แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เที่ยวเมืองไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เที่ยวเมืองไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2558

เที่ยวทะเลคลายร้อน กับที่พักราคาเบาๆช่วงเทศกาล

ช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมาอยู่ๆผมก็เกิดอาการติสต์แตกเพราะอากาศที่ร้อนระบมจนไขมันเดือดไปทั้งตัว ครั้งจะไปเดินห้างอาศัยแอร์ก็เกรงใจเจ้าของห้างและร้านกาแฟพวกเขาคงจะจำหน้าผมได้เพราะมันมาซื้อกาแฟแก้วเดียวนั่งชิวซะเกือบสามชั่วโมง(ฮา)

แต่จะให้นั่งอุดอู้เป็นหมูกระป๋องอยู่บ้านก็ไม่ไหว หากจะเปิดแอร์สู้อากาศร้อนทั้งวันก็เกรงใจกระเป๋าเงินเวลาการไฟฟ้าเขาส่งบิลมาเก็บตังค์ก็เลยเกิดอาการติ๊ดส์แตกอยากไปที่มีน้ำมีสายลมมีกลิ่นไอธรรมชาติโดยคิดเอาเองว่าถ้าได้ไปในที่แบบนี้ไอเดียเรื่องงานที่รับเขามาทำเพื่อเสนอตัวอย่างช่วงหลังสงกรานต์คงจะพุ่งกระฉูด จึงตัดสินใจไปเที่ยวทะเลดีกว่า เพราะมันเข้ากับธีมฤดูร้อนเมษาฮาวายพอดิบพอดี(ฮา)

เมื่ออารมณ์และความคิดฟุ้งซ่านมันระเบิดก็เลยตัดสินใจออกจากบ้านตอนสายๆ เดินทางสบายๆลัดเลาะมาเรื่อยเปื่อยก่อนตัดออกเส้นบายพาสเลี่ยงตัวเมืองชลบุรี ก่อนเลี้ยวเบี่ยงขวามุ่งหน้าวิ่งเส้นเลียบทางรถไฟพัทยาและลัดเลาะดิ่งเข้าสัตหีบโดยพยามเลี่ยงการใช้เส้นทางผ่านตัวเมืองให้มากที่สุดเพราะผมไม่อยากไปเจอกับสงครามน้ำจนทำให้รถติดแหง่ก โดยมีจุดหมายคือ "หาดเตยงาม"

ที่จริงผมเคยมาหาดเตยงาม2-3ครั้งแล้ว และครั้งนี้เมื่ออยากจะมาเที่ยวทะเลสัตหีบทำให้ผมนึกถึงหาดเตยงามเป็นที่แรก เพราะชอบในความสะอาด หาดนี้ได้รับการดูแลโดยนาวิกโยทินทหารเรือ ทำให้ผมมีความรู้สึกว่าหาดที่นี่ปลอดภัย และน่าลงเล่นน้ำมากกว่าที่บางแสนมากๆ เวลาเล่นน้ำก็ไม่ต้องกังวลกับเจ็ทสกี บานานาโบ๊ทและที่แน่ๆเมื่อผมมาที่หาดเตยงามผมไม่ต้องเจอกับกองทัพร่มที่นั่งก็ต้องจ่ายเงินค่าเก้าอี้ผ้าใบ แถมคนเยอะยังกับรังมด ยิ่งช่วงที่ผมไปมันเริ่มเข้าสู่เทศกาลวันไหลของชาวชลบุรี ยิ่งทำให้ผมต้องเลี่ยงไปชายหาดชื่อดังแห่งนี้

ผมมาถึงหาดเตยเงาเอาช่วงเย็นผมจึงเปลี่ยนแผนไม่เข้าไปเล่นน้ำโดยคิดว่าไว้มาเล่นพรุ่งนี้ เพราะที่หาดเตยงามเขาจะมีเวลาเข้าออกเป็นเวลาไม่ได้เปิดโอเพ่นเหมือนพัทยาบางแสน เพราะหาดนี้อยู่ในเขตทหารเรือ สำหรับการขับรถยนต์มาก่อนเข้าต้องแลกบัตรและบันทึกเลขทะเบียนรถทุกคันเพื่อความปลอดภัย หลังจากแลกบัตรแล้วก็ขับรถต่อไปอีกประมาณ 1กิโล ก็จะเจอชายหาด ที่นี่มีการควบคุมเรื่องความสะอาดและการกินดื่มเพราะเขาเข้มงวด ดังนั้นมาที่นี่สบายใจได้ว่าเราจะไม่เจอกลุ่มขี้เมาที่เปลี่ยนบรรยากาศที่กินเหล้า ใครมีครอบครัวมาเที่ยวที่นี่รับรองว่าปลอดภัยครับ

เมื่อเปลี่ยนแผนก็ต้องหาที่พัก เพราะมันเริ่มเย็นแล้วก็เลยออกไปตั้งหลักแถววัดหลวงพ่ออี๋พลางนึกว่าค่ำแล้วๆๆ คืนนี้ตรูจะนอนที่ไหน(ฟร่ะ)เพราะเดินทางมาครั้งนี้มาแบบอารมณ์ติตส์พามาไม่ได้เตรียมตัวเรื่องที่พัก รวมถึงเสื้อผ้าก็มีมาแค่สองชุด คือชุดใส่มา+ลงเล่นน้ำทะเล และชุดใส่กลับ ยิ่งช่วงเทศกาลแบบนี้ด้วยคงจะหาที่พักลำบากจะกางเต๊นท์นอนริมหาดก็ไม่ได้เอาเต๊นท์มา(เฮ้อ...) แต่ก็อยากจะอยู่เที่ยวอีกวันสองวันผมจึงใช้การเดินเข้าไปถามหาที่พักว่ามีที่ไหนว่างบ้าง และก็โชคดีที่ได้ที่พักของฝ่ายกิจการทหารเรือซึ่งมีห้องพักให้บริการและข้อสำคัญไม่แพง คนธรรมดาสามัญแบบผมจ่ายคืนละ750บาท แต่ถ้าเป็นข้าราชการเขามีส่วนลดให้อีกเหลือเพียงคืนละ550เท่านั้น

ห้องพักที่ผมเข้าพักนั้นเจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นอาคารเก่ายังไม่ปรับปรุงแต่ก็มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบ แถมมีฟรีไวไฟให้ด้วย ผมไม่คิดมากตอบตกลงทันทีเพราะมันเหลืออยู่ห้องเดียวขืนลีลามีหวังนอนข้างถนน(ฮา) ที่นี่เขามีร้านอาหารไว้บริการแถมอาหารก็ราคาไม่แพง อาหารจานเดียวเฉลี่ยจานละ60บาท และตอนเช้าก็มีชุดอาหารเช้า ราคา80บาท ก็กินได้พอดีอิ่ม แต่ผมขอเบิ้ลข้าวผัดกระเผาทะเลอีกจาน(ฮา)


"ห้องพักที่ได้ ราคานี้ติดหาดผมว่าคุ้ม"
บรรยากาศด้านหน้า
"ผมได้ที่ซุกหัวที่นี่(ฮา)"
"นี่เลยครับเดิมดุ่มๆเข้าไปถามเขาเลย"
คืนแรกผ่านเช้าวันรุ่งขึ้นผมตื่นมาแล้วเดินไปตลาดสัตหีบ เพื่อจะหาของกินแต่พอไปถึงปรากฎว่าของกินมีไม่เยอะเพราะส่วนมากเป็นของสดมากกว่า แต่ผมก็ได้ทอดมันมาหนึ่งกระทงกับข้าวมันอะไรก็ไม่รู้จำชื่อไม่ได้รดชาดอร่อยดีพอแก้ขัดก่อนมาจบที่ร้านอาหารของที่พักเช่นเดิม(แล้วตรูจะเดินไปทำไมฟะ ฮา) พอสายๆผมก็ไปเที่ยวหาดเตยงาม วันนี้คนค่อนข้างมากเพราะเป็นช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ทำให้หาที่นั่งลำบากอยู่เหมือนกัน ผมลงเล่นน้ำที่นี่จนเย็นก่อนจะกลับที่พักและม่อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

พักชมภาพบรรยากาศของตลาดเช้าสัตหีบ







เช้าวันที่สองของการพักหลังจัดการอาหารเช้าเรียบร้อย ผมก็ออกไปเที่ยวหาดดงตาล ซึ่งก็เป็นหาดของทหารเรืออีกเช่นเคยแต่หาดดงตาลจะอยู่ใกล้กับที่พักแบบเดินไปได้ ผมจึงไปเที่ยวที่หาดดงตาล แต่ที่นี่บอกก่อนนะครับว่าผมค่อนข้างผิดหวังเพราะมันไม่สะอาดเหมือนหาดเตยงามอาจจะเพราะมันอยู่ใกล้กับแหล่งการทำประมงด้วยและมีกลุ่มเปลี่ยนบรรยากาศกินเหล้าเต็มไปหมด ทำเอาผมเสียอารมณ์พอสมควร แถมในบริเวณหาดดงตาลเขามีพื้นที่อนุรักษ์เต่าทะเล ซึ่งเขาจะกันแนวเชือกไว้ไม่ให้เข้าไปเล่นน้ำหรือนั่งในบริเวณนั้น แต่คนไทยครับ ไม่มีความหมาย กฎข้อห้ามไม่เคยสนใจ บางคนเข้าไปนั่งเซลฟี่หน้าตัวเองข้างๆป้ายห้ามด้วยซ้ำ เห็นแล้วปลงกับพฤติกรรมของคนไทยจริงๆ
"หากดงตาลบางส่วนดูเป็นเลนและไม่สะอาดเหมือนหาดเตยงาม"

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ปั่น ปัน รัก

อันที่จริงผมเริ่มหันกลับมาปั่นจักรยานอีกครั้งหลังจากที่หยุดปั่นจักรยานไปตั้งแต่เริ่มเข้าสู่รั้วมหวิทยาลัยเพราะไปหลงติดกับการขับรถยนต์และชอบซิ่งมอเตอร์ไซด์จีบสาวมากกว่า แต่พอมาถึงจุดหนึ่งเมื่อเวลามันเดินผ่านไปผมเริ่มมองย้อนกลับไปเมื่อช่วงหนึ่งของชีวิต ช่วงที่ผมใช้ชีวิตแบบเต็มที่ กิน เที่ยว อดหลับอดนอนโดยไม่ใส่ใจกับตัวเองมาถึงเวลานี้ผมกลับมาออกกำลังกายรวมถึงการใช้จักรยานเป็นพาหนะในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะปั่นจักรยานไปทำงาน ปั่นไปสังสรรค์กับพรรคพวก ปั่นไปซื้อของปากซอยซื้อกับข้าวที่ตลาด ปั่นจักรยานไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด เรียกว่ารถยนต์รถมอเตอร์ไซด์จอดทิ้งขี้ฝุ่นเกาะ

ตอนที่ผมเริ่มหันมาใช้ชีวิตแบบนี้มีเพื่อนๆของผมหลายคนสงสัยและคิดว่าผมกำลังจะบอกรักษ์โลกบอกรักส้งคมสิ่งแวดล้อมหรืออย่างไร บางคนก็คิดว่าผมแอบไปปิ๊งกับสาวๆที่ชื่นชอบการปั่นจักรยานเป็นแน่ถึงลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองแบบนี้ แต่ทั้งหมดที่ผมทำลงไปนั้นผมอยากจะบอกเลยนะครับว่าไม่ใช่เพราะผมอยากจะทำเพื่อบอกรักใครหรอกนะ ทุกอย่างผมทำเพื่ออยากจะบอกว่าผมรักตัวเองล้วนๆจริงๆ(ฮา)





วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ประสบการณ์ในการปั่นจักรยานเที่ยว

เรื่องราวดีๆกับการที่เราได้ปั่นจักรยานท่องเที่ยวนั้นคงไม่สามารถอธิบายหรือบอกได้คุณต้องออกไปสัมผัสด้วยตัวคุณเองเพราะคงไม่มีใครสามารถจะเอาความรู้สึกมาใส่ลงไปในตัวคุณได้ สิ่งเหล่านี้มันเป็นอารมณ์ส่วนตัวล้วนๆไม่มีเรื่องของตรรกะหรือทษฎีอะไร นอกจากออกไปเรียนรู้ด้วยตัวเอง ดังนั้นหากคุณมีความฝันอยากปั่นจักรยานเที่ยว อย่าเก็บมันไว้ให้เป็นแค่ความฝัน





วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

จักรยานกระดาษ Cardboard Bike

มีคนเคยถามผมว่าทำไมผมถึงมาปั่นจักรยาน อะไรทำให้ผมมาหลงชื่นชมการปั่นจักรยานบนท้องถนนแทนที่จะขับรถยนต์หรือซิ่งมอเตอร์ไซด์เหมือนเดิมๆ มันก็คงเพราะจักรยานมันมีเสน่ห์มีอะไรให้เราหลงใหล และอีกอย่างที่ผมมองก็คือจักรยานมันเป็นงานศิลปะผมชอบเพราะมันเป็นงานศิลปะที่เก่าแก่สวยงามที่อาศัยโครงเส้นของเหล็กมาเชื่อมต่อทำเป็นเฟรมที่สวยงามและยังสามารถใช้เป็นพาหนะเดินทางได้อีกด้วย


จักรยานนั้นมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและอย่างหนึ่งที่จักรยานมีการพัฒนาคือ วัสดุที่ใช้ในการผลิด เพราะจักรยานต้องอาศัยแรงกำลังขาของมนุษย์ในการปั่นดังนั้นวัสดุที่นำมาทำจักรยานจึงควรมีน้ำหนักเบาที่สุดแต่ต้องแข็งแรงทนทาน เราจึงได้เห็นจักรยานพัฒนาเรื่องวัสดุที่จากเหล็ก มาเป็นอลูมิเนียม และมาเป็นคาร์บอน

แต่ที่ผมเอามาเขียนในคราวนี้เป็นจักรยานนี้ถูกพัฒนาและสร้างMr. Izhar Gafni ซึ่งเป็นวิศวกรเครื่องกล ชาวอิสราเอล โดยเขามีความคิดจะนำวัสดุที่พบบ่อยๆมากๆนั่นคือ"กระดาษแข็ง" หรือ Cardboard อย่าสับสนนะครับมันไม่ใช่ Carbon อย่างที่นักปั่นจักรยานคุ้นเคย โดยเขาได้คิดค้นวิธีการพับกระดาษและการติดกาวและทาสารเคลือบผิวเพื่อให้มันมีความทนทานและกันน้ำได้ และสามารถรับน้ำหนักได้ถึง 200กิโลกรัม ซึ่งตอนนี้มันยังคงเป็นจักรยานต้นแบบในลักษณะของจักรยาน fixed-gear ซึ่งต่อไปก็คงจะมีการพัฒนาเพิ่มเติมส่วนอนาคตจะมีการผลิตเชิงพาณิชย์หรือไม่อันนี้ยังไม่แน่ชัดแต่เห็นแล้วมันก็เจ๋งไม่ใช่เล่นเลยใช่ไหมล่ะครับ เอาล่ะครับมาลองชมคลิปการสร้างจักรยานจากกระดาษแข็งกันดีกว่าครับ




วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

วันเดียว ปั่น เที่ยว ถ่าย

ช่วงวันหยุดวันปิยะมหาราชที่ผ่านมา ผมวางแผนจะออกไปเที่ยวเพื่อพักผ่อนแต่เนื่องจากเป็นวันหยุดแค่วันเดียวดังนั้นจะไปเที่ยวสถานที่ไกลๆก็คงจะไม่ค่อยเหมาะนัก ผมคิดว่าวันหยุดหนึ่งวันนี้ผมอยากจะเที่ยวสถานที่ใกล้ๆกรุงเทพเดินทางไม่ลำบากเพราะครั้งนี้ผมจะไม่ขับรถไปเองแต่วางแผนว่าจะนั่งรถไฟไปเที่ยว ไปปั่นจักรยานและถ่ายภาพ ในคอนเซ็ป "วันเดียว ปั่นเที่ยวถ่าย"

ดังนั้นจังหวัดอยุธยาจึงเป็นตัวเลือกแรกที่ผมเลือก เพราะอยุธยาอยู่ไม่ไกลกรุงเทพและสามารถใช้บริการรถไฟไทยได้ อีกทั้งอยุธยามีแหล่งโบราณสถานให้เราไปเที่ยวไปถ่ายภาพได้โดยไม่จำเป็นต้องขับรถยนต์เพราะเราสามารถเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวได้ด้วยจักรยาน และทริปนี้ผมไม่เอาจักรยานของตัวเองไปแต่จะไปเช่าจักรยานปั่นแทน

เช้าวันที่ 23ตุลาคม 2557 วันเดินทางผมตื่นนอนตอนเช้าอาบน้ำแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสบายๆที่สุด นั่นคือเสื้อยืด กางเกงขาสั้นเพราะอากาศมันร้อนใส่ขายาวดูจะไม่ไหวอีกทั้งผมคิดไว้ว่าจะต้องปั่นจักรยานและสะพายกระเป๋ากล้องจึงไม่อยากแต่งตัวสร้างภาระให้ร่างกายในระหว่างปั่นจักรยาน(ฮา) 
ผมเดินทางมาขึ้นรถไฟที่สถานีหลักสี่ในตอนประมาณ7.40 รถไฟเดินทางราวๆหนึ่งชั่วโมงนิดหน่อยก็ถึงสถานีอยุธยาซึ่งถือว่าใช้เวลาไม่นานหลังจากลงจากรถไฟแล้วผมก็เดินข้ามถนนมาหาของเติมพลังให้กระเพาะตัวเองหน้าสถานี และหลังจากนั้นผมก็เดินไปเช่ารถจักรยานจากร้านให้เช่าซึ่งมีอยู่หลายร้านมากในบริเวณสถานีรถไฟอยุธยาโดยค่าเช่าจักรยานคือคันละ40บาท/วัน หลังจากพยามเลือกจักรยานที่ดูเหมาะกับตัวผมเองที่สุดก็ได้มาหนึ่งคันสภาพแบบพอทนได้(ก็สมราคาค่าเช่าล่ะครับแต่ถ้าใครต้องการรถจักรยานดีๆก็คงต้องยกจักรยานมาเองครับ)จักรยานที่เช่าเป็นจักรยานแม่บ้านสภาพเดิมเคยมีเกียร์ดุมแต่ตอนนี้เกียร์เจ๊งใช้ไม่ได้แต่ผมไม่ได้สนใจตรงจุดนั้นมากนักเพราะคิดว่าเรามาปั่นเที่ยวในระยะทางไม่ไกลคือราวสักสิบกว่ากิโลเมตรส่วนการเช่าก็ไม่ได้ยุ่งยากครับให้บัตรประชาชนกับร้านไว้พร้อมกับชำระเงินค่าเช่าจากนั้นทางร้านก็ให้โซ่ล็อคกุญแจมาหนึ่งชุดเพื่อล็อคจักรยานและให้แผนที่มาหนึ่งแผ่นพร้อมเขียนแนะนำว่ามีสถานที่ตรงนั้นโน่นนี่ซึ่งผมไม่ได้ใช้ครับเพราะผมอ่านแผนที่ร้านทำมาไม่รู้เรื่องก็เลยตัดสินใจใช้ GPปาก ถามทางชาวบ้านดีกว่าถึงชัวร์ไม่มีหลง(ฮา)

"สถานีรถไฟอยุธยา"


หลังเช่าจักรยานเรียบร้อยผมก็มุ่งหน้าปั่นจักรยานไปยังวัดมหาธาตุทันทีเพราะผมต้องการไปถ่ายภาพเศียรพระที่ถูกต้นโพธิ์ขึ้นคลุมครอบไว้และหลังจากนั้นในช่วงบ่ายผมก็วางแผนไว้ว่าจะปั่นจักรยานไปที่ตลาดน้ำอโยธยาเพื่อชมบรรยากาศตลาดน้ำย้อนยุคก่อนที่จะปั่นจักรยานกลับมาที่สถานีรถไฟเพื่อคืนรถจักรยานและรอรถไฟกลับบ้านตอนช่วงเย็นซึ่งก็เป็นการจบแผนการเที่ยวในทริปนี้


หลังจากที่ได้จักรยานเรียบร้อยผมก็ปั่นจักรยานผ่านหน้าสถานีรถไฟตรงไปยังวัดมหาธาตุโดยเมื่อปั่นผ่านหน้าสถานีรถไฟไปสักพักก็ถึงทางแยกผมก็เลี้ยวขวาขึ้นสะพานปรีดี-ธำรงข้ามแม่น้ำป่าสักมุ่งไปตามถนนหลักและไปเลี้ยวขวาปั่นผ่านศูนย์กีฬาอยุธยาวิทยาลัยตรงผ่านวงเวียนไปอีกเล็กน้อยก็ถึงวัดมหาธาตุแล้วครับ ระยะทางก็ราวๆ4กิโลเท่านั้น เส้นทางที่ผมปั่นในวันนั้นก็ถือว่าสบายๆครับ สะพานไม่สูงชันอะไรรถบนถนนก็ไม่แน่หนา และเมื่อเลี้ยวขวาเข้ามาในบริเวณวัดมหาธาตุนั้นรู้สึกร่มรื่นเพราะมีต้นไม้ใหญ่เยอะมากผมจอดจักรยานเอาไว้ในบริเวณที่มีรถจักรยานมาจอดซึ่งตรงนี้ผมสังเกตเห็นว่ามีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติซึ่งจะเป็นชาวยุโรปส่วนใหญ่เช่าจักรยานมาปั่นเที่ยวกันเยอะมากส่วนนักท่องเที่ยวชาวเอเชียผมเห็นมากันเป็นกรุ๊ปกับรถทัวร์ไม่เห็นปั่นจักรยานเที่ยวสงสัยกลัวร้อนหรือไม่ก็กลัวตัวดำ(ฮา) หลังจากจอดจักรยานเรียบร้อยผมก็เข้าไปถ่ายภาพในบริเวณวัดเพื่อถ่ายภาพเศรียพระโดยการเข้าชมวัดมหาธาตุนั้นมีการเก็บค่าบริการเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติแต่คนไทยเข้าชมฟรีครับ(เย้...) เมื่อผมเดินเข้าไปถึงจุดที่มีเศียรพระก็พบว่ามีคนมารุมถ่ายภาพกันเยอะมากๆทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติซึ่งผมก็เพิ่งทราบว่ายูเนสโกยกย่องให้"เศียรพระในรากต้นโพธิ์" เป็น 1 ในที่สุดของมรดกโลก936แห่งทั่วโลกดังนั้นจึงมีนักท่องเที่ยวมาถ่ายภาพกันเยอะและหลังจากเดินท่อมๆถ่ายภาพอยู่ในวัดมหาธาตุจนถึงเวลาเที่ยวกว่าๆผมก็กลับออกมาเพื่อเตรียมตัวปั่นจักรยานไปยังตลาดน้ำอโยธยา ซึ่งผมจะปั่นย้อนกลับไปทางเดิมที่ปั่นมาเมื่อเช้าโดยปั่นข้ามสะพานปรีดี-ธำรงเช่นเดิมและตรงลงจากสะพานไปจนถึงเจดีย์วัดสามปลื้มแล้วเลี้ยวซ้ายปั่นตรงไปราวๆสักหนึ่งกิโลก็จะถึงตลาดน้ำอโยธยา ซึ่งรวมระยะทางจากวัดมหาธาตุถึงตลาดน้ำอโยธยาก็ราวๆ5กิโลแค่นั้น เมื่อผมปั่นจักรยานมาถึงตลาดน้ำอโยธยาพบว่ามีรถเยอะมากเพราะมีคนมาเที่ยวกันค่อนข้างมากที่นี่ผมสามารถจอดจักรยานได้เพราะเขามีที่จอดจักรยานไว้ให้แต่ก็ไม่ดีนักหรอกครับแต่ก็ดีกว่าไม่มีเลย
"วัดมหาธาตุ"

"ตลาดน้ำอโยธยา"

สำหรับบรรยากาศตลาดน้ำอโยธยาผมขอบอกตามตรงครับว่าผมไม่ประทับใจและผมค่อนข้างผิดหวังเพราะมันไม่เหมือนกับที่ผมคาดไว้ว่าจะต้องเป็นตลาดน้ำย้อนยุคที่ดูดีมีบรรยากาศที่ริมน้ำที่ร่มรื่น แต่พอเข้ามาปรากฎว่าไม่ใช่ครับ มันไม่โดน บริเวณตลาดน้ำเป็นเหมือนคลองที่ขุดขึ้นมาใหม่มีเรือนำเที่ยวตลาดน้ำด้วยนะเรือผมเห็นแต่งแบบเรือมาดเรือโบราณสมัยก่อนแต่ดันติดเครื่องแบบเรื่องหางยาวซะงั้น เฮ้อ... ส่วนบรรยากาศร้านค้าก็ไม่น่าตื่นตาตื่นใจหลายๆร้านเป็นร้านขายของทั่วๆไปมีขายกระทั่งซองมือถือ ขากล้องถ่ายภาพเซลฟี่ บลาๆๆเป็นอะไรที่เราพบเจอได้ตามห้างหรือเปิดท้ายขายของทั่วๆไปส่วนที่ดูเหมือนจะเป็นไฮไลท์คือช้างนำเที่ยวผมไม่ได้ขึ้นขี้กียจเพราะเคยขึ้นบ่อยแล้วและเห็นมีอีกกิจกรรมคือให้คนไปถ่ายภาพกับเสือโคร่งโดยคิดค่าถ่ายภาพกับเสือ100บาท นอกนั้นก็มีให้หญ้าให้นมแพะ ให้อาหารปลาไม่รู้สิครับสำหรับผมไม่ตื่นเต้นอะไรกับของพวกนี้เลยแต่สำหรับเด็กๆอาจจะตื่นเต้นนอกจากนั้นก็มีโรงละครซึ่งผมก็เข้าไปนั่งรอดูนะครับแต่ไม่ทันได้ดูเพราะเวลามันกระชั้นจึงต้องรีบกลับมาก่อนแต่โดยรวมๆสำหรับผมการมาเที่ยวตลาดน้ำอโยธยามันไม่มีความรู้สึกแบบว่า เฮ้ย...กรูชอบ กรูประทับใจไม่มีความรู้สึกเช่นนี้เลยครับเมื่อมาเที่ยวที่ตลาดน้ำอโยธยาแต่หากจะมาเที่ยวอีกได้มั้ยคำตอบก็คือได้ครับแต่ผมคงไม่คาดหวังว่าจะได้เห็นอะไรที่มันอลังการถ้าจะมามันคงเป็นเพียงแค่การมาเปลี่ยนบรรยากาศที่นั่งกินข้าวที่เดินเล่นเท่านั้น

ผมกลับออกมาจากตลาดน้ำอโยธยาก็ปั่นจักรยานกลับมายังร้านจักรยานบริเวณสถานีรถไฟอยุธยา ซึ่งก็มีระยะทางสั้นๆประมาณ2กิโลเมตรกว่าๆหลังจากทำเรื่องส่งคืนจักรยานเรียบร้อยผมก็มาซื้อตั๋วรถไฟกลับกรุงเทพเที่ยวบ่ายสามโมงกว่า อ้อ...ลืมบอกไปครับการนั่งรถไฟมาปั่นจักรยานเที่ยวที่อยุธยาผมเสียค่าตั๋วรถไฟเพียงเที่ยวละ20บาทเท่านั้นไปกลับก็เพียง40บาท และระยะทางรวมในทริปการปั่นจักรยานเที่ยวอยุธยาครั้งนี้ก็ประมาณ11กิโล ซึ่งก็เป็นระยะทางที่ปั่นได้สบายๆและเป็นการท่องเที่ยวที่ประหยัดและได้ประสบการณ์การท่องเที่ยวไปอีกแบบและแม้นในทริปนี้ผมจะไม่ประทับใจสถานที่เที่ยวบางส่วนแต่โดยรวมผมก็ชอบที่ได้มาเช่าจักรยานปั่นเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของอยุธยาเมืองมรดกโลกแห่งนี้



รวมภาพบรรยากาศการท่องเที่ยวเมืองอยุธยาในทริปนี้ครับ
"นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาตินิยมเช่าจักรยานปั่นเที่ยว"

"บริเวณวัดมหาธาตุ อยุธยา"


"ตลาดน้ำอโยธยาตลาดย้อนยุค แต่เรือนี่ทำให้ผมเสียฟิลเลย"

"ไหว้พระก่อนเข้าตลาด"

"บรรยากาศในตลาดน้ำอโยธยา"

"เวทีแสดงภายในตลาดน้ำอโยธยา"

"ช้างงาสวยทีเดียว"

"มีให้อาหารแก่ะ"

"ก๋วยเตี๋ยวเรือ"

"บริเวณด้านทางเข้าตลาดน้ำอโยธยา"

"ที่จอดจักรยานภายในตลาดน้ำอโยธยา"

วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เรื่องเล่าจากจักรยาน street photography

หลายครั้งอยู่เหมือนกันที่ผมปั่นจักรยานผ่านไปตามสถานที่ต่างๆแล้วได้เก็บภาพเอาไว้ส่วนมากภาพถ่ายที่ผมได้ถ่ายระหว่างการปั่นจักรยานนั้นมันจะเป็นภาพบรรยากาศของจักรยานของผมกับสถานที่ต่างๆ


แต่วันนี้ผมตั้งใจว่าจะถ่ายภาพจากจักรยานในมุมมองทั่วๆจากเส้นทางที่ปั่นผ่านแต่มันอาจจะเป็นมุมมองที่หลายคนมองข้ามผ่านมันเพราะมันไม่ได้น่าสนใจ แต่หากเราลองมองลงไปทุกๆภาพทุกๆสถานที่ๆเราผ่านไปมันมีเรื่องราวของมันอยู่เสมอ และการปั่นจักรยานทำให้เราได้สัมผัสกับบรรยากาศเหล่านั้นได้อย่างกลมกลืน ซึ่งภาพแนวๆนี้เราจะเรียกกันว่าภาพแบบ street photography

แน่นอนครับหากคุณขับรถยนต์หรือขี่มอเตอร์ไซด์ไปทำงานบางครั้งภาพเหล่านี้คุณอาจจะเห็นเพียงแค่ผ่านสายตาไปอย่างรวดเร็วเท่านั้นไม่ได้สำคัญเพราะเป็นแค่สิ่งข้างทาง แต่หากคุณปั่นจักรยานเพราะความช้าของมันทำให้คุณมีโอกาสที่จะมองและสัมผัสมันได้อย่างแนบแน่และกลมกลืนไปกับพื้นที่นั้นๆ











สำหรับผมนั้นการได้ปั่นจักรยานโดนเฉพาะตอนเช้าๆเพื่ออกไปซื้อของในตลาดชุมชน มันทำให้เราได้เห็นภาพต่างๆได้อย่างชัดเจนและแน่นอนครับผมได้เห็นความหลากหลายของคนที่ใช้จักรยานด้วย ทั้งหมดนี้คือผู้คนที่ใช้จักรยานและใช้พวกมันอยู่ทุกๆวัน เป็นคนส่วนใหญ่ที่ใช้จักรยานผมก็เลยเก็บภาพบรรยากาศมาฝาก ไว้โอกาสต่อไปผมจะพยามหามุมภาพสวยๆและเรื่องราวๆดีๆที่พบเจอขณะปั่นจักรยานมาแบ่งปันกันครับ


EZ noneny AD