แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เดินทางท่องเที่ยว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เดินทางท่องเที่ยว แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ปั่นจักรยานเที่ยว น้ำฟ้าป่าเขา

ใกล้เทศกาลปีใหม่ ผู้คนส่วนมากก็เริ่มวางแผนที่จะท่องเที่ยวกันและแน่นอนผมก็เป็นหนึ่งในคนจำนวนนั้นเพียงแต่ผมวางแผนเอาไว้ว่าจะไม่ไปเที่ยวช่วงปีใหม่แต่ผมจะไปก่อนวันหยุดยาวสิ้นปีเพราะผมไม่ต้องการที่จะไปเจอกับฝูงมนุษย์ที่แออัดกันอยู่บนท้องถนนและแหล่งท่องเที่ยวเพราะผมตั้งใจจะปั่นจักรยานไปเที่ยวและกางเต็นท์นอนเพื่อพักสมองให้สงบดังนั้นผมไม่อยากจะไปเจอสภาพที่เรียกกันว่า"สลัมเต็นท์" ก่อนที่จะต้องกลับมาลุยงานในช่วงปีใหม่นั่นเอง ดังนั้นผมจึงเลือกสถานที่ไม่ไกลจากกรุงเทพมากนักเพื่อจะได้มีเวลาเดินทางโดยไม่ต้องเร่งรีบผมจึงตัดสินใจปั่นจักรยานไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาสามหลั่น จังหวัดสระบุรี และก่อนออกเดินทางผมพยามเลือกเส้นทางที่ไม่ใช่ถนนหลักแต่พยามเลือกถนนรองหรือทางหลวงชนบทเพื่อเลี่ยงการเจอกับรถใหญ่ หลังจากกำหนดสถานที่และเส้นทางในการปั่นแล้วเย็นวันอาทิตย์หลังจากกลับมาจากการทำงานผมก็เก็บของขึ้นหลังเจ้าปรอทเตรียมพร้อมเดินทางในวันรุ่งขึ้น เช้าวันจันทร์22ธันวาคม เวลา 7.00น. ล้อเจ้าปรอทพาหนะเดินทางในทริปนี้ของผมก็หมุนออกจากบ้านพักย่านรามอินทรามุ่งหน้าเข้าจังหวัดสระบุรีโดยปั่นมาเรื่อยๆมุ่งออกทางสายไหมและตัดเข้าทางหลวงชนบท3010และทางหลวงชนบท1021ก่อนมุ่งหน้าเข้าสู่ถนนพหลโยธินตรงไปเรื่อยๆผ่านวังน้อยอยุธยาผ่านหินกองและเลี้ยวเข้าวัดพระฉายและจากวัดพระฉายผมมุ่งหน้าต่อไปอีก3กิโลก็เข้าสู่อทุยานแห่งชาติเขาสามหลั่น

**ชมคลิปกันก่อนครับ**





ภาพบรรยากาศระหว่างปั่นจักรยานเที่ยวในทริปนี้
"เส้นทางสวยแปลกตา"








"หออัครศิลปิน"


ผมมาถึงอุทยานก็ราวบ่ายสามโมงซึ่งช้ากว่าที่ผมกำหนดเอาไว้หลายชั่วโมงเพราะระหว่างทางผมแวะลั่นล้าไปเรื่อยปั่นแบบกินลมชมวิวแวะกินแวะถ่าบรูปแวะเข้าไปปั่นเที่ยวบริเวณหออัครศิลปิน แวะคุยกับชาวบ้านข้างทางแม่ค้าขายกาแฟสดและคุยกับคุณตำรวจที่กวักมือเรียกผมเข้าสอบถามด้วยความห่วงใยเพราะบริเวณหินกองมีการปรับปรุงถนนอยู่และปิดเลนด้านหนึ่งอีกทั้งมีรถบรรทุกวิ่งกันเยอะก็ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจครับ หลังจากมาถึงอทุยานแห่งชาติเขาสามหลั่นผมก็มองหาที่กางเต็นท์เพราะที่นี่้เราสามารถเลือกจุดกางเต็นท์ได้ตามสะดวกแต่ผมเลือกกางในพื้นที่โล่งๆใกล้กับศูนย์อำนวยการนักท่องเที่ยวใกล้ห้องน้ำและไม่อยู่ใต้ต้นไม้เพราะช่วงนี้ลมแรงกิ่งไม้อาจจะหักโค่นลงมาไม่สนุกแน่ถ้ามาโดนกิ่งไม้หักโค่นทับเต็นท์ขณะกำลังนอนหลับ โดยระหว่างนั้นมีเจ้าหน้าที่อุทยานชื่อพี่โต้งแกเข้ามาสอบถามว่าผมทานอะไรมาหรือยังเพราะร้านค้าสวัสดิการที่นี่ปิดผมก็เลยบอกว่าผมไม่ได้เตรียมอาหารมาเพราะก่อนมาผมหาข้อมูลเขาบอกว่าที่นี่มีร้านค้าสวัสดิการ(เป็นความประมาทของผมเอง)แกก็ใจดีครับเอาข้าวเหนียวกุนเชียง น้ำเย็นหนึ่งขวดและกล้วยน้ำหว้าอีกครึ่งหวีเพื่อรองท้องผมจะให้เงินตอบแทนก็ไม่รับบอกไม่เป็นไรเพราะแกก็เป็นชอบปั่นจักรยานเหมือนกัน แถมตอนเย็นแกก็ยังออกไปซื้อข้าวผัด กาแฟและขนมมาให้ผมอีกน้ำใจงามมากๆครับ
"พี่โต้งเจ้าหน้าที่อุทยาน"

"พี่สมคิดเจ้าที่พิทักษ์ป่า"
"ข้าวเหนียวกุนเชียงช่วยชีวิต"





เช้าวันรุ่งขึ้นผมตื่นขึ้นมาแต่เช้ามืดออกมายืนสูดอากาศบริสุทธิ์ที่กำลังเย็นสบายซึ่งไม่พบเจอในกรุงเทพ ลุงสำเนียงยามก่ะกลางคืนของอุทยานก็เข้ามาชวนผมคุยเรื่องต่างๆมากมาย ลุงแกเป็นคนพูดเก่งครับเล่าเรื่องราวต่างๆให้ผมฟังเยอะโดยเฉพาะประวัติของอุทยานแกจำได้หมดว่าเปิดเมื่อไหร่เป็นสวนป่าปีไหนเป็นวนอุทยานปีไหนและเป็นอุทยานปีไหนมีหัวหน้าอุทยานมาแล้วกี่คนชื่ออะไรบ้างและลุงแกยังบอกผมอีกว่าอทุยานแห่งชาติเขาสามหลั่นนี้เป็นอุทยานที่มีขนาดเล็กที่สุดในประเทศไทยและยังมีอีกหลายเรื่องที่แกเล่าให้ผมฟังแกเป็นคนพูดเก่งมากแต่แปลกที่แกบอกตลอดว่าผมพูดเก่งทั้งที่จริงผมเป็นคนฟังซะมากกว่า(ฮา) พอตะวันเริ่มส่องแสงผมก็ปั่นจักรยานออกมาจากอุทยานโดยตั้งใจจะขึ้นไปเที่ยวเขาพระพุทธฉาย สำหรับพระพุทธฉายนั้นเป็นภาพสีของสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า มีลักษณะเป็นเงาสีแดงคล้ายประภามณฑล หรือรัศมีโดยรอบพระพุทธรูป คล้ายสีดินเทศ มีความสูงประมาณ 5 เมตร ปรากฏประทับติดอยู่กับชะง่อนหน้าผาสูงบริเวณเชิงเขาปถวี ประดิษฐานอยู่ในมณฑป ณ เงื้อมเขามาฎะกะ (เขาช่องลม) ค้นพบสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ซึ่งค้นพบพร้อมกับรอยพระพุทธบาทที่สระบุรี ในบริเวณใกล้เคียงมีมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทเบื้องขวามณฑปหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าเสือและมีต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่อัญเชิญมาจากลังกา เมื่อ พ.ศ. 2492 ทุกปีจะมีงานนมัสการพระพุทธฉายพร้อมกับงานนมัสการรอยพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรี แต่น่าเสียดายช่วงที่ผมไปนั้นยังเช้าอยู่ผมไม่ได้เข้าไปถ่ายภาพรอยพระฉายเพราะเขาบอกยังไม่เปิดผมจึงเดินขึ้นไปบนยอดเขานัมัสการรอยพระบาทซึ่งตอนผมไปยังไม่เปิดเหมือนกันแต่โชคดีมีเจ้าหน้ากำลังทำความสะอาดบริเวณนั้นอยู่เขาจึงเปิดให้ผมเขาไปนมัสการรอยพระพุทธบาท











หลังจากเดินเที่ยวในเขาพระฉายพร้อมกับถ่ายภาพวิวสวยๆและเจ้าจ๋อที่อาศัยอยู่บริเวณวัดพระฉายแล้วผมก็เดินทางกลับมาที่อุทยานเพื่อที่จะขึ้นไปเที่ยวบริเวณน้ำตกเขาสามหลั่น สำหรับการมาเที่ยวน้ำตกเขาสามหลั่นในช่วงนี้นั้นไม่มีน้ำเรียกว่าน้ำแห้งเลยก็ได้ผมได้รับคำตอบจากพี่โต้งว่าที่น้ำแห้งเพราะอ่างเก็บน้ำด้านหน้าอุทยานแตกตั้งแต่ปี54เมื่อคราวน้ำท่วมใหญ่ประเทศไทยนั่นล่ะครับ แต่ทางอุทยานยังไม่ได้งบประมาณมาซ่อมแซมจึงทำให้ไม่สามารถกักน้ำไว้ได้ในฤดูฝน แต่พี่โต้งก็บอกว่าปีหน้าอุทยานอาจจะได้งบประมาณมาพัฒนาพื้นที่และซ่อมแซมอ่างเก็บน้ำซึ่งก็จะเร่งทำถ้าได้งบมา และระหว่างที่ผมกำลังเดินถ่ายภาพน้ำตกเขาสามหลั่นอยู่ผมก็เจอกับพี่สมคิดเจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยานเดินลงมาจากบนยอดเขาและพี่เขาก็แนะนำให้ผมเดินขึ้นต่อไปอีกจะมีอ่างเก็บน้ำเขาสามหลั่นซึ่งตอนนี้พวกพี่สมคิดกำลังปรับปรุงตัดถางต้นกระถินยักษ์ออกเพื่อปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและกางเต็นท์ซึ่งเมื่อผมเดินขึ้นไปก็ต้องบอกว่าสวยจริงครับและมีร่องรอยการตัดต้นไม้ถางหญ้าเพื่อเปิดพื้นที่ของพี่สมคิดตลอดแนวถ้าทำเสร็จผมว่าที่นี่คือจุดกางเต็นท์ที่น่ามาพักผ่อนมากเพราะอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ นอกจากนั้นพี่สมคิดกับเพื่อนๆเจ้าหน้าที่ยังบอกกับผมว่าที่เขาสามหลั่นนั้นมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจและอยากให้รัฐบาลพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ นั่นก็คือรอบเขาสามหลั่น เขาแดง จะมีแนวบังเกอร์ของกองทัพญี่ปุ่นในยุคสงครามโลกครั้งที่สองอยู่ ซึ่งถูกขุดเอาไว้เป็นหลุมเพาะรอบทั้งเขา แต่ละหลุมมีความลึกท่วมหัวและมีร่องรอยการเอาท่อนไม้มาปิดแนวหลุมไว้เพื่อกันไม่ให้ทหารสัมพันธมิตรเห็นอีกทั้งแต่ละแนวจะยาวเชื่อมกันมีจุดที่เป็นป้อมปืนที่ซุกซ่อนอยู่ในโพรงหินซึ่งปากกระบอกปืนจะจ่อไปทางกรุงเทพและอยุธยานอกจากนั้นพวกพี่เขายังบอกว่าในสมัยก่อนสามารถมองได้ไกลถึงรังสิตพื้นที่นี้จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่กองทัพญี่ปุ่นมาตังไว้นั่นเอง เสียดายที่ผมเซฟรูปและคลิปวีดีโอมาจากคอมของพี่สมคิดไม่ได้แต่ก็บอกกับแกว่าไว้มีโอกาสผมจะให้เขาพาขึ้นไปดูแนวบังเกอร์เหล่านั้นพี่สมคิดบอกว่าเวลานี้บางหลุมก็โดนชาวบ้านไปรื้อขโมยไม้ที่ปิดปากหลุมไปทำให้ดินถล่มถมหลุมจนตื้นบางแห่งก็มีการขุดเอาของใช้ทหารญืี่ปุ่นไปขายซึ่งน่าเสียดายมากและยังบอกว่าที่บริเวณนั่นทุกปีจะมีชาวญี่ปุ่นเดินทางมาเพื่อสักการะดวงวิญญาณของบรรพบุรุษพวกเขา
"อ่างเก็บน้ำเขาสามหลั่นที่กำลังพัฒนาเพื่อเป็นจุดกางเต็นท์"


ผมเดินกลับลงมาจากอ่างเก็บน้ำเขาสามหลั่นก็มาเจอกับคณะของเด็กๆจากโรงเรียนพระฉายที่มาเข้าค่ายธรรมะกันกำลังส่งเสียงเจี้ยวจ้าวทำให้เริ่มมีความรู้สึกเหมือนกับที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาอีกครั้งเพราะตลอดวันที่ผมมาถึงมีเพียงผมคนเดียวหัวโด่ที่เป็นนักท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่อทุยานบอกกับผมว่าส่วนมากคนมาเที่ยวจะถามก่อนเลยว่าน้ำตกมีน้ำมั้ยพอบอกไม่มีน้ำก็จะกลับกันไม่เข้ามาเที่ยวทำให้ที่นี่มีคนเข้ามาเที่ยวค่อนข้างน้อยนั่นเอง แสงตะวันเริ่มอ่อนลงผมปั่นเจ้าปรอทออกไปหาอะไรกินนอกอุทยานเช่นเดิมเพราะร้านค้าสวัสดีการที่นี่ปิด(ก็ไม่มีนักท่องเที่ยวนี่นา)ก่อนจะกลับมาอาบน้ำและเตรียวตัวนอนพักผ่อนเพราะพรุ่งนี้ผมจะเดินทางกลับบ้าน แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรลุงสำเนียงก็มาเข้าเวรพร้อมหอบหมอนและผ้าห่มมาให้เพราะกลัวผมหนาวและเริ่มชวนผมคุยอีก กว่าผมจะร่ำลาขอตัวแกได้ก็เกือบสามทุ่ม และแกก็ทิ้งท้ายว่า "ผมคุยเก่ง (ฮา)"

เช้ารุ่งขึ้นผมร่ำลาอุทยานแห่งชาติที่เล็กที่สุดในประเทศในช่วงสายๆ และปั่นออกมาพร้อมกับรอยยิ้มในใจแม้นที่นี่จะเล็กและไม่สวยเด็ดเหมือนอุทยานที่มีชื่อเสียงแต่ก็มีน้ำใจมากมายจากเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งนี้ ไว้มีโอกาสผมจะกลับมาเยี่ยมเยียนที่นี่อีกโดยเฉพาะเรื่องบังเกอร์ของทหารญี่ปุ่นที่ผมยังอยากจะไปดูด้วยตาของตัวเอง สายลมเย็นๆพัดผ่านตัวผมไปล้อจักรยานยังหมุนต่อไปเรื่อยๆเช่นเดียวกับชีวิตของเราที่ยังคงต้องหมุนเดินต่อไป
**ชมภาพถ่ายจากทริปนี้ได้ที่นี่นะครับ**



วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เมื่อต้องเลือกสองเสือปั่นในเมืองกรุง Road bike VS Mountain bike

จากการที่ผมได้ทดลองปั่นเจ้าปรอท(road bike)ในเมืองสำหรับผมแล้วมันให้ความรู้สึกต่างกับน้องฟ้า(mountain bike)อยู่พอสมควรดังนั้นผมจึงรวบรวมจุดที่คิดว่าน่าจะเป็นประเด็นสำคัญมาให้อ่านกันเพื่อเป็นการเปรียบเทียบในการปั่นสองเสือนี้ไปทำงานและเดินทางในเมืองอย่างจริงๆจังๆที่ไม่ใช่เรื่องของจักรยานแฟชั่นหรือการแข่งขันนะครับ

"เจ้าปรอท"
"น้องฟ้า"
ก่อนอื่นผมขออธิบายให้เข้าใจกันก่อนนะครับ ผมไม่ใช่นักปั่นจักรยานหรือเทสไรเดอร์นะครับผมแค่คนใช้จักรยานเดินทางในชีวิตประจำวันและจักรยานที่ผมใช้คันแรกก็เป็นจักรยานไทยบ้านเรียกง่ายๆจักรยานราคาถูกนั่นล่ะส่วนอีกคันเป็นเสือทัวร์ริ่งวินเทจแต่ก็ไม่ใช่จักรยานเทพอะไรที่ไหนโดยส่วนนี้ผมเขียนตามความรู้สึกของผมเพราะผมต้องใช้จักรยานเหล่านี้เพื่อเป็นพาหนะเดินทางไปมาในชีวิตประจำวันบนถนนหลวงในกทม.โดยมีระยะทางเฉลี่ย40กิโลเมตร/วัน(บวกลบแล้วแต่วันและเส้นทางที่ใช้) ดังนั้นจึงขอย้ำว่าบทความที่แสดงความคิดเห็นนี้มันจึงเป็นมาตราฐานของผมฟิลลิ่งความรู้สึกของผมที่ใช้งานจริงๆซึ่งมันไม่ใช่มาตราฐานสากลอีกทั้งไม่ต้องห่วงว่าผมจะมาขายสินค้าเพราะผมไม่ได้มาอวยเพื่อขายของดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าผมจะเชียร์ใคร และหากเพื่อนๆที่เข้ามาอ่านบทความนี้จะนำไปเป็นแนวทางประกอบเพื่อตัดสินใจในการเลือกจักรยานเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันก็ยินดีครับ เอาล่ะมาเริ่มกันเลยดีกว่า

1 ความคล่องตัว
สำหรับผมแล้วหลังจากที่ได้ปั่นเจ้าปรอทและน้องฟ้าในเส้นทางเดียวกัน ระยะทางเท่าๆกันในส่วนนี้ผมมีความรู้สึกว่าน้องฟ้าทำได้ดีกว่าเจ้าปรอท แม้นรูปร่างจะดูเทอะทะกว่า น้ำหนักตัวมากกว่า แต่ด้วยแฮนด์ที่ตรงทำให้บังคับควบคุมรถได้ง่ายกว่า รวมถึงหน้ายางที่กว้างกว่าแม้นจะทำให้หนืดไปบ้างในการออกแรงปั่นแต่ก็ได้กลับมาในเรื่องของความมั่นคงในการทรงตัว โดยเฉพาะเมื่อต้องมุดในช่วงที่การจารจรติดขัดน้องฟ้าสามารถมุดได้อย่างมั่นใจและคล่องตัว ส่วนเจ้าปรอทแม้นจะมุดได้แต่ด้วยหน้ายางที่บางแคบกว่าและสภาพถนนบางช่วงเป็นหลุมบ่อและมีรอยแตกรอยนูนของพื้นถนนทำให้บางครั้งเกิดอาการหน้าเหวอเหมือนกัน ประกอบกับช่วงความยาวของรถที่เจ้าปรอทมีมากกว่าและมีองศาในการนั่งที่เอียงโน้มตัวมาข้างหน้ามากกว่าทำให้การควบคุมรถผมว่ายังไม่รู้สึกเป็นธรรมชาติเหมือนน้องฟ้า
"หลุมและรอยแยกตามถนนเป็นอุปสรรคสำหรับเจ้าปรอท"
2. ความราบรื่นในการปั่น
 การปั่นจักรยานเพื่อเดินทางนั้นผมคิดว่าความราบรื่นต่อเนื่องในจังหวะของการปั่นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องปั่นอยู่บนถนนที่มีการจารจรหนาแน่น บางครั้งรถต้องชะลอความเร็วลงแล้วก็ปั่นต่อเป็นอย่างนี้ตลอดเวลาซึ่งอาการปั่นๆหยุดๆทำให้หมดแรงง่ายๆ ดังนั้นความต่อเนื่องของจังหวะปั่นจึงมีความสำคัญและในส่วนนี้ตามความรู้สึกของผม เจ้าปรอทแม้นจะเบาในการออกแรงปั่นแต่เมื่อต้องชะลอความเร็วหรือต้องเบรคกระทันหันหรือตกหลุมหรือขึ้นเนินหรือพื้นถนนที่ขรุขระการเริ่มต้อนปั่นอีกครั้งจะมีจังหวะสะดุดดังแก๊กๆของบันไดปั่นเล็กน้อยแต่ก็ชดเชยมาด้วยการออกตัวได้อย่างนุ่มนวลและเบาแรงส่วนน้องฟ้าเมื่อเป็นเสือเกิดมาลุยการต้องหยุดแล้วออกตัวกระชากกดแรงปั่นขึ้นมาใหม่โดยสายเลือดของรถแนวนี้มันทำได้ต่อเนื่องไม่มีจังหวะสะดุดแต่ถึงจะไม่สะดุดจากการออกแรงกดบันไดหลังชลอความเร็วแต่การจะเริ่มออกตัวใหม่หากไม่สับลงเกียร์ต่ำจะมีความรู้สึกว่ามันหน่วงหนักขาเล็กน้อยแต่ในความรู้สึกหนักที่ขาบางครั้งมันก็สนุกและรู้สึกถึงพละกำลังของคุณดังนั้นหากคุณเป็นคนชอบความมันความท้าทายชอบอารมณ์แบบดิบๆน้องฟ้าน่าจะตอบโจทย์ได้ แต่ถ้าคุณชอบรถที่มันจะทยานออกตัวได้อย่างรวดเร็วต่อเนื่องและราบรื่นทำให้รู้สึกถึงรู้สึกสบายกับการปั่นโจทย์ตรงนี้เจ้าปรอทคือคำตอบของคุณ และด้วยอารมณ์ฟิลลิ่งในการปั่นที่ต่างกันแบบนี้ทำให้ผมมีความรู้สึกเลยว่านี่คือข้อแตกต่างอย่างหนึ่งของ Road bike กับ mountain bike
"ความราบรื่นและอัตราเร่งเจ้าปรอททำให้ผมเพลินเลย"


3. ความเร็วและอัตราเร่ง
แหมจะไม่พูดกันเรื่องความเร็วนี่อาจจะดูเหมือนขาดอะไรไป สำหรับรถทั้งสองคันของผมนี้ต่างกันแน่นอนโดยการปั่นจักรยานของผมๆจะใช้ความเร็วปกติเฉลี่ยที่20-25กม./ชั่วโมง โดยไม่ได้มองไปที่ความเร็วสูงสุดนะครับ(อย่าลืมว่าผมไม่ใช่นักปั่นขาแรง ผมมันแค่คนใช้จักรยานเป็นพาหนะเดินทางเท่านั้น) ซึ่งผมทดสอบโดยจับความรู้สึกจากการออกตัวและการส่งแรงปั่นเพื่อเร่งความเร็วซึ่งหลายคนคงไม่ต้องเดาก็พอจะทราบว่าเจ้าปรอทในฐานะเสือทางเรียบย่อมได้เปรียบในเรื่องความเร็วและอัตราเร่งอย่างแน่นอน ส่วนน้องฟ้าเป็นเสือภูเขาความเร็วจึงไม่ใช่แนวของมัน ข้อนี้หากใครชอบเรื่องความเร็วอัตราเร่งสปริ้นคงไม่ต้องคิดมากเพราะยังไงเสือทางเรียบย่อมปราดเปรียวกว่าเสือภูเขาแน่นอน

4. ความสบายขณะปั่น
แน่นอนครับการใช้จักรยานเป็นพาหนะเพื่อเดินทางย่อมต่างกับการใช้จักรยานปั่นเล่นในซอยหรือปั่นออกกำลังกาย เพราะการปั่นในการเดินทางบนถนนในเมืองมันมีความเครียดจากสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเช่น รถยนต์ที่วิ่งตามหลังเรามา มอเตอร์ไซด์ที่วิ่งสวนเลนออกมา พี่รถเมล์ พี่รถตู้ พี่แท๊กซี่ที่วิ่งปาดหน้าเราเพื่อรับผู้โดยสาร สภาพอากาศที่บางวันก็ร้อนอบอ้าวบางวันก็มีสายฝนโปรยปราย เสียงแตรรถยนต์ที่บีบไล่ซึ่งไม่รู้ไล่เราหรือไล่ใครที่ไหนเพราะบางครั้งเราไม่ได้ขวางทางเขาเลย จากสิ่งเหล่านี้ทำให้ผมรู้สึกว่าการปั่นจักรยานในเมืองเหนื่อยกว่าการปั่นจักรยานทางยาวๆนอกเมืองในระยะทางที่เท่าๆกัน ดังนั้นผมจึงชอบจักรยานที่มีท่านั่งที่สบายและไม่เมื่อล้าเวลาปั่นนานๆ ซึ่งในส่วนนี้ผมว่าน้องฟ้ากับเจ้าปรอทสำหรับผมไม่มีความรู้สึกที่แตกต่างมากนักอาจจะเพราะน้องฟ้าผมได้ไปติดมือพักเสริมมาทำให้สามารถเปลี่ยนท่าทางในการขับขี่ได้แต่ถ้าจับแฮนด์เดิมๆปั่นนานๆโดยไม่ใช่ที่พักเสริมอาการมือชาจะเป็นเรื่องปกติ ส่วนเจ้าปรอทด้วยความที่มีอารมณ์แบบทัวร์ริ่งทำให้มันมีท่าจับที่ค่อนข้างสบายเช่นกัน(แม้นดูจากรูปแล้วมันไม่น่าจะจับสบายนัก ...ฮา)โดยผมสามารถเปลี่ยนมุมจับได้หลายมุมทำให้อาการมือชาไม่ค่อยจะเกิด แต่หากผมต้องก้มตัวจับต่ำเพื่อหมอบหลบลมแล้วหรือจับอยู่ในท่าเดิมนานๆล่ะก็ผมจะมีอาการเจ็บที่อุ้งมือเพราะมีแรงกดลงที่ข้อมือค่อนข้างมากแม้นจะใส่ถุงมือแล้วก็ตามซึ่งผมคิดว่ามันอาจจะมาจากองศาของแฮนด์รถหรือพวกความยาวตัวถังหรือเพราะน้ำหนักตัวของผมด้วย(ฮา) โดยรวมการปั่นน้องฟ้าก็มีข้อเสียตรงที่ผมจะรู้สึกปวดขามากกว่าเจ้าปรอทอาจจะเป็นเพราะความไหลลื่นในการปั่นรวมถึงหน้ายางที่แคบกว่าและขนาดวงล้อที่ใหญ่ของเจ้าปรอททำให้เบาแรงกว่านั่นเอง

5. สถานะภาพขณะเดินทาง
การปั่นจักรยานในเมืองอย่างกรุงเทพผมว่ามันมีเรื่องของสภาพถนนและการจารจรที่เข้ามาเกี่ยวข้องกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย และยิ่งคุณต้องการใช้รถเพื่อเดินทางในชีวิตประจำวันแล้วด้วยผมว่าจุดนี้ล่ะครับที่จะตอบได้ว่าคุณควรใช้รถจักรยานแบบไหน เพราะเพื่อนๆที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพจะทราบว่าถนนในกรุงเทพไม่ได้ราบเรียบแต่มันเต็มไปด้วยร่องรอยแตกเล็กๆ รอยแยกนิดๆ รอยนูนหน่อยๆ พร้อมลูกเนินลูกระนาดซึ่งหากคุณขับรถยนต์คุณจะไม่รู้สึกอะไรกับร่องรอยเหล่านี้หรือรู้สึกแค่สะเทือนนิดหน่อยกับฝาท่อระบายน้ำที่คุณอาจจะรำคานเสียงดังแก๊งๆๆเวลาขับรถทับมัน แต่หากคุณปั่นจักรยานคุณจะรู้สึกว่ามันเป็นอะไรมากกว่านั้นเพราะร่องรอยเล็กๆพวกนั้นหรือเจ้าฝาท่อที่ส่งเสียงแก๊งๆๆเวลาขับรถทับมันอาจจะทำให้รถจักรยานคุณวงล้อคตเสียหลักล้มหัวทิ่มได้ซึ่งอันตรายมากหากมันเกิดขณะที่คุณกำลังปั่นอยู่บนถนนที่มีการจารจรหนาแน่นและมีรถยนต์วิ่งตามกันมาด้วยความเร็ว ดังนั้นจักรยานที่มีหน้ายางแคบและเล็กอย่างเจ้าปรอทบางครั้งอาจจะดูไม่เหมาะสักเท่าไหร่กับเมืองกรุงเมืองที่จักรยานตกท่อแบบนี้ ดังนั้นเมื่อผมต้องใช้เจ้าปรอทเดินทางในเมืองผมจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้นเพราะไม่ใช่แค่จากรถที่วิ่งไปมาบนถนนแต่มันรวมถึงพื้นถนนที่ล้อจักรยานสัมผัสด้วย ส่วนของน้องฟ้าเรื่องท่อพื้นผิวถนนผมแทบจะหมดกังวลไปเลยเพราะหน้ายางที่กว้างทำให้มันสามารถวิ่งลุยผ่านรอยแตกรอยนูนได้อย่างง่ายดาย รวมถึงฝาท่อซึ่งมันสามารถลุยผ่านได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะร่วงลงไปในร่องของฝาท่อ แถมบางครั้งผมยังรู้สึกสนุกกับเนินหลุมต่างๆระหว่างการปั่นเจ้าน้องฟ้าเพราะมันได้กระโดดโลดเต้นข้ามสิ่งกีดขวางต่างๆโดยไม่ต้องกังวลว่ารถจะพังสำหรับผมแล้วอารมณ์แบบนี้มันสนุกมาก

"เส้นทางนี้ผมใช้น้องฟ้าปั่นฉลุยแถมมันส์อีกต่างหาก แต่เจ้าปรอทเจอนี่เข็นอย่างเดียว"
"หลุมขนาดนี้ไม่ใช่แค่จักรยานนะครับ มอเตอร์ไซด์ก็กลิ้งได้"


จากที่ผมรวบรวมมานี้มันอาจจะพอมีประโยชน์สำหรับเพื่อนๆที่สนใจการใช้จักรยานเป็นพาหนะเดินทางในชีวิตประจำวันจริงๆบ้าง และเพื่อนๆอาจจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปเปรียบเทียบและตัดสินใจดูว่าเพื่อนๆชอบแบบไหน ชอบความเร็ว หรือชอบความแข็งแกร่ง ชอบความปราดเปรียวหรือความมั่นคง สำหรับตัวเองผมชอบทุกๆอารมณ์ในการปั่นจักรยานและอยากให้คนไทยออกมาใช้จักรยานเป็นพาหนะเดินทางกันอย่างจริงจัง ผมไม่อยากให้จักรยานมันเป็นแค่กระแสแฟชั่นที่รอวันล้มหายจืดจางไป


วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ปั่นไปถ่ายไป

เมื่อผมปั่นจักรยานผมเริ่มเรียนรู้ว่าชีวิตไม่ต้องเร่งรีบและรวดเร็วเสมอไป บางครั้งบางคราวเราเคลื่อนที่ไปช้าๆมันเหมือนกับการทำสมาธิและทำให้เราสามารถได้มองเห็นสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเราอย่างชัดเจนและในขณะเดียวกันผมก็เป็นคนที่ชอบที่ถ่ายภาพสิ่งต่างๆที่ผมพบเห็น แต่ผมก็ไม่ใช่นักเล่าเรื่องด้วยภาพเพียงแต่ภาพที่ผมถ่ายมันมาจากความรู้สึกชอบและประทับใจส่วนตัวเท่านั้น สำหรับนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพแล้วการได้ออกไปหาสถานที่ต่างๆที่ยังไม่เคยไปนั้นย่อมเป็นความรู้สึกที่ตื่นเต้นเสมอในการที่จะถ่ายภาพสิ่งต่างๆในสถานที่เหล่านั้น และบางครั้งมันก็ต้องค่อยๆสอดส่องสายตามองหามุมสวยๆหรือองค์ประกอบภาพดีๆที่ซุกซ่อนอยู่ แต่หากเราเคลื่อนที่ผ่านจุดนั้นไปอย่างรวดเร็วมันก็อาจทำให้เราพลาดที่จะได้บันทึกภาพมุมมองที่ดีๆ

การท่องเที่ยวพร้อมกับพกกล้องตัวเล็กๆอย่างกล้องคอมแพคสำหรับผมจึงเป็นเรื่องที่ง่ายที่จะสามารถถ่ายภาพและการปั่นจักรยานผ่านไปในสถานที่ต่างๆก็สะดวกขึ้นในการที่จะมองหาความงามที่อาจจะหลบซ่อนอยู่ หากเพื่อนๆบางท่านสงสัยว่าทำไมผมไม่ใช้กล้องDSLRดีๆในการถ่ายภาพเหล่านี้ คำตอบของผมก็คงจะเป็นว่ามันหนักครับสำหรับการปั่นจักรยานกล้องตัวใหญ่ๆอุปกรณ์เยอะๆมันทำให้เราดูเป็นไอ้บ้าหอบฟางซะมากกว่าแต่หากเพื่อนๆจะแบกไปก็ไม่ถือว่ามันผิดกติกาอะไร ส่วนกล้องบางท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมไม่ใช้กล้องมือถือถ่ายล่ะกล้องมือถือสมัยนี้คุณภาพดีไม่แพ้กล้องคอมแพคส่วนนี้มันก็แล้วแต่ความชอบครับ เพราะผมไม่ชอบถ่ายภาพด้วยกล้องมือถือสักเท่าไหร่อาจจะเพราะความรู้สึกว่ามันไม่กระชับไม่สะดวกและไม่ครบเครื่องเท่ากล้องคอมแพค แต่ก็ไม่ใช่ผมจะไม่ใช้มือในการถ่ายภาพนะครับเพียงแค่ถ้าผมเลือกได้ผมจะใช้กล้องคอมแพคมากกว่า ลองดูจากภาพประกอบเหล่านี้เป็นภาพบางส่วนในหลายร้อยหลายพันภาพที่ผมถ่ายโดยบางภาพก็ถ่ายด้วยกล้องมือถือบางภาพก็ใช้กล้องคอมแพค

แล้วคนส่วนมากชอบถ่ายภาพแบบไหนล่ะในการท่องเที่ยว ในส่วนนี้ก็ว่ากันไปตามสะดวกบางท่านอาจจะชอบถ่ายรูปตัวเองกับสถานที่นั้นๆ บางท่านก็อาจจะชอบถ่ายภาพกับจักรยานคันที่นำไปปั่น บางท่านก็ถ่ายเฉพาะมุมภาพสวยๆในสถานที่ ซึ่งก็แล้วแต่ความถนัดความชื่นชอบของแต่ละคนไป ส่วนตัวผมไม่ชอบถ่ายภาพตัวเองอาจจะเพราะกลัวเจ้าหนี้เห็นหน้ากลัวสังคมรู้ว่าอ้วน(ฮา) ดังนั้นภาพที่ผมถ่ายจึงเป็นภาพของรถจักรยาน ภาพของสิ่งต่างๆที่ผมพบเจอในบริเวณนั้น อาจจะเป็นใบไม้ ต้นไม้ ใบหญ้าวัสดุต่างๆหรือแมลงสัตว์ต่างๆที่พบเจอ 



บางท่านอาจจะมองว่าการถ่ายภาพแบบที่ผมชอบนี้มันอาจจะดูขัดกับการถ่ายภาพเวลาที่เราไปท่องเที่ยวเพราะมันไม่เห็นว่าเราไปไหนทำไมไม่ถ่ายรูปตัวเรากับสถานที่ๆเราไปจะได้เก็บไว้เป็นที่ระลึกเป็นความทรงจำซึ่งตรงนี้ก็อย่างที่บอกนั่นล่ะครับผมไม่ชอบถ่ายรูปตัวเองหรือให้ใครมาถ่ายรูปผม รวมถึงสถานที่ผมเห็นว่ามีคนถ่ายเยอะแล้วไว้เดี๋ยวขอรูปเขามาก็ได้(ฮา)


วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557

9 เหตุผลปั่นหรือไม่ปั่นจักรยานในเมือง

วันก่อนผมได้คุยกับผู้ปกครองเด็กนักเรียนท่านหนึ่งที่ตอนนี้เริ่มหันมาสนใจการปั่นจักรยาน โดยเรื่องที่พูดคุยกันก็เป็นเรื่องทั่วๆไปเกี่ยวกับจักรยานทั้งประเภทของจักรยาน ราคา อุปกรณ์ตกแต่ง บราๆๆๆมาจนถึงเรื่องการเตรียมตัวปั่นจักรยานไม่ว่าจะปั่นไปทำงานในชีวิตประจำวัน หรือปั่นไปเที่ยวออกทริป ซึ่งประเด็นมันก็อยู่ตรงที่เราจะต้องเตรียมตัวอย่างไร? เพราะการปั่นทั้งสองแบบนั้นมันไม่เหมือนกัน การปั่นไปทำงานในชีวิตประจำวันมันก็เรื่องหนึ่งการปั่นไปเที่ยวออกทริปมันก็อีกเรื่องหนึ่ง เพราะการเดินทางด้วยจักรยานทั้งสองวิธีนั้นมันต่างกันในความรู้สึกของผมนะครับ

เรามาเริ่มกันที่การปั่นจักรยานไปทำงานกันก่อน การปั่นจักรยานไปทำงานหรือการใช้จักรยานเป็นพาหนะเดินทางในชีวิตประจำวัน อันนี้มันเป็นเป้าหมายหลักของผมเลยครับในการที่มาปั่นจักรยาน บางครั้งผมชอบเขียนอะไรสนุกๆเอาฮาแบบว่า ปั่นลดพุง ลดความอ้วน ซึ่งมันก็มีส่วนอยู่บ้างแต่จริงๆแล้วเป้าหมายหลักๆของผมในการปั่นจักรยานนั่นก็คือเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายจากพลังงานฟอลซิสอย่างน้ำมัน เพราะทุกวันนี้ประชาชนอย่างเราๆซื้อน้ำมันใช้ในราคาที่แพงฉิบหาย ขอโทษครับที่ไม่สุภาพเดี๋ยวลงโทษกระโดดเตะปากตัวเอง (ฮา) มาลองดูว่าผมลดค่าใช้จ่ายได้เท่าไหร่กันก่อนครับ เพื่อท่านที่เข้ามาอ่านบทความนี้จะได้กลับไปลองคำนวณดู ผมปั่นจักรยานจากที่บ้านไปที่ทำงานระยะทาง 18 กิโเมตร หากใช้รถยนต์ผมต้องใช้เวลาราวๆหนึ่งชั่วโมงกว่าๆถ้ารถติด ถ้าใช้มอเตอร์ไซด์ก็จะใช้เวลาราวๆ30-45นาที ขึ้นอยู่กับสภาพการจารจรโดยการเดินทางด้วยพาหนะทั้งสองชนิดนี้ผมต้องเผาผลาญพลังงานน้ำมันไม่ใช่น้อยคิดโดยเป็นค่าใช้จ่ายทั้งเดือนก็เป็นพันบาทต่อเดือน แต่เมื่อผมหันมาใช้จักรยานค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผมเท่ากับศูนย์เพราะผมไม่ต้องเติมน้ำมันรถจักรยานและเวลาที่หลายคนกังวลว่ามันจะใช้เท่าไหร่หากต้องเดินทางด้วยพาหนะที่ช้าที่สุดในโลกแบบนี้ ผมขออธิบายให้ฟังครับครั้งแรกที่ผมเริ่มปั่นจักรยานไปทำงาน ระยะทาง 18กิโลเมตร ในเมืองฝ่าการจารจรช่วงเช้า ผมใช้เวลาไปราวๆ1ชั่วโมง20นาที โดยหยุดหอบเป็นระยะ(ฮา) แต่เมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวได้กับการเดินทางแบบนี้มันทำให้ผมใช้เวลาน้อยลงครับแถมไม่ต้องหยุดพักเป็นหมาหอบแดดเหมือนวันแรกๆและล่าสุดระยะทาง18กิโลเมตรในสภาพการจารจรของกรุงเทพมหานครเร็วที่สุดโดยการเดินทางด้วยรถจักรยานผมใช้เวลาเพียง 47นาทีเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าวันแรกๆเยอะเลย

แล้วเราจะเริ่มปั่นในเมืองกันอย่างไรท่านผู้ปกครองเด็กนักเรียนก็สอบถามผมเพราะเขาไม่เคยปั่นจักรยานในเมืองอาจจะมีบ้างก็นิดๆหน่อยๆแบบปั่นออกมาที่ถนนเพื่อไปซื้อของในปั๊มน้ำมัน หรือปั่นข้ามไปหมู่บ้านใกล้ๆ
แต่ยังไม่เคยปั่นออกถนนจริงๆจังๆเพราะเขากังวลว่าหากปั่นออกไปอาจจะเกิดอุบัติเหตุ จะโดนคนด่าเพราะไปเก่ะก่ะรถบนถนน ถ้ารถติดจะทำอย่างไร เลนจักรยานก็ไม่มีแล้วถ้าจะข้ามแยกข้ามถนนไปอีกฝั่งจะทำยังไง บราๆๆๆ มากมายกับข้อวิตกกังวลผมจึงให้เหตุผลไปดังนี้

1. เมื่อผมปั่นจักรยานบนถนนในเมืองผมจะปั่นชิดซ้ายสุด ไม่ทำซ่าทำเจ๋งอวดเก่งเป็นขาแรงออกแลนขวาเด็ดขาด เวลาจะแซงก็ต้องมองหลังก่อนว่ามีรถตามหรือไม่ หรือพูดง่ายๆคือเคารพกฎจารจรและรักษามารยาทในการขับขี่ให้มากที่สุดนั่นล่ะครับ

2. เมื่อปั่นผมพยามปั่นตามกำลังไม่ปั่นอัดเร็วๆ แต่จะพยามให้กำลังรอบขาอยู่ในอัตราความเร็วที่คงที่เพื่อให้รถยนต์ที่ตามหลังสามารถคำนวณความเร็วของเราได้ ดังนั้นเมื่อเขาจะแซงก็จะไม่รู้สึกรำคานว่าเราเก่ะก่ะ เคยเจอไหมครับเวลาขับรถพอจะเร่งแซงแล้วเจอนักปั่นบ้าพลังปั่นๆๆๆเร่งเหมือนจะแข่งกับเราพวกปั่นแบบนี้ทำให้รถยนต์ที่ตามเสียจังหวะครับ ดังนั้นใจเขาใจเราไม่อยากโดนด่าหรือโดนชนกระเด็นตายโหงเป็นผีข้างถนนก็อย่าทำครับ

3. จักรยานผมจะติดกระจกมองหลัง แม้นบางคนจะบอกว่ามองไม่ชัดหลอกตา หันไปมองมันเท่กว่าติดกระจกแล้วเก่ะก่ะ  แต่เชื่อเถอะครับผมกระจกมองหลังทำให้คุณสามารถมองได้ว่ามีรถอยู่ข้างหลังคุณหรือไม่โดยคุณไม่ต้องเสียสมาธิหันไปหันมาบ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อคุณปั่นในเมืองที่มีรถวิ่งกันมากมาย สำหรับบางคนที่บอกมุดลำบากอันนี้ผมไม่ทราบนะครับมันคงอยู่ที่ความเคยชินกับทักษะของแต่ละคนแต่สำหรับผมติดกระจกปลายแฮนด์ก็ยังมุดซ้ายขวาเวลารถติดได้ปกติสุขดีครับ และนอกจากกระจกมองหลังแล้วพวกไฟท้ายไฟหน้าก็ควรติดไว้นะครับเพื่อความปลอดภัยโดยเฉพาะในเวลากลางคืน

4. เลนจักรยานไม่มี ปั่นยาก ส่วนนี้ผมได้ยินเยอะที่สุดแต่ผมมองต่างกันผมไม่คิดว่ามันยาก และไม่ได้สนใจว่าต้องมีเลนจักรยานเพราะคนใช้จักรยานบนถนนจริงๆน้อยมากๆๆๆผมยกตัวอย่างแค่เส้นทางผมปั่นไปทำงาน18กิโล ผมยังไม่เคยเจอจักรยานคันอื่นที่ปั่นไปทำงานเลยทั้งถนนมีผมอยู่คันเดียว ดังนั้นหลักของผมคือปั่นไปบนถนนเลนซ้ายสุดหากไม่สะดวกก็ยกขึ้นฟุตบาทถ้าทางฟุตบาทโล่งไม่มีใครมาทำธุรกิจบนฟุตบาทมีทางให้ปั่นจักรยานได้ก็ปั่นแต่ถ้าไม่ได้ฟุตบาทแคบ ฟุตบาทพังมีการก่อสร้าง มีคนมายึดทำธุรกิจก็จูงเดินแค่นั้นก็ไปได้ทั่วกรุงเทพแล้วครับ

5. ถ้าจะข้ามแยกข้ามถนนจะทำอย่างไร สำหรับผมมันก็ไม่เห็นจะยุ่งยากอีกนั่นล่ะครับก็ถ้ามันเป็นสี่แยกไฟแดงผมก็จอดติดไฟแดงแบบชาวบ้านเขา แต่ถ้ามองซ้ายมองขวาแยกนั้นมีทางอื่นที่ผมสามารถจูงรถข้ามได้ผมก็จูงข้ามไปไม่ต้องรอติดไฟแดงนานๆ และอย่างที่บอกครับพยามรักษากฎจารจรไม่ทำผิดก็ไม่เกิดอุบ้ติเหตุ

6. สะพานลอยข้ามแยกไม่มีทางลาดเพื่อจักรยาน ส่วนนี้ก็ได้ยินมาเยอะครับแต่สำหรับผมถ้ามีทางลาดเพื่อใช้จูงจักรยานขึ้นสะพานลอยได้ก็จะดีมากครับแต่ถ้าไม่มีผมก็ไม่เดือดร้อนเพราะที่ผมปั่นไปทำงานผมก็ต้องข้ามสะพานลอย 2-4สะพานเป็นประจำ(อยู่ที่เส้นทางที่ผมเลือกปั่นด้วยครับ) แล้วผมข้ามยังไง ง่ายๆครับก็ยกข้ามไปสิครับ ผมเห็นบางคนชอบบ่นเรื่องข้ามสะพานลอยแต่ก็ชอบอวดว่ารถจักรยานที่ใช้นั้นสุดยอดน้ำหนักโครตเบาบางคนทำท่ายกจักรยานโชว์ด้วยแล้วทำไมแค่สะพานลอยยกข้ามไม่ได้ ก็ยกข้ามสิครับรถผมหนัก14กิโล ผมก็ยกข้ามได้สบายๆแล้วพวกรถจักรยานดีๆน้ำหนักเบาๆบางคันไม่ถึง10กิโลยกไม่ไหวเรอะครับ ส่วนบางคนบอกจักรยานแม่บ้านยกไม่ได้ผมก็ตอบเหมือนเดิมครับยกข้ามได้ครับไม่มีจักรยานคันไหนมันหนักเป็นร้อยกิโลหรอกครับอย่างมากก็20กิโลนิดๆ แต่ถ้ายังยืนยันว่ายกไม่ไหวงั้นก็จูงข้ามถนนตรงทางม้าลายหรือแยกไฟแดงครับแค่นั้นเอง

7. จอดแล้วกลัวรถหายเมืองไทยขโมยมันเยอะ บ๊ะๆๆเจอคำพูดแบบนี้ก็ไม่รู้จะบอกยังไงประเทศไหนมันก็มีขโมยทั้งนั้นครับ โซ่ล็อคจักรยานไม่ได้ผลิตและขายแต่ในประเทศไทยใช่มั้ยครับ นั่นก็หมายความที่ไหนๆมันก็มีขโมยทั้งนั้นดังนั้นอย่ามาดราม่าด่าเฉพาะประเทศบ้านเกิดตัวเองเลยครับและเมื่อเราจะใช้จักรยานก็ต้องหาอุปกรณ์มาถ่วงเวลาโจรเพราะมันไม่มีอุปกรณ์ตัวไหนกันได้100% ส่วนตัวผมก็ใช้โซ่ล็อคโดยพยามล็อคกับวัสดุที่หนักหรือเคลื่อนย้ายไม่ได้เพื่อกันการยกไปทั้งคันและไม่จอดจักรยานทิ้งไว้ในที่ลับตาคนก็ทำได้เท่านี้ล่ะครับ

8. อยากใช้ปั่นไปห้างก็ไม่มีที่จอด นี่ก็อีกดราม่าที่ผมได้ฟังบ่อยๆ ผมอาจจะโชคดีที่ผมชอบขี่รถมอเตอร์ไซด์ดังนั้นเมื่อผมปั่นจักรยานเวลาผมจอดในห้างผมก็ไปจอดที่จอดมอเตอร์ไซด์นั่นล่ะครับ โดยพยามจอดให้ใกล้กับยามไว้ ออกปากให้เขาช่วยดูให้หน่อยแม้นเขาจะไม่ได้ดูก็เหอะและล็อครถให้แน่นหนา อีกอย่างผมมีความคิดว่าโจรที่มาในลานจอดรถมอเตอร์ไซด์น่ะมันมาขโมยมอเตอร์ไซด์ไม่ใช่จักรยานครับ(ฮา) และถ้าห้างทำที่จอดจักรยานแล้วเอาไปไว้ในมุมอับของห้างผมว่ามันจะหายง่ายกว่าผมไปจอดที่ลาดจอดมอเตอร์ไซด์เสียอีก อันนี้ความรู้สึกของผมนะ

9. ปั่นในเมืองไปทำงานไม่มีห้องอาบน้ำ นี่ก็อีกประเด็นที่ผมได้ยินบ่อยๆ ส่วนตัวผมปั่นจักรยานไปทำงานก็ต้องมีเหงื่อออกมาเยอะและที่ทำงานผมก็ไม่มีห้องอาบน้ำด้วย แล้วจะทำอย่างไรล่ะ ก็ไม่เห็นยากเลยครับโดยทุกครั้งที่ผมปั่นจักรยานผมจะพกทิชชู่เปียกหรือที่ผ้าเย็นไว้เช็ดตูดเด็กเล็กนั่นล่ะครับติดตัวไว้พอปั่นไปถึงที่หมายผมก็เอาออกมาเช็ดตัว หรือถ้าเหงื่อมันเยอะผมก็จะใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กๆชุบน้ำในห้องน้ำแล้วก็เช็ดตัว จากนั้นบางครั้งผมก็เปลี่ยนเสื้อตัวใหม่แทนเสื้อที่ใช้ปั่นจักรยานมาก็แค่นี้(เวลาปั่นจักรยานผมใส่เสื้อยืดธรรมดาๆนี่ล่ะครับไม่ใช่เสื้อนักปั่นจัดเต็มอะไร) และที่ผ่านมาผมก็ไม่เห็นมันจะยุ่งยากตรงไหน แต่ถ้าคุณเป็นพวกรักสวยรักงามกลัวไม่หล่อกลัวตัวเหม็นมากนักก็อย่าลำบากเลยครับ จักรยานในชีวิตประจำวันไม่เหมาะกับคุณแน่นอน

จะเห็นว่าทั้งหมดที่ผมเขียนมาถึงการปั่นเดินใช้ชีวิตในเมืองนั้นผมไม่พูดเรื่องเครื่องแต่งกายแบบจัดเต็มแบบแฟชั่นเพราะมันไม่เกี่ยวกับการใช้ในชีวิตประจำวัน อุปกรณ์ที่เกียวกับจักรยานที่ผมใช้เวลาเดินทางในเมืองก็คือ ไฟท้าย ไฟหน้า กระจกมองหลัง ไมล์จักรยานเท่านั้น ส่วนอุปกรณ์เสริมก็ได้แก่กระเป๋าจักรยานโดยผมใช้ก็ไม่ใช่ของดีราคาแพงแค่เก็บของใช้จำเป็นได้ เช่นกระเป๋าเงิน โทรศัพท์ แว่นตา ขนมลูกอมทิชชู่เปียก เสื้อยืด ถุงมือ อุปกรณ์จักรยานเช่นไฟท้ายไฟหน้าและไมล์จักรยานที่เราต้องถอดเก็บเมื่อจอดรถ และบังเอิญว่ากระเป๋าจักรยานที่ผมใช้มันสามารถปรับเป็นกระเป๋าสะพายได้ ส่วนหมวกผมใช้หมวกแก๊บซึ่งมันก็สามารถเอามาห้อยเท่ๆไปกับกระเป๋าได้ไม่มีปัญหาทำให้ผมไม่ต้องแบกเป้หลังอีกใบทั้งหมดนี่เป็นหลักที่ผมใช้ในการปั่นจักรยานในชีวิตประจำวันไม่เห็นต้องคิดมากมาย ไม่ต้องเยอะ ไม่ต้องลีลา ไม่ต้องมากพิธี ไม่ต้องจัดเต็มแค่ชิลล์ๆไปกับมันแค่นั้น




วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

ปั่นเที่ยว ปั่นชิลล์ ปั่นจริงกับชีวิตที่เริ่มใหม่

ผมถามตัวเองก่อนที่จะเริ่มปั่นจักรยานอย่างจริงจังว่า ผมจะปั่นทำไม? และอะไรคือเหตุผลในการปั่นจักรยานของผม ซึ่งแน่นอนครับว่าเหตุผลของแต่ละคนนั้นย่อมไม่เหมือนกัน บางท่านอาจจะปั่นจักรยานเพราะตอนนี้มันกำลังเป็นกระแส บางท่านอาจจะปั่นเพื่อออกกำลังกาย ปั่นเพื่อสุขภาพ บางท่านปั่นเพื่อท่องเที่ยว บางท่านปั่นเพราะเพื่อนชวนปั่น บางคนจำต้องปั่นเพราะแฟนปั่น บางคนปั่นเพราะสาวข้างบ้านที่กำลังปิ๊งเธอปั่น(ฮา)  บางท่านปั่นเพื่อลดโลกร้อน บางท่านปั่นเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของตัวเองซึ่งก็ยังคงมีเหตุผลอื่นๆอีกมากมายอันนี้ก็แล้วแต่บุคล

สำหรับผมปั่นจักรยานเพราะอะไร? และมีอะไรเป็นแนวทางในการปั่น? แล้วมันเกี่ยวอะไรกับบล็อคนี้ ผมจึงอยากให้เพื่อนๆที่ได้เข้ามาอ่านบล็อคของผม อยากให้ลองกลับไปอ่านบทความแรกดูจะเห็นว่าผมเขียนเรื่องไปเที่ยวถ้ำพระยานครและในบทความแรกนั้นผมบ่นเรื่องสุขภาพเฮงซวยของผมเองที่ไม่ฟิตเปรี๊ยะแค่เดินขึ้นเขาไม่กี่ร้อยเมตรก็หอบเป็นหมาหอบแดด...นั่นล่ะครับสาเหตุที่ทำให้ผมเริ่มมองและตั้งคำถามตัวเอง

เรื่องสุขภาพเป็นสาเหตุหลักๆเลยที่ผมต้องกลับมาทบทวนตัวเองว่าผมเริ่มมีสุขภาพที่แย่แค่ไหนและผมจะแก้ไขอย่างไร ผมบอกตามตรงว่าผมรับไม่ได้กับร่างกายตัวเองที่อ่อนแอนปวกเปียกแบบนั้นเพราะผมเคยเป็นนักกีฬา ผมเคยแข่งขันกีฬาทั้งระดับโรงเรียน ระดับชุมชน ระดับท้องถิ่นและระดับชาติแต่มาวันนี้แค่เดินผมก็เหนื่อยจนจุกทำให้ผมเริ่มสำรวจตัวเองแล้วว่ามันเป็นเพราะอะไร? และการไปเที่ยวถ้ำพระยานครคราวนั้นทำให้ผมเริ่มตระหนัก โดยมันเริ่มเมื่อกลับจากการไปเดินถ้ำแล้วผมก็ไปพักที่รีสอร์ทติดชายหาดแห่งหนึ่งและภายในรีสอร์ทก็มีจักรยานให้ปั่นเล่นผมจึงเอาจักรยานออกไปปั่นรับอากาศริมทะเล ปั่นผ่านทางสวนมะพร้าวและปั่นขึ้นไปเที่ยวบนวัดที่อยู่บนเขาริมหาดใกล้กับที่พัก(จำชื่อวัดไม่ได้แล้ว)

การได้ปั่นจักรยานผ่านสวนมะพร้าวอย่างเชื่องช้า ได้ปั่นขึ้นเนินเขาเพื่อไปเที่ยววัดและตอนที่กำลังปั่นขึ้นเนินเขาไปผมก็บ่นกับตัวเองไปในใจตลอดว่า "มรึงๆๆๆช่างหาเรื่องให้ตัวเองลำบากได้เก่งจริงๆ(ฮา)" แต่เพราะผมไม่ยอมแพ้ด้วยนิสัยแบบนักกีฬาที่อยากเอาชนะตัวเองเหมือนตอนเดินขึ้นไปเที่ยวถ้ำพระยานครนั่นล่ะครับ เหนื่อยใจจะขาดแต่ผมไม่ยอมแพ้ผมสู้เดินต่อจนถึงที่หมาย และครั้งก็เช่นกันเมื่อขึ้นไปถึงวัดตรงจุดนั้นได้เห็นบรรยากาศได้สัมผัสสายลมที่พัดมาแม้นมันจะเป็นสายลมร้อนอ้าวๆแต่ผมกลับรู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูกอารมณ์มันต่างกับการขับรถติดแอร์ขึ้นมาอย่างสิ้นเชิงเพราะถ้าเราขับรถติดแอร์ขึ้นมาแบบนี้พอลงรถปุ๊บเจอแดดร้อนๆหลายคนก็จะรีบวิ่งหาที่หลบแดดพร้อมกับบ่นถึงความร้อนอบอ้าวและสายลมที่พัดผ่านมาก็ไม่ได้ช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นเพราะมันเป็นลมร้อนๆมันจึงกลายเป็นความทรมารเพราะต้องลงจากรถที่ติดแอร์เย็นฉ่ำมาโดนแดดร้อนๆเผาผิวเลียหน้าให้หมองจนทำให้การไปท่องเที่ยวนั้นกลายเป็นความทุกข์มากกว่าความสุข กลายเป็นความเร่งรีบ (รีบกลับไปนั่งในรถเปิดแอร์เย็นๆ)แทนที่จะได้เที่ยวพักผ่อนและดื่มด่ำกับบรรยากาศสองข้างทางของแหล่งท่องเที่ยว

บรรยากาศมุมมองจากวัดที่ผมขึ้นไปเที่ยว


วัดที่อยู่บนเขาติดหาดที่ผมไปพัก

และนั่นคือจุดเริ่มต้นทำให้ผมรู้สึกชื่นชอบกับบรรยากาศการท่องเที่ยวช้าๆด้วยแรงตัวเองทำให้ผมมีโอกาสดื่มด่ำกับบรรยากาศและมองเห็นสิ่งต่างๆรอบตัวผ่านไปอย่างช้าๆอ้อยอิ่งไม่เร่งรีบ มีความสุขกับการได้เที่ยวได้พักผ่อนและสัมผัสกับบรรยากาศจริงๆของแหล่งท่องเที่ยวที่เราไป บวกกับสุขภาพที่ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีร่างกายที่อ่อนแอลงไปมากทำให้ผมได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า ผมต้องกลับมาออกกำลังกายอีกครั้งหลังจากหยุดเล่นกีฬาไปหลายปี สาเหตุที่ผมหยุดก็เพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์จนทำให้ผมต้องเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดใส่เหล็กดามหน้า ดามขา ดามไหล่พักพื้นร่างกายกายทำภาพบำบัดเป็นปีๆ และเมื่อผมตัดสินใจกลับมาออกกำลังกายอีกครั้งผมคิดแล้วว่าผมคงไม่สามารถเล่นกีฬาอย่างที่เคยเล่นมาได้แน่นอนเพราะกีฬาที่ผมเล่นมาก่อนนั้นมันต้องอาศัยพละกำลังมันต้องมีการปะทะผมจึงคิดถึงการปั่นจักรยานและคิดถึงบรรยากาศการได้ปั่นจักรยานของรีสอร์ทเที่ยวบริเวณชายหาดและขึ้นเขาไปไหว้พระ ประกอบกับผมเป็นคนชอบขี่รถมอเตอร์ไซค์และบ่อยครั้งที่ผมขี่มอเตอร์ไซค์ไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆรวมถึงการใช้มอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะเดินทางในชีวิตประจำมานานหลายสิบปีโดนทั้งแดดทั้งควันท่อไอเสียในฐานะมนุษย์เมืองที่ชาชินกับความร้อนบนนถนนดังนั้นการใช้จักรยานจึงเป็นคำตอบสุดท้ายของการเริ่มต้นชีวิตและสุขภาพใหม่ของผมด้วยหลายเหตุผลดังนี้ครับ

1.มันมีสองล้อเหมือนรถมอเตอร์ไซค์(ฮา)
2.ผมยังสามารถใช้จักรยานเป็นพาหนะเดินทางในเมืองได้แทนรถมอเตอร์ไซค์ไม่ใช่แค่มันมีสองล้อเหมือนกันแต่เพราะมันประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางมากกว่าด้วย
3.จักรยานมันก็สามารถใช้ท่องเที่ยวได้เพียงแต่ช้ากว่าเหนื่อยกว่า
4.ข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ "มันช่วยทำให้ผมมีสุขภาพดีขึ้นได้" 

นั่นคือเหตุผลที่ผมหันมาปั่นจักรยานผมไม่มีเป้าหมายเป็นนักปั่นมืออาชีพหรือนักแข่ง สำหรับผมจักรยานเป็นพาหนะที่อำนวยความสะดวกและเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตของผม เปลี่ยนวิธีเดินทาง วิธีไปเที่ยวและวิธีสร้างสุขภาพ โดยรวมแล้วผมจึงเป็นแค่คนใช้จักรยานในชีวิตประจำวันเท่านั้น  แล้วเพื่อนๆล่ะครับ จักรยานของเพื่อนๆเป็นอย่างไร?


วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2557

เมื่อสายลมเย็นๆไม่ทำให้เราชิลล์อย่างที่คิด

ช่วงนี้ผมใช้จักรานเป็นพาหนะเดินทางในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ปั่นไปชอปปิ้งซื้อโอเลี้ยงกาแฟเย็นที่ปากซอย แต่มันเป็นการปั่นออกไปบนถนนปั่นจากที่พักไปทำงานระยะทางไปกลับ40กว่ากิโลเมตร ปั่นวันแรกๆมันเหนื่อยแต่มันก็รู้สึกมีความสุขที่ได้ทำเพราะที่จริงผมอยากทำมานานหลายปีและยอมรับว่าที่ผ่านมาผมป๊อด (ฮา) และเพราะผมป๊อดผมก็เลยมักจะมีข้ออ้างล้านแปดเพื่อที่จะทำให้ตัวเองรู้สึกถูกที่ไม่ออกไปปั่นจักรยานบนถนนตามความคิดของตัวเอง แต่พอตัดสินใจทำและเลิกข้ออ้างทุกข้อของตัวเองโดยการซื้อจักรยานมาแล้วก็ลงมือปั่นอย่างจริงจัง และในที่สุดผมก็ก้าวข้ามข้ออ้างต่างๆมาได้ สำหรับการปั่นจักรยานนั้นผมคิดว่าหลายท่านที่ชอบการปั่นอาจจะชอบเวลาที่ท้องฟ้ามันไม่มีแสงแดดแรงๆมาคอยทำลายเซลผิวหนัง ไม่ต้องกังวลว่าผิวจะดำหน้าจะเป็นฝ้า(ฮา) และรู้สึกฟินกับการปั่นเวลาที่มีสายลมเย็นๆมาปะทะสิ่งต่างๆรอบตัวดูช้าลงฟังแล้วมันฟินใช่มั้ยล่ะครับ...ฮื่ม

แต่หยุดก่อนครับ อย่างเพิ่งฟินเพราะปั่นจักรยานที่มีสายลมมันอาจจะไม่ได้ทำให้เราชิลเสมอไป เอาล่ะครับลองมาฟังประสบการณ์การปั่นรับลมแล้วมันไม่ชิลล์กันเพราะตอนแรกๆผมก็เหมือนหลายๆท่านที่มีจินตนาการว่าการปั่นจักรยานเรื่อยๆในบรรยากาศชิลล์ๆขณะทีมีสายลมเอื่อยๆท้องฟ้าดูฉ่ำเย็นสบาย แต่ความรู้สึกแบบนั้นมันเปลี่ยนไปจากฟินชิลล์ๆกลายเป็นหอบลิ้นห้อยแทน(ฮา) เพราะตอนที่ขับรถยนต์หรือแม้นแต่ขี่มอเตอร์ไซค์ผมจะไม่เคยรู้สึกนะว่ากระแสลมมันต้านเรามากแค่ไหน แต่พอมาเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาปั่นจักรยานไปทำงานตามปกติ แต่ช่วงเช้าขณะที่จะออกจากบ้านมีสายฝนโปรยปรายเบาๆผมก็รอจนกระทั้งฝนเริ่มหยุดจึงปั่นจักรยานออกจากบ้านบอกได้เลยว่าบรรยากาศช่วงนั้นอากาศมันเย็นสบายๆไม่มีแสงแดดมาเผาร่างกาย สายลมเอื่อยๆทำให้รู้สึกอารมณ์ดีแม้นบนท้องถนนรถจะวิ่งกันขวั่กไขว่ แต่ความสุขสดชื่นมันอยู่ไม่นานเพราะสักพักขณะที่ผมกำลังรู้สึกชิลล์กับบรรยากาศเย็นสบายอยู่ๆก็มีกระแสลมแรงพัดมาพร้อมหอบเอาฝุ่นฟุ้งตลบมาด้วยงานนี้ถ้าไม่ใส่แว่นกันลมกันฝุ่นรับรองว่ามีแสบตาเคืองตากันแน่นอนแรงลมเริ่มแรงไม่ใช่แค่ดันเฆมฝนสีดำให้ก่อตัวหนาแน่นขึ้น แต่ทันทีที่กระแสลมวูบเข้ามากำลังรอบขาของผมตกวูบไปด้วย แรงขาที่ปั่นลงไปมันเหมือนมีอะไรมาต้านไว้ทำให้รถหนักขึ้น(ปกติรถผมมันก็หนักอยู่แล้ว...ฮา) มันทำให้ผมต้องออกแรงปั่นมากขึ้นต้องเปลี่ยนเกียร์เพื่อเพิ่มกำลังที่จะฉุดรถให้ฝ่ากระแสลมไปประกอบกับจังหวะที่กำลังจะปั่นขึ้นเนินสะพานสูงและไหนจะต้องเผชิญกับรถเมล์คันใหญ่พี่ๆรถตู้ที่รีบบึ่งเข้าป้ายเพื่อรับผู้โดยสารที่กำลังจะหนีฝน วินาทีนั้นรถทุกๆคันที่วิ่งผ่านจักรยานผมไม่ได้ผ่านไปเปล่าๆแต่มีของแถมเป็นกระแสลมดูดที่ทำให้รถจักรยานของผมมีสภาพเหมือนตกเข้าไปในหลุมดำเพราะมันเหมือนเกิดช่วงว่างของกระแสลมขณะที่รถใหญ่วิ่งผ่านทำให้รถจักรยานผมแกว่งเอียงมากกว่าปกติโดยระดับการแกว่งขึ้นกับขนาดและความเร็วของรถที่วิ่งผ่านไป(ฮา) แม้นมันจะเป็นช่วงเวลาแค่ไม่กี่นาทีกับการต้องผจญภัยกับสถาณะการณ์จากกระแสลมแต่มันก็ทำให้ผมเรียนรู้ว่าอย่าคิดว่าจะปล่อยใจให้ชิลล์กับสภาพอากาศโดยเฉพาะกับขณะที่คุณกำลังปั่นจักรยานอยู่บนถนนสายหลักๆที่มีรถวิ่งไปมาอย่างรวดเร็วของกรุงเทพมหานคร เมืองที่รถจักรยานยังเป็นแค่ตัวประกอบบนท้องถนน เพราะมันอาจจะไม่ชิลล์อย่างที่คุณคิด


วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557

คืนความสุขให้ชีวิต ด้วยการปั่น

จักรยานอาจจะเป็นพาหนะมีล้อที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมาก่อนพาหนะติดเครื่องยนต์อื่นๆทั้งหมดบนโลก และในวัยเด็กของหลายๆคนคงจะคุ้นเคยกับจักรยาน เพราะมันเป็นพาหนะชนิดแรกที่ทำให้โลกในวัยเด็กของเรากว้างขึ้น ไกลขึ้น และสัมผัสได้จริงมากขึ้น

ผมเองในวัยเด็กก็ปั่นจักรยานในชีวิตประจำวัน ทั้งปั่นไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ปั่นไปซื้อของให้แม่ ปั่นไปโรงเรียน จำได้ว่าจักรยานคันแรกที่คุณพ่อกับคุณแม่ซื้อให้นั้นเป็นจักรยานคันใหญ่สีม่วงไม่มีตะกร้าหน้าใส่ของ แต่มีตระแกรงหลังสำหรับคนนั่งซ้อนและมีไดนาโมสำหรับปั่นไฟ ซึ่งหลอดไฟจะเป็นวงรีอยู่ด้านหน้ารถ เรียกว่าเท่ระเบิดเลยล่ะ ผมปั่นจักรยานคันแรกตั้งแต่เรียนประถม จนเข้าชั้นมัธยม โดยอาศัยมันปั่นไปโรงเรียนในตอนเช้าและปั่นเที่ยวกับเพื่อนๆในตอนเย็น บางครั้งก็รวมกลุ่มกันไปทำตัวเฮี้ยวซ่าแบบเด็กๆโดยไปกดกริ่งบ้านคนแล้วรีบปั่นหนีออกมาก่อนเจ้าของบ้านจะมาเปิดประตู และบางครั้งการปั่นจักรยานก็กลายเป็นการผจญภัยที่แลกมาด้วยความเสี่ยงของน่องเพราะโดนหมาเจ้าถิ่นประจำซอยไล่เห่าไล่กัด พอหนีมาได้ก็มานั่งโม้กันสนุกสนาน นอกจากนั้นพอโตขึ้นมาเรียนชั้นมัธยมปลายจักรยานคันเก่งก็เริ่มรับอีกบทบาทหน้าที่คือ เป็นพาหนะในการพาผมไปจีบสาว(ฮา)

ถึงแม้นจักรยานกับผมมีความผูกพันกันมาตลอดเหมือนมันคือเพื่อนเก่าวัยเด็กที่คุ้นเคย แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป เพื่อนเก่าของผมเริ่มโรยรา สนิมเริ่มขึ้น โซ่ที่เคยขึงตึงปั่นได้ไหลลื่นก็ส่งเสียงร้องเอี้ยดอ๊าดทุกครั้งที่โดนฝ่าเท้าของผมกระทืบกดลงไปการเที่ยวเล่นด้วยกันไม่สนุกเสียแล้ว สุดท้ายเพื่อนเก่าผู้อ่อนแรงก็ต้องแอบไปซุกตัวอยู่เงียบๆเพื่อหลีกทางให้กับเพื่อนคนใหม่ที่แข็งแรงกว่าและพร้อมจะพาผมไปตะลุยโลก เพื่อนใหม่ที่ไม่เงียบสงบเสงี่ยมเช่นเพื่อนเก่าวัยเด็ก แต่จะส่งเสียงคำรามก้องพร้อมกับมีค่าอาหารการกินที่ต้องจ่ายหากจะพาเจ้าเพื่อนใหม่คนนี้ออกไปเที่ยวด้วยกัน ผมกับเพื่อนใหม่สองล้อที่เรียกว่าจักรยานยนต์กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน ตะลุยเที่ยว ไปในสถานที่ต่างๆด้วยกัน

จนกระทั่งวันหนึ่งผมนึกถึงภาพของเพื่อนเก่าที่เป็นซากนอนตายสงบนิ่งอยู่ข้างบ้านอย่างเดียวดายจนวันสุดท้ายที่ผมเอามันให้กับรถเก็บขยะถือเป็นการอำลากันอย่างถาวรกับเพื่อนวัยเด็ก มาวันนี้ภาพนั้นมันย้อนกลับมาเพราะเพื่อนใหม่ของผมเริ่มเรียกร้องค่าตัวที่สูงขึ้นทุกๆวัน มันทำให้ผมต้องทำงานเพื่อสนองเพื่อนสองล้อชนิดนี้อย่างหนักเพื่อให้เขากินอิ่มทุกครั้งที่จะไปทำงานหรือไปเที่ยว ค่าอาหารที่เรียกว่าน้ำมันจากลิตรละ10กว่าบาท ขยับมาจนเกือบ50บาท/ลิตร ผมต้องยอมจ่ายเพื่อเพื่อนของผมได้อิ่มและมีพลังแต่มันก็ต้องแลกด้วยสุขภาพของผมเองที่เสพติดความเร็วแรงและสบาย ผมจึงถามตัวเองว่า"มันคุ้มหรือไม่ ทำไมผมต้องเร่งรีบทำลายสุขภาพตัวเองขนาดนั้น" 

หลังจากวันนั้นผมจึงกลับไปหาความคุ้นเคยเดิมๆ กลับมาคบเพื่อนเดิมๆที่อาจจะเหนื่อยบ้างหากเราจะพาเพื่อนคันนี้ไปทำงานหรือไปเที่ยวด้วยกัน แต่มันก็มีความสุข "เพราะเวลาที่เราไปกับเพื่อนคันนี้ โลกของเรามันช้าลง เรามีเวลาที่จะมองและสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัวเรามากขึ้น เรามีโอกาสได้ชื่นชมและยิ้มทักทายกับคนที่ผ่านไปมา" ขอบคุณเพื่อนเก่าวัยเด็กที่ไม่เคยทำให้ผมยังมีความทรงจำดีๆเสมอ

หลายคนอาจจะเคยมีเพื่อนร่วมชีวิตแบบนี้เหมือนผมเมื่อวัยเด็ก วันนี้ลองถามตัวเราเองดูสิครับ เราลืมเพื่อนซี้วัยเด็กคนนี้ไปหรือยัง และถ้าเรายังไม่ลืมเขา ถ้าอย่างนั้นเรากับเขากลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมดีกว่าไหม



วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เที่ยวตลาดน้ำดอนหวาย ล่องเรือชมบรรยากาศริมน้ำ ของกินอร่อย

อาทิตย์ที่ 5 ก.ค. 2557 ที่ผ่านมา ผมตั้งใจว่าจะไปทำธุระแถวจังหวัดนครปฐมโดยตอนแรกตั้งใจจะแวะไปหาเพื่อนแล้วก็ไปไหว้พระปฐมเจดีย์ ดังนั้นพอสายๆของวันหลังจากทำธุระส่วนตัวที่บ้านเรียบร้อยผมก็ขับรถออกจากบ้านโดยมุ่งหน้าไปตามเส้นทางสายพุทธมณฑล-นครปฐมและเมื่อขับรถเลยจากแยกศาลายาที่พุทธมณฑลสายสี่มาไม่นานก็จะเจอทางแยกเลี้ยวซ้ายเข้าตลาดน้ำดอนหวายครับ ผมเลยตัดสินใจว่าแวะเที่ยวที่ตลาดน้ำดอนหวายก่อนดีกว่า เพราะที่ตลาดน้ำดอนหวายนี่ผมขับรถผ่านบ่อยแต่ไม่เคยแวะเข้าไปเที่ยวเลยสักครั้ง

พอเลี้ยงซ้ายจากถนนหลักขับเข้ามาก็ตรงตามทางมาเรื่อยๆ ราวสักสิบนาทีก็มาถึงตลาดน้ำดอนหวาย ซึ่งหากเรามาทางนี้ตลาดจะอยู่ทางขวามือ ผมเลี้ยงรถเข้าไปหาที่จอดแต่ที่จอดรถค่อนข้างแน่นครับเพราะที่ผมมามันเป็นวันหยุด จึงมีคนมาเที่ยวกันค่อนข้างมาก

หลังจากหาที่จอดรถได้เรียบร้อยผมก็ลงเดินเข้าสู่ตลาด เนื่องจากผมไม่เคยมาเที่ยวตลาดน้ำดอนหวายมาก่อนดังนั้นในจินตนาการของผมตลาดน้ำดอนหวายน่าจะมีเรือพายเรือแจวขายของเหมือนตลาดอื่นๆ แต่พอเดินลัดเลาะผ่านบริเวณวัดดอนหวายเข้าไปก็ปรากฏว่าผิดคาด เพราะตลาดน้ำดอนหวายนี่เป็นเหมือนตลาดเก่าที่ปลูกกันอยู่ในอาคารไม้ริมแม่น้ำท่าจีน รายล้อมบริเวณวัด ผมเดินเข้าไปในตลาดเห็นของขายหลายอย่างเลย ทั้งอาหารทะเล ขนมหวาน อาหารไทยๆ รวมถึงพืชผักผลไม้ต่างๆเยอะแยะมากมาย ผมเดินไล่ตามทางเดินเข้าไปเรื่อยๆโดยแวะดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยเปื่อย พร้อมกับยกกล้องขึ้นมาถ่ายภาพเก็บบรรยากาศที่พบเห็นเท่าที่จะทำได้เพื่อเอามาเขียนใน Blog Morning Thailand แห่งนี้ ซึ่งเรื่องราวที่ผมจะเขียนมันก็เป็นมุมมองของผม ผ่านสายตาและความความรู้สึกของผมเอง ผมไปเที่ยวอาจจะเก็บความประทับมาบอกเล่าหรือเอาเรื่องแย่ๆมาพูดถึงเพื่อให้เกิดการปรับปรุง

ภายในตลาดน้ำดอนหวายเท่าที่ผมเดินดูเหมือนมีอยู่สองส่วน ส่วนหนึ่งจะเป็นเหมือนตลาดใหม่ที่ตั้งเต็นฑ์ขึ้นมาเพื่อให้ร้านค้าเข้ามาขายของ อีกส่วนผมมองว่าน่าจะเป็นพื้นที่อาคารเก่าที่ปลูกสร้างมาก่อนหน้าที่จะมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างทุกวันนี้ และจะมีส่วนหนึ่งปลูกล้ำลงไปในริมขอบตลิ่งของแม่น้ำท่าจีน ส่วนฝั่งตรงข้ามตลาดยังคงมีสภาพเป็นสวนผลไม้ริมน้ำ ซึ่งหากได้เห็นก็รู้สึกสบายตาดี



































**เฉาก๊วย อร่อยเหนียวนุ่ม**
ที่ตลาดน้ำดอนหวายเท่าที่เห็นนั้นผักผลไม้ขายราคาไม่ค่อยแพงนัก บางชนิดดูเหมือนผักพื้นบ้านที่ชาวบ้านปลูกแล้วเอามาขาย หลังจากเดินเข้ามาอากาศร้อนๆผมจึงแวะซื้อน้ำเฉาก๊วยดื่ม 20บาท เฉาก๊วยอร่อยเส้นเหนียวหนึบดีจริงๆ หลังจากได้ดื่มน้ำเฉาก๊วยดับร้อนเดินดูของสักพักผมเริ่มหิวจึงแวะหาอะไรทานเสียก่อนโดยเข้าไปสั่งอาหารในแพที่ทำเหมือนฟู๊ดเซ็นเตอร์ตามห้าง โดยแบ่งเป็นหลายแพซึ่งแต่ละแพดูแล้วก็น่าจะแบ่งโซนร้านค้ากันด้วย หลังจากเข้าไปนั่งผมเห็นว่าที่นี่ขายเป็ดย่างเยอะผมจึงสั่งข้าวหน้าเป็ดมา ซึ่งราคาก็ไม่แพงครับจานละ 40บาท และหมูสะเต๊ะอีกหนึ่งชุด แต่พออาหารมาเสิร์ฟนี่สิครับ...




โห...นี่มันข้าวหน้าวิญาณเป็ดชัดๆ แต่เอาเหอะไหนๆก็ไหนๆสั่งมาแล้วมันก็ต้องกิน รสชาดถือว่าพอใช้ได้แต่ปริมาณนี่ถ้าคนกินเก่งคงต้องมีเปิ้ลสองสามชามกันล่ะ(รวมถึงตัวผมด้วย ฮา...) ส่วนหมูสะเต๊ะรสชาดอร่อยเลยล่ะครับ ถือว่าคุ้มราคาอยู่ ชุดละ90บาท ระหว่างนั่งทานข้าวอยู่นั้นผมเห็นว่าที่ตลาดน้ำดอนหวายเขามีบริการเรือท่องเที่ยวด้วย ซึ่งน่าสนใจดีเหมือนกันเท่าที่มองเรือเป็นเรือใหญ่ไม่ใช่เรือพาย ก็เล็งไว้ว่าเดี๋ยวทานข้าวเสร็จก็จะไปนั่งเรือท่องแม่น้ำท่าจีนซะหน่อย แต่เมื่อทานข้าวเสร็จเดินออกมาเพื่อจะไปสอบถามราคาค่าเดินทางเมื่อผมสอบถามมาเขาบอกนั่งเรือเที่ยวแม่น้ำท่าจีนใช้เวลาราวๆหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ค่าบริการก็คนละ50บาท สำหรับผู้ใหญ่ และ25บาท สำหรับเด็ก แต่ผลปรากฏผมต้องยกเลิกการนั่งเรือเพราะว่าฝนตกครับ เอาสิ...ตอนมาถึงแดดนี้ร้อนเปรี้ยงๆ มาตอนนี้สายฝนเทลงมาหนักเสียด้วยแผนการนั่งเรือของผมก็เลยหยุดไว้ก่อน เพราะฝนตกหนักแบบนี้นั่งเรือไปก็ไม่สนุก สำหรับท่านที่จะไปเที่ยวตลาดน้ำกอนหวานนั้นหากต้องการจะนั่งเรือเที่ยวก็ลองสอบถามกันได้ครับ จะมีท่าเรืออยู่หลายที่ และผมเห็นว่ามีโฮมเสตย์เปิดให้บริการด้วยนะครับ แต่ไม่ได้เข้าไปสอบถาม

ผมเดินดูตลาดต่อไปเรื่อยๆเพราะสายฝนยังไม่หยุด อย่างที่บอกครับตลาดแห่งนี้เหมือนเป็นพื้นที่ใหม่และพื้นที่เก่ารวมกัน เมื่อผมเดินมาถึงจุดในภาพ จะสังเกตเห็นสายไฟที่เก่ามากจนน่ากลัว ยิ่งฝนตกผมยิ่งรู้สึกว่าน่ากลัว นอกจากนั้นพื้นที่ทางเดินบางส่วนก็เตี้ยมากครับ เขาจะมีป้ายเตือนเอาไว้ สำหรับคนที่สูง160กว่า-170ก็จะเดินลำบากบ้างเล็กน้อย แต่ผมสูง185มันคือปัญหาชีวิตเลยครับเดินผ่านทางนี้ด้วยความน้อบน้อมเพราะต้องก้มต่ำตลอด ลองดูภาพด้านล่างครับ นั่นเป็นสภาพของสายไฟที่ผมมองดูแล้วน่ากลัว สมควรที่จะมีการปรับปรุงได้แล้ว
**สภาพสายไฟที่เก่า*
**สายไฟเก่าและมีหยากไยเกาะเพียบ**



**สายไฟเก่าพวกนี้อยู่เตี้ยๆหัวผมเดินชนได้เลย ภาพนี้ถ่ายจากระดับสายตา**

แถมระหว่างเส้นทางเตี้ยๆนี่ผมยังต้องเจอกับมนุษย์หมาครับ อันนี้ผมไม่ได้อยากบ่นนะแต่มันทนไม่ได้ เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมนุษย์หมาไว้กลัวหมาจะกัด (ฮา)อีกอย่างคนเยอะแวะถ่ายรูปมนุษย์หมาในสถานที่แบบนั้นไม่สะดวก หลายท่านอาจจะสงสัยว่ามนุษย์หมาคืออะไร มันก็คือพวกที่มาเที่ยวมาเดินตลาดแต่ดันอุ้มหมามาด้วย ผมก็ไม่รู้ว่าจะเอาหมามาทำไม มันเท่หรืออยากเด่นอยากโชว์ วันนี้ที่มาตลาดน้ำดอนหวายผมเจอมนุษย์หมาสามคน สองคนอุ้มมา อีกคนหนักเลยเอาหมานั่งรถเข็นเด็กมา แล้วมันก็เกะก่ะคนที่มาเที่ยว แต่มนุษย์หมาพวกนี้จะไร้ยางอายและสามัญสำนึกครับ ดังนั้นไม่ต้องไปถามไปมองหน้าเดี๋ยวมันจะนึกว่าไปชื่นชม
แถมระหว่างเส้นทางเตี้ยๆนี่ผมยังต้องเจอกับมนุษย์หมาครับ อันนี้ผมไม่ได้อยากบ่นนะแต่มันทนไม่ได้ เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมนุษย์หมาไว้กลัวหมาจะกัด (ฮา)อีกอย่างคนเยอะแวะถ่ายรูปมนุษย์หมาในสถานที่แบบนั้นไม่สะดวก หลายท่านอาจจะสงสัยว่ามนุษย์หมาคืออะไร มันก็คือพวกที่มาเที่ยวมาเดินตลาดแต่ดันอุ้มหมามาด้วย ผมก็ไม่รู้ว่าจะเอาหมามาทำไม มันเท่หรืออยากเด่นอยากโชว์ วันนี้ที่มาตลาดน้ำดอนหวายผมเจอมนุษย์หมาสามคน สองคนอุ้มมา อีกคนหนักเลยเอาหมานั่งรถเข็นเด็กมา แล้วมันก็เกะก่ะคนที่มาเที่ยว แต่มนุษย์หมาพวกนี้จะไร้ยางอายและสามัญสำนึกครับ ดังนั้นไม่ต้องไปถามไปมองหน้าเดี๋ยวมันจะนึกว่าไปชื่นชม
**มนุษย์ป้า ซิ่งมอเตอร์ไซด์กลางตลาดครับ ชิลๆเขาล่ะ**

หลังจากที่เดินฝ่าพื้นหลังคาเตี้ยๆและสายไฟเก่าๆออกมาได้ผมก็มาถึงพื้นที่อีกส่วน ตรงนี้หลังคาสูงโปร่งสบายครับ แต่ก็มาเจอกับมนุษย์ป้า(กำลังอินเทรนเลยมนุษย์ป้าเนี่ย) ดูตามภาพเลยครับ มนุษย์ป้าแกขี่มอไซด์ในนี้เลย ฮา...จะอะไรกันนักหนาน้อ....คนไทย
สรุปวันนี้ผมมาเที่ยวตลาดน้ำดอนหวาย ผมประทับใจกับบรรยากาศริมน้ำที่เย็นๆสบายๆ ผักผลไม้ที่ราคาไม่แพง แต่ก็ไม่ชอบที่เห็นสายไฟเก่าๆพาดกันไปมาแบบไร้ระเบียบหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะเป็นอย่างไร ผมไม่ชอบมุษย์หมาที่เจอ ไม่ชอบมนุษย์ป้าที่ซิ่งมอเตอร์ไซด์ลุยผ่านทางเดิน นอกจากนั้นสิ่งที่ผมคงต้องตั้งคำถามเอาไว้เพื่อคนในพื้นที่นี้หรือเจ้าหน้าที่ๆดูแลแหล่งท่องเที่ยวนี้จะตรึกตรองดูว่า ร้านค้าที่ประกอบการกันนั้น หลายร้านทำอาหารและขนมกันในร้านผมเห็นการเทน้ำที่ใช่้ประกอบอาหาร หรือทำความสะอาดลงในแม่น้ำท่าจีนสำหรับผมมันคือการทำลายธรรมชาติแบบไม่น่าให้อภัย ถ้าไม่มีการควบคุมอีกไม่นานพื้นที่ท่องเที่ยวตลาดน้ำดอนหวายแห่งนี้ คงจะกลายเป็นตลาดน้ำเน่าอย่างไม่ต้องสงสัย ผมรักเมืองไทยและรักการท่องเที่ยว ผมอยากให้มีพื้นที่ท่องเที่ยวดีๆสะอาดๆเหลือธรรมชาติที่สมบรูณ์ไว้ให้ลูกหลานได้ชมกันอีกนานๆอย่าให้มันมาพังในมือเราเลยครับ




Morning Thailand

EZ noneny AD