาราชที่ผ่านมา ผมวางแผนจะออกไปเที่ยวเพื่อพักผ่อนแต่เนื่องจากเป็นวันหยุดแค่วันเดียวดังนั้นจะไปเที่ยวสถานที่ไกลๆก็คงจะไม่ค่อยเหมาะนัก ผมคิดว่าวันหยุดหนึ่งวันนี้ผมอยากจะเที่ยวสถานที่ใกล้ๆกรุงเทพเดินทางไม่ลำบากเพราะครั้งนี้ผมจะไม่ขับรถไปเองแต่วางแผนว่าจะนั่งรถไฟไปเที่ยว ไปปั่นจักรยานและถ่ายภาพ ในคอนเซ็ป "วันเดียว ปั่นเที่ยวถ่าย"

ดังนั้นจังหวัดอยุธยาจึงเป็นตัวเลือกแรกที่ผมเลือก เพราะอยุธยาอยู่ไม่ไกลกรุงเทพและสามารถใช้บริการรถไฟไทยได้ อีกทั้งอยุธยามีแหล่งโบราณสถานให้เราไปเที่ยวไปถ่ายภาพได้โดยไม่จำเป็นต้องขับรถยนต์เพราะเราสามารถเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวได้ด้วยจักรยาน และทริปนี้ผมไม่เอาจักรยานของตัวเองไปแต่จะไปเช่าจักรยานปั่นแทน

เช้าวันที่ 23ตุลาคม 2557 วันเดินทางผมตื่นนอนตอนเช้าอาบน้ำแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสบายๆที่สุด นั่นคือเสื้อยืด กางเกงขาสั้นเพราะอากาศมันร้อนใส่ขายาวดูจะไม่ไหวอีกทั้งผมคิดไว้ว่าจะต้องปั่นจักรยานและสะพายกระเป๋ากล้องจึงไม่อยากแต่งตัวสร้างภาระให้ร่างกายในระหว่างปั่นจักรยาน(ฮา) 
ผมเดินทางมาขึ้นรถไฟที่สถานีหลักสี่ในตอนประมาณ7.40 รถไฟเดินทางราวๆหนึ่งชั่วโมงนิดหน่อยก็ถึงสถานีอยุธยาซึ่งถือว่าใช้เวลาไม่นานหลังจากลงจากรถไฟแล้วผมก็เดินข้ามถนนมาหาของเติมพลังให้กระเพาะตัวเองหน้าสถานี และหลังจากนั้นผมก็เดินไปเช่ารถจักรยานจากร้านให้เช่าซึ่งมีอยู่หลายร้านมากในบริเวณสถานีรถไฟอยุธยาโดยค่าเช่าจักรยานคือคันละ40บาท/วัน หลังจากพยามเลือกจักรยานที่ดูเหมาะกับตัวผมเองที่สุดก็ได้มาหนึ่งคันสภาพแบบพอทนได้(ก็สมราคาค่าเช่าล่ะครับแต่ถ้าใครต้องการรถจักรยานดีๆก็คงต้องยกจักรยานมาเองครับ)จักรยานที่เช่าเป็นจักรยานแม่บ้านสภาพเดิมเคยมีเกียร์ดุมแต่ตอนนี้เกียร์เจ๊งใช้ไม่ได้แต่ผมไม่ได้สนใจตรงจุดนั้นมากนักเพราะคิดว่าเรามาปั่นเที่ยวในระยะทางไม่ไกลคือราวสักสิบกว่ากิโลเมตรส่วนการเช่าก็ไม่ได้ยุ่งยากครับให้บัตรประชาชนกับร้านไว้พร้อมกับชำระเงินค่าเช่าจากนั้นทางร้านก็ให้โซ่ล็อคกุญแจมาหนึ่งชุดเพื่อล็อคจักรยานและให้แผนที่มาหนึ่งแผ่นพร้อมเขียนแนะนำว่ามีสถานที่ตรงนั้นโน่นนี่ซึ่งผมไม่ได้ใช้ครับเพราะผมอ่านแผนที่ร้านทำมาไม่รู้เรื่องก็เลยตัดสินใจใช้ GPปาก ถามทางชาวบ้านดีกว่าถึงชัวร์ไม่มีหลง(ฮา)

"สถานีรถไฟอยุธยา"


หลังเช่าจักรยานเรียบร้อยผมก็มุ่งหน้าปั่นจักรยานไปยังวัดมหาธาตุทันทีเพราะผมต้องการไปถ่ายภาพเศียรพระที่ถูกต้นโพธิ์ขึ้นคลุมครอบไว้และหลังจากนั้นในช่วงบ่ายผมก็วางแผนไว้ว่าจะปั่นจักรยานไปที่ตลาดน้ำอโยธยาเพื่อชมบรรยากาศตลาดน้ำย้อนยุคก่อนที่จะปั่นจักรยานกลับมาที่สถานีรถไฟเพื่อคืนรถจักรยานและรอรถไฟกลับบ้านตอนช่วงเย็นซึ่งก็เป็นการจบแผนการเที่ยวในทริปนี้


หลังจากที่ได้จักรยานเรียบร้อยผมก็ปั่นจักรยานผ่านหน้าสถานีรถไฟตรงไปยังวัดมหาธาตุโดยเมื่อปั่นผ่านหน้าสถานีรถไฟไปสักพักก็ถึงทางแยกผมก็เลี้ยวขวาขึ้นสะพานปรีดี-ธำรงข้ามแม่น้ำป่าสักมุ่งไปตามถนนหลักและไปเลี้ยวขวาปั่นผ่านศูนย์กีฬาอยุธยาวิทยาลัยตรงผ่านวงเวียนไปอีกเล็กน้อยก็ถึงวัดมหาธาตุแล้วครับ ระยะทางก็ราวๆ4กิโลเท่านั้น เส้นทางที่ผมปั่นในวันนั้นก็ถือว่าสบายๆครับ สะพานไม่สูงชันอะไรรถบนถนนก็ไม่แน่หนา และเมื่อเลี้ยวขวาเข้ามาในบริเวณวัดมหาธาตุนั้นรู้สึกร่มรื่นเพราะมีต้นไม้ใหญ่เยอะมากผมจอดจักรยานเอาไว้ในบริเวณที่มีรถจักรยานมาจอดซึ่งตรงนี้ผมสังเกตเห็นว่ามีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติซึ่งจะเป็นชาวยุโรปส่วนใหญ่เช่าจักรยานมาปั่นเที่ยวกันเยอะมากส่วนนักท่องเที่ยวชาวเอเชียผมเห็นมากันเป็นกรุ๊ปกับรถทัวร์ไม่เห็นปั่นจักรยานเที่ยวสงสัยกลัวร้อนหรือไม่ก็กลัวตัวดำ(ฮา) หลังจากจอดจักรยานเรียบร้อยผมก็เข้าไปถ่ายภาพในบริเวณวัดเพื่อถ่ายภาพเศรียพระโดยการเข้าชมวัดมหาธาตุนั้นมีการเก็บค่าบริการเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติแต่คนไทยเข้าชมฟรีครับ(เย้...) เมื่อผมเดินเข้าไปถึงจุดที่มีเศียรพระก็พบว่ามีคนมารุมถ่ายภาพกันเยอะมากๆทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติซึ่งผมก็เพิ่งทราบว่ายูเนสโกยกย่องให้"เศียรพระในรากต้นโพธิ์" เป็น 1 ในที่สุดของมรดกโลก936แห่งทั่วโลกดังนั้นจึงมีนักท่องเที่ยวมาถ่ายภาพกันเยอะและหลังจากเดินท่อมๆถ่ายภาพอยู่ในวัดมหาธาตุจนถึงเวลาเที่ยวกว่าๆผมก็กลับออกมาเพื่อเตรียมตัวปั่นจักรยานไปยังตลาดน้ำอโยธยา ซึ่งผมจะปั่นย้อนกลับไปทางเดิมที่ปั่นมาเมื่อเช้าโดยปั่นข้ามสะพานปรีดี-ธำรงเช่นเดิมและตรงลงจากสะพานไปจนถึงเจดีย์วัดสามปลื้มแล้วเลี้ยวซ้ายปั่นตรงไปราวๆสักหนึ่งกิโลก็จะถึงตลาดน้ำอโยธยา ซึ่งรวมระยะทางจากวัดมหาธาตุถึงตลาดน้ำอโยธยาก็ราวๆ5กิโลแค่นั้น เมื่อผมปั่นจักรยานมาถึงตลาดน้ำอโยธยาพบว่ามีรถเยอะมากเพราะมีคนมาเที่ยวกันค่อนข้างมากที่นี่ผมสามารถจอดจักรยานได้เพราะเขามีที่จอดจักรยานไว้ให้แต่ก็ไม่ดีนักหรอกครับแต่ก็ดีกว่าไม่มีเลย
"วัดมหาธาตุ"

"ตลาดน้ำอโยธยา"

สำหรับบรรยากาศตลาดน้ำอโยธยาผมขอบอกตามตรงครับว่าผมไม่ประทับใจและผมค่อนข้างผิดหวังเพราะมันไม่เหมือนกับที่ผมคาดไว้ว่าจะต้องเป็นตลาดน้ำย้อนยุคที่ดูดีมีบรรยากาศที่ริมน้ำที่ร่มรื่น แต่พอเข้ามาปรากฎว่าไม่ใช่ครับ มันไม่โดน บริเวณตลาดน้ำเป็นเหมือนคลองที่ขุดขึ้นมาใหม่มีเรือนำเที่ยวตลาดน้ำด้วยนะเรือผมเห็นแต่งแบบเรือมาดเรือโบราณสมัยก่อนแต่ดันติดเครื่องแบบเรื่องหางยาวซะงั้น เฮ้อ... ส่วนบรรยากาศร้านค้าก็ไม่น่าตื่นตาตื่นใจหลายๆร้านเป็นร้านขายของทั่วๆไปมีขายกระทั่งซองมือถือ ขากล้องถ่ายภาพเซลฟี่ บลาๆๆเป็นอะไรที่เราพบเจอได้ตามห้างหรือเปิดท้ายขายของทั่วๆไปส่วนที่ดูเหมือนจะเป็นไฮไลท์คือช้างนำเที่ยวผมไม่ได้ขึ้นขี้กียจเพราะเคยขึ้นบ่อยแล้วและเห็นมีอีกกิจกรรมคือให้คนไปถ่ายภาพกับเสือโคร่งโดยคิดค่าถ่ายภาพกับเสือ100บาท นอกนั้นก็มีให้หญ้าให้นมแพะ ให้อาหารปลาไม่รู้สิครับสำหรับผมไม่ตื่นเต้นอะไรกับของพวกนี้เลยแต่สำหรับเด็กๆอาจจะตื่นเต้นนอกจากนั้นก็มีโรงละครซึ่งผมก็เข้าไปนั่งรอดูนะครับแต่ไม่ทันได้ดูเพราะเวลามันกระชั้นจึงต้องรีบกลับมาก่อนแต่โดยรวมๆสำหรับผมการมาเที่ยวตลาดน้ำอโยธยามันไม่มีความรู้สึกแบบว่า เฮ้ย...กรูชอบ กรูประทับใจไม่มีความรู้สึกเช่นนี้เลยครับเมื่อมาเที่ยวที่ตลาดน้ำอโยธยาแต่หากจะมาเที่ยวอีกได้มั้ยคำตอบก็คือได้ครับแต่ผมคงไม่คาดหวังว่าจะได้เห็นอะไรที่มันอลังการถ้าจะมามันคงเป็นเพียงแค่การมาเปลี่ยนบรรยากาศที่นั่งกินข้าวที่เดินเล่นเท่านั้น

ผมกลับออกมาจากตลาดน้ำอโยธยาก็ปั่นจักรยานกลับมายังร้านจักรยานบริเวณสถานีรถไฟอยุธยา ซึ่งก็มีระยะทางสั้นๆประมาณ2กิโลเมตรกว่าๆหลังจากทำเรื่องส่งคืนจักรยานเรียบร้อยผมก็มาซื้อตั๋วรถไฟกลับกรุงเทพเที่ยวบ่ายสามโมงกว่า อ้อ...ลืมบอกไปครับการนั่งรถไฟมาปั่นจักรยานเที่ยวที่อยุธยาผมเสียค่าตั๋วรถไฟเพียงเที่ยวละ20บาทเท่านั้นไปกลับก็เพียง40บาท และระยะทางรวมในทริปการปั่นจักรยานเที่ยวอยุธยาครั้งนี้ก็ประมาณ11กิโล ซึ่งก็เป็นระยะทางที่ปั่นได้สบายๆและเป็นการท่องเที่ยวที่ประหยัดและได้ประสบการณ์การท่องเที่ยวไปอีกแบบและแม้นในทริปนี้ผมจะไม่ประทับใจสถานที่เที่ยวบางส่วนแต่โดยรวมผมก็ชอบที่ได้มาเช่าจักรยานปั่นเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของอยุธยาเมืองมรดกโลกแห่งนี้



รวมภาพบรรยากาศการท่องเที่ยวเมืองอยุธยาในทริปนี้ครับ
"นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาตินิยมเช่าจักรยานปั่นเที่ยว"

"บริเวณวัดมหาธาตุ อยุธยา"


"ตลาดน้ำอโยธยาตลาดย้อนยุค แต่เรือนี่ทำให้ผมเสียฟิลเลย"

"ไหว้พระก่อนเข้าตลาด"

"บรรยากาศในตลาดน้ำอโยธยา"

"เวทีแสดงภายในตลาดน้ำอโยธยา"

"ช้างงาสวยทีเดียว"

"มีให้อาหารแก่ะ"

"ก๋วยเตี๋ยวเรือ"

"บริเวณด้านทางเข้าตลาดน้ำอโยธยา"

"ที่จอดจักรยานภายในตลาดน้ำอโยธยา"

วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เมื่อต้องเลือกสองเสือปั่นในเมืองกรุง Road bike VS Mountain bike

จากการที่ผมได้ทดลองปั่นเจ้าปรอท(road bike)ในเมืองสำหรับผมแล้วมันให้ความรู้สึกต่างกับน้องฟ้า(mountain bike)อยู่พอสมควรดังนั้นผมจึงรวบรวมจุดที่คิดว่าน่าจะเป็นประเด็นสำคัญมาให้อ่านกันเพื่อเป็นการเปรียบเทียบในการปั่นสองเสือนี้ไปทำงานและเดินทางในเมืองอย่างจริงๆจังๆที่ไม่ใช่เรื่องของจักรยานแฟชั่นหรือการแข่งขันนะครับ

"เจ้าปรอท"
"น้องฟ้า"
ก่อนอื่นผมขออธิบายให้เข้าใจกันก่อนนะครับ ผมไม่ใช่นักปั่นจักรยานหรือเทสไรเดอร์นะครับผมแค่คนใช้จักรยานเดินทางในชีวิตประจำวันและจักรยานที่ผมใช้คันแรกก็เป็นจักรยานไทยบ้านเรียกง่ายๆจักรยานราคาถูกนั่นล่ะส่วนอีกคันเป็นเสือทัวร์ริ่งวินเทจแต่ก็ไม่ใช่จักรยานเทพอะไรที่ไหนโดยส่วนนี้ผมเขียนตามความรู้สึกของผมเพราะผมต้องใช้จักรยานเหล่านี้เพื่อเป็นพาหนะเดินทางไปมาในชีวิตประจำวันบนถนนหลวงในกทม.โดยมีระยะทางเฉลี่ย40กิโลเมตร/วัน(บวกลบแล้วแต่วันและเส้นทางที่ใช้) ดังนั้นจึงขอย้ำว่าบทความที่แสดงความคิดเห็นนี้มันจึงเป็นมาตราฐานของผมฟิลลิ่งความรู้สึกของผมที่ใช้งานจริงๆซึ่งมันไม่ใช่มาตราฐานสากลอีกทั้งไม่ต้องห่วงว่าผมจะมาขายสินค้าเพราะผมไม่ได้มาอวยเพื่อขายของดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าผมจะเชียร์ใคร และหากเพื่อนๆที่เข้ามาอ่านบทความนี้จะนำไปเป็นแนวทางประกอบเพื่อตัดสินใจในการเลือกจักรยานเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันก็ยินดีครับ เอาล่ะมาเริ่มกันเลยดีกว่า

1 ความคล่องตัว
สำหรับผมแล้วหลังจากที่ได้ปั่นเจ้าปรอทและน้องฟ้าในเส้นทางเดียวกัน ระยะทางเท่าๆกันในส่วนนี้ผมมีความรู้สึกว่าน้องฟ้าทำได้ดีกว่าเจ้าปรอท แม้นรูปร่างจะดูเทอะทะกว่า น้ำหนักตัวมากกว่า แต่ด้วยแฮนด์ที่ตรงทำให้บังคับควบคุมรถได้ง่ายกว่า รวมถึงหน้ายางที่กว้างกว่าแม้นจะทำให้หนืดไปบ้างในการออกแรงปั่นแต่ก็ได้กลับมาในเรื่องของความมั่นคงในการทรงตัว โดยเฉพาะเมื่อต้องมุดในช่วงที่การจารจรติดขัดน้องฟ้าสามารถมุดได้อย่างมั่นใจและคล่องตัว ส่วนเจ้าปรอทแม้นจะมุดได้แต่ด้วยหน้ายางที่บางแคบกว่าและสภาพถนนบางช่วงเป็นหลุมบ่อและมีรอยแตกรอยนูนของพื้นถนนทำให้บางครั้งเกิดอาการหน้าเหวอเหมือนกัน ประกอบกับช่วงความยาวของรถที่เจ้าปรอทมีมากกว่าและมีองศาในการนั่งที่เอียงโน้มตัวมาข้างหน้ามากกว่าทำให้การควบคุมรถผมว่ายังไม่รู้สึกเป็นธรรมชาติเหมือนน้องฟ้า
"หลุมและรอยแยกตามถนนเป็นอุปสรรคสำหรับเจ้าปรอท"
2. ความราบรื่นในการปั่น
 การปั่นจักรยานเพื่อเดินทางนั้นผมคิดว่าความราบรื่นต่อเนื่องในจังหวะของการปั่นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องปั่นอยู่บนถนนที่มีการจารจรหนาแน่น บางครั้งรถต้องชะลอความเร็วลงแล้วก็ปั่นต่อเป็นอย่างนี้ตลอดเวลาซึ่งอาการปั่นๆหยุดๆทำให้หมดแรงง่ายๆ ดังนั้นความต่อเนื่องของจังหวะปั่นจึงมีความสำคัญและในส่วนนี้ตามความรู้สึกของผม เจ้าปรอทแม้นจะเบาในการออกแรงปั่นแต่เมื่อต้องชะลอความเร็วหรือต้องเบรคกระทันหันหรือตกหลุมหรือขึ้นเนินหรือพื้นถนนที่ขรุขระการเริ่มต้อนปั่นอีกครั้งจะมีจังหวะสะดุดดังแก๊กๆของบันไดปั่นเล็กน้อยแต่ก็ชดเชยมาด้วยการออกตัวได้อย่างนุ่มนวลและเบาแรงส่วนน้องฟ้าเมื่อเป็นเสือเกิดมาลุยการต้องหยุดแล้วออกตัวกระชากกดแรงปั่นขึ้นมาใหม่โดยสายเลือดของรถแนวนี้มันทำได้ต่อเนื่องไม่มีจังหวะสะดุดแต่ถึงจะไม่สะดุดจากการออกแรงกดบันไดหลังชลอความเร็วแต่การจะเริ่มออกตัวใหม่หากไม่สับลงเกียร์ต่ำจะมีความรู้สึกว่ามันหน่วงหนักขาเล็กน้อยแต่ในความรู้สึกหนักที่ขาบางครั้งมันก็สนุกและรู้สึกถึงพละกำลังของคุณดังนั้นหากคุณเป็นคนชอบความมันความท้าทายชอบอารมณ์แบบดิบๆน้องฟ้าน่าจะตอบโจทย์ได้ แต่ถ้าคุณชอบรถที่มันจะทยานออกตัวได้อย่างรวดเร็วต่อเนื่องและราบรื่นทำให้รู้สึกถึงรู้สึกสบายกับการปั่นโจทย์ตรงนี้เจ้าปรอทคือคำตอบของคุณ และด้วยอารมณ์ฟิลลิ่งในการปั่นที่ต่างกันแบบนี้ทำให้ผมมีความรู้สึกเลยว่านี่คือข้อแตกต่างอย่างหนึ่งของ Road bike กับ mountain bike
"ความราบรื่นและอัตราเร่งเจ้าปรอททำให้ผมเพลินเลย"


3. ความเร็วและอัตราเร่ง
แหมจะไม่พูดกันเรื่องความเร็วนี่อาจจะดูเหมือนขาดอะไรไป สำหรับรถทั้งสองคันของผมนี้ต่างกันแน่นอนโดยการปั่นจักรยานของผมๆจะใช้ความเร็วปกติเฉลี่ยที่20-25กม./ชั่วโมง โดยไม่ได้มองไปที่ความเร็วสูงสุดนะครับ(อย่าลืมว่าผมไม่ใช่นักปั่นขาแรง ผมมันแค่คนใช้จักรยานเป็นพาหนะเดินทางเท่านั้น) ซึ่งผมทดสอบโดยจับความรู้สึกจากการออกตัวและการส่งแรงปั่นเพื่อเร่งความเร็วซึ่งหลายคนคงไม่ต้องเดาก็พอจะทราบว่าเจ้าปรอทในฐานะเสือทางเรียบย่อมได้เปรียบในเรื่องความเร็วและอัตราเร่งอย่างแน่นอน ส่วนน้องฟ้าเป็นเสือภูเขาความเร็วจึงไม่ใช่แนวของมัน ข้อนี้หากใครชอบเรื่องความเร็วอัตราเร่งสปริ้นคงไม่ต้องคิดมากเพราะยังไงเสือทางเรียบย่อมปราดเปรียวกว่าเสือภูเขาแน่นอน

4. ความสบายขณะปั่น
แน่นอนครับการใช้จักรยานเป็นพาหนะเพื่อเดินทางย่อมต่างกับการใช้จักรยานปั่นเล่นในซอยหรือปั่นออกกำลังกาย เพราะการปั่นในการเดินทางบนถนนในเมืองมันมีความเครียดจากสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเช่น รถยนต์ที่วิ่งตามหลังเรามา มอเตอร์ไซด์ที่วิ่งสวนเลนออกมา พี่รถเมล์ พี่รถตู้ พี่แท๊กซี่ที่วิ่งปาดหน้าเราเพื่อรับผู้โดยสาร สภาพอากาศที่บางวันก็ร้อนอบอ้าวบางวันก็มีสายฝนโปรยปราย เสียงแตรรถยนต์ที่บีบไล่ซึ่งไม่รู้ไล่เราหรือไล่ใครที่ไหนเพราะบางครั้งเราไม่ได้ขวางทางเขาเลย จากสิ่งเหล่านี้ทำให้ผมรู้สึกว่าการปั่นจักรยานในเมืองเหนื่อยกว่าการปั่นจักรยานทางยาวๆนอกเมืองในระยะทางที่เท่าๆกัน ดังนั้นผมจึงชอบจักรยานที่มีท่านั่งที่สบายและไม่เมื่อล้าเวลาปั่นนานๆ ซึ่งในส่วนนี้ผมว่าน้องฟ้ากับเจ้าปรอทสำหรับผมไม่มีความรู้สึกที่แตกต่างมากนักอาจจะเพราะน้องฟ้าผมได้ไปติดมือพักเสริมมาทำให้สามารถเปลี่ยนท่าทางในการขับขี่ได้แต่ถ้าจับแฮนด์เดิมๆปั่นนานๆโดยไม่ใช่ที่พักเสริมอาการมือชาจะเป็นเรื่องปกติ ส่วนเจ้าปรอทด้วยความที่มีอารมณ์แบบทัวร์ริ่งทำให้มันมีท่าจับที่ค่อนข้างสบายเช่นกัน(แม้นดูจากรูปแล้วมันไม่น่าจะจับสบายนัก ...ฮา)โดยผมสามารถเปลี่ยนมุมจับได้หลายมุมทำให้อาการมือชาไม่ค่อยจะเกิด แต่หากผมต้องก้มตัวจับต่ำเพื่อหมอบหลบลมแล้วหรือจับอยู่ในท่าเดิมนานๆล่ะก็ผมจะมีอาการเจ็บที่อุ้งมือเพราะมีแรงกดลงที่ข้อมือค่อนข้างมากแม้นจะใส่ถุงมือแล้วก็ตามซึ่งผมคิดว่ามันอาจจะมาจากองศาของแฮนด์รถหรือพวกความยาวตัวถังหรือเพราะน้ำหนักตัวของผมด้วย(ฮา) โดยรวมการปั่นน้องฟ้าก็มีข้อเสียตรงที่ผมจะรู้สึกปวดขามากกว่าเจ้าปรอทอาจจะเป็นเพราะความไหลลื่นในการปั่นรวมถึงหน้ายางที่แคบกว่าและขนาดวงล้อที่ใหญ่ของเจ้าปรอททำให้เบาแรงกว่านั่นเอง

5. สถานะภาพขณะเดินทาง
การปั่นจักรยานในเมืองอย่างกรุงเทพผมว่ามันมีเรื่องของสภาพถนนและการจารจรที่เข้ามาเกี่ยวข้องกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย และยิ่งคุณต้องการใช้รถเพื่อเดินทางในชีวิตประจำวันแล้วด้วยผมว่าจุดนี้ล่ะครับที่จะตอบได้ว่าคุณควรใช้รถจักรยานแบบไหน เพราะเพื่อนๆที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพจะทราบว่าถนนในกรุงเทพไม่ได้ราบเรียบแต่มันเต็มไปด้วยร่องรอยแตกเล็กๆ รอยแยกนิดๆ รอยนูนหน่อยๆ พร้อมลูกเนินลูกระนาดซึ่งหากคุณขับรถยนต์คุณจะไม่รู้สึกอะไรกับร่องรอยเหล่านี้หรือรู้สึกแค่สะเทือนนิดหน่อยกับฝาท่อระบายน้ำที่คุณอาจจะรำคานเสียงดังแก๊งๆๆเวลาขับรถทับมัน แต่หากคุณปั่นจักรยานคุณจะรู้สึกว่ามันเป็นอะไรมากกว่านั้นเพราะร่องรอยเล็กๆพวกนั้นหรือเจ้าฝาท่อที่ส่งเสียงแก๊งๆๆเวลาขับรถทับมันอาจจะทำให้รถจักรยานคุณวงล้อคตเสียหลักล้มหัวทิ่มได้ซึ่งอันตรายมากหากมันเกิดขณะที่คุณกำลังปั่นอยู่บนถนนที่มีการจารจรหนาแน่นและมีรถยนต์วิ่งตามกันมาด้วยความเร็ว ดังนั้นจักรยานที่มีหน้ายางแคบและเล็กอย่างเจ้าปรอทบางครั้งอาจจะดูไม่เหมาะสักเท่าไหร่กับเมืองกรุงเมืองที่จักรยานตกท่อแบบนี้ ดังนั้นเมื่อผมต้องใช้เจ้าปรอทเดินทางในเมืองผมจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้นเพราะไม่ใช่แค่จากรถที่วิ่งไปมาบนถนนแต่มันรวมถึงพื้นถนนที่ล้อจักรยานสัมผัสด้วย ส่วนของน้องฟ้าเรื่องท่อพื้นผิวถนนผมแทบจะหมดกังวลไปเลยเพราะหน้ายางที่กว้างทำให้มันสามารถวิ่งลุยผ่านรอยแตกรอยนูนได้อย่างง่ายดาย รวมถึงฝาท่อซึ่งมันสามารถลุยผ่านได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะร่วงลงไปในร่องของฝาท่อ แถมบางครั้งผมยังรู้สึกสนุกกับเนินหลุมต่างๆระหว่างการปั่นเจ้าน้องฟ้าเพราะมันได้กระโดดโลดเต้นข้ามสิ่งกีดขวางต่างๆโดยไม่ต้องกังวลว่ารถจะพังสำหรับผมแล้วอารมณ์แบบนี้มันสนุกมาก

"เส้นทางนี้ผมใช้น้องฟ้าปั่นฉลุยแถมมันส์อีกต่างหาก แต่เจ้าปรอทเจอนี่เข็นอย่างเดียว"
"หลุมขนาดนี้ไม่ใช่แค่จักรยานนะครับ มอเตอร์ไซด์ก็กลิ้งได้"


จากที่ผมรวบรวมมานี้มันอาจจะพอมีประโยชน์สำหรับเพื่อนๆที่สนใจการใช้จักรยานเป็นพาหนะเดินทางในชีวิตประจำวันจริงๆบ้าง และเพื่อนๆอาจจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปเปรียบเทียบและตัดสินใจดูว่าเพื่อนๆชอบแบบไหน ชอบความเร็ว หรือชอบความแข็งแกร่ง ชอบความปราดเปรียวหรือความมั่นคง สำหรับตัวเองผมชอบทุกๆอารมณ์ในการปั่นจักรยานและอยากให้คนไทยออกมาใช้จักรยานเป็นพาหนะเดินทางกันอย่างจริงจัง ผมไม่อยากให้จักรยานมันเป็นแค่กระแสแฟชั่นที่รอวันล้มหายจืดจางไป


วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เรื่องเล่าจากจักรยาน street photography

หลายครั้งอยู่เหมือนกันที่ผมปั่นจักรยานผ่านไปตามสถานที่ต่างๆแล้วได้เก็บภาพเอาไว้ส่วนมากภาพถ่ายที่ผมได้ถ่ายระหว่างการปั่นจักรยานนั้นมันจะเป็นภาพบรรยากาศของจักรยานของผมกับสถานที่ต่างๆ


แต่วันนี้ผมตั้งใจว่าจะถ่ายภาพจากจักรยานในมุมมองทั่วๆจากเส้นทางที่ปั่นผ่านแต่มันอาจจะเป็นมุมมองที่หลายคนมองข้ามผ่านมันเพราะมันไม่ได้น่าสนใจ แต่หากเราลองมองลงไปทุกๆภาพทุกๆสถานที่ๆเราผ่านไปมันมีเรื่องราวของมันอยู่เสมอ และการปั่นจักรยานทำให้เราได้สัมผัสกับบรรยากาศเหล่านั้นได้อย่างกลมกลืน ซึ่งภาพแนวๆนี้เราจะเรียกกันว่าภาพแบบ street photography

แน่นอนครับหากคุณขับรถยนต์หรือขี่มอเตอร์ไซด์ไปทำงานบางครั้งภาพเหล่านี้คุณอาจจะเห็นเพียงแค่ผ่านสายตาไปอย่างรวดเร็วเท่านั้นไม่ได้สำคัญเพราะเป็นแค่สิ่งข้างทาง แต่หากคุณปั่นจักรยานเพราะความช้าของมันทำให้คุณมีโอกาสที่จะมองและสัมผัสมันได้อย่างแนบแน่และกลมกลืนไปกับพื้นที่นั้นๆ











สำหรับผมนั้นการได้ปั่นจักรยานโดนเฉพาะตอนเช้าๆเพื่ออกไปซื้อของในตลาดชุมชน มันทำให้เราได้เห็นภาพต่างๆได้อย่างชัดเจนและแน่นอนครับผมได้เห็นความหลากหลายของคนที่ใช้จักรยานด้วย ทั้งหมดนี้คือผู้คนที่ใช้จักรยานและใช้พวกมันอยู่ทุกๆวัน เป็นคนส่วนใหญ่ที่ใช้จักรยานผมก็เลยเก็บภาพบรรยากาศมาฝาก ไว้โอกาสต่อไปผมจะพยามหามุมภาพสวยๆและเรื่องราวๆดีๆที่พบเจอขณะปั่นจักรยานมาแบ่งปันกันครับ


EZ noneny AD