แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปั่นจักรยาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปั่นจักรยาน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เมื่อคนชอบจักรยาน ลุกขึ้นมาทำสติ๊กเกอร์ไลน์กับเขาบ้าง

หลังจากที่ผลัดวันประพรุ่งไปเรื่อยกับเรื่องของการทำสติ๊กเกอร์ไลน์สำหรับคนที่ชอบปั่นจักรยานมาตั้งแต่ต้นปี แม้นจะมีเพื่อนพ้องน้องพี่หลายคนแนะนำให้ผมลองทำออกมาแต่ผมก็ผลัดไปเรื่อยด้วยเหตุผลล้านแปดแต่หลักๆก็ขี้เกียจนั่นล่ะ(ฮา) แต่ในที่สุดวันหนึ่งผมก็มีลูกฮึดลุกตื่นขึ้นมาแต่เช้าแล้วลุยทำสติ๊กเกอร์แบบรวดเดียวเสร็จ เพื่อเอาใจเพื่อนนักปั่นชอบแชตที่อยากมีสติ๊กเกอร์ไลน์แนวสนุกๆบ้าๆบอๆเน้นอารมณ์ความมันส์มากกว่าความน่ารักแบบคิคุอาโนเนะ คาวาอี้ เอาไว้ส่งหากันแทนการพิมพ์ตัวอักษร ใครสนใจก็เข้าไปโหลดมาใช้กันได้นะครับ สำหรับสติ๊กเกอร์ไลน์ชุด "คนปั่นเมือง" พิมพ์ชื่อนี้คนหาในร้านค้าสติ๊กเกอร์ได้เลย หรือจะเข้าไปตามลิิงค์ http://line.me/S/sticker/1208070 ก็ได้ครับ ชุดนี้เป็นชุดแรกเดี๋ยวจะทำชุดสองออกมาถ้าไฟไม่หมอดไปเสียก่อน (ฮา)


วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ไอ้หย๋า...ปั่นจักรยานเหยียบงู เผชิญหน้ากับเหี้ย

ปกติการปั่นจักรยานของคนเมืองกรุงนั้นต้องบอกว่าโอกาสมันน้อยนิดมากๆที่จะปั่นจักรยานแล้วไปป๊ะเท่งป๊ะกับสัตว์ป่าตัวเขื่อง แต่ไม่ใช่ว่าโอกาสมันจะเกิดไม่ได้แม้นจะเป็นการปั่นจักรยานอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรกลางเมืองแท้ๆ
เจ้าดำพับไร้เกียร์คันนี้ล่ะครับที่พาผมไปฟิน
กรณีแรกเมื่อหลายอาทิตย์ก่อนขณะที่ผมกำลังเกิดอารมณ์ฟิน ก็เลยควบเจ้าจักรยานพับคันน้อยของผมออกไปปั่นเสริมความฟินให้ตัวเอง ระหว่างที่ปั่นไปส่งยิ้มกับสาวๆไปนั่นเอง "ปึ่ก!!" เสียงเหมือนเหยียบอะไรเข้าไป ผมรีบชะลอรถแล้วหันกลับไปมอง "ไอ้หย๋า!! งู " ผมไม่ใช่นักสัตววิทยาก็เลยไม่มีความรู้เรื่องงูจึงบอกไม่ได้ว่ามันเป็นงูอะไร แต่ที่แน่นๆมันโดนเหยียบซี้แหงแก๋อยู่บนถนน และโชคดีที่ผมไม่ใช่คนแรกที่เหยียบเพราะหากมันเป็นงูมีพิษแล้วมันเกิดตกใจหันมาฉกผม ความฟินของผมคงจบลงแค่วันนั้น

นี่ไม่ใช่กรณีแรกที่ผมพบเห็นสัตว์ป่าที่ไม่ควรจะออกมาอยู่บนถนนให้เสี่ยงกับการถูกรถทับ เพราะหลังจากวันที่เหยีบงูผมก็เห็นตัววรนุช(ชื่อใหม่ของคุณตัวเงินตัวทอง หรือคุณเหี้ย ในภาษาเดิมๆ) ตัวใหญ่ยาวประมาณหนึ่งเมตร ยืนจังก้าอยู่บนถนนประดิษฐ์มนูธรรม ช่วงก่อนถึงแยกไปเกษตร ท่าทางของมันทั้งกลัวทั้งตกใจ เพราะเป็นช่วงเวลาเร่งด่วนตอนเช้าซึ่งรถเยอะมากวิ่งกันขวั่กไขว่ ท่าทางของมันเหลียวซ้ายแลขวาอ้าปากขู่รถที่วิ่งผ่าน ผมสังเกตุเห็นแผลบริเวณหางของมันซึ่งน่าจะโดนรถทับมีเลือดไหล แต่ผมเองก็ไม่สามารถจะเข้าไปช่วยมันได้และไม่สามารถหยุดรถเพื่อถ่ายภาพเพราะมันอยู่มุมถนนด้านในส่วนผมอยู่เลนด้านซ้ายเพราะปั่นจักรยาน

เมื่อเห็นแบบนี้ทำให้ผมคิดว่าโลกใบนี้มีสิ่งต่างๆมากมายที่ไม่สามารถเรียกร้องสิทธิในถิ่นที่อยู่เดิมของพวกมันได้เหมือนอย่างที่พวกเราที่เป็นมนุษย์เรียกร้อง พวกมันอยากปลอดภัย พวกมันอยากมีชีวิตที่ปกติได้มีพื้นที่ๆหากินแต่ทุกวันนี้เรารุกรานพวกมัน แย่งพื้นที่อาศัยพื้นที่หากินของพวกมันแถมบางคนยังตั้งข้อรังเกียจพวกมันเสียอีก



ดังนั้นต่อไปนี้เวลาไปปั่นจักรยานผมคงต้องระวังให้มากขึ้น ไม่ใช่แค่รถแต่คงต้องระวังเพื่อนร่วมโลกเหล่านี้ด้วย "เพราะฉันไม่อยากชนหรือเหยียบพวกนายหรอกเพื่อน"

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เราทุกคนคือเหยื่อ

เราทุกคนคือเหยื่อ

ผู้ที่ใช้จักรยานในชีวิตประจำวันนั้นที่จริงมีมานานแล้วและมีมาก่อนกระแสสังคมจักรยานแฟชั่นจะกำเนิดเกิดขึ้น พวกเขาเหล่านั้นใช้ชีวิตร่วมกันกับยานพาหนะชนิดอื่นได้โดยไม่ขัดเขิน ไม่ต้องเติมแต่งก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่ทุกวันนี้สังคมจักรยานแบบกระแสได้เข้ามาและพยามสร้างบทบาทเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหมายถึงโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Infrastructure)เพียงตอบสนองความต้องการทางไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) ของชีวิตเท่านั้น ไม่ได้มองถึงองค์ประกอบอื่นๆที่มากไปกว่านั้น

ผมเองใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน ไม่ได้มาจากการที่ผมโลกสวยหรือเพราะแฟชั่น แต่ผมใช้เพราะมันจำเป็นสำหรับผม เพราะมันทำให้ผมลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันที่แพงหูดับแบบไม่เกรงใจประชาชน ผมลุกขึ้นมาปั่นจักรยานและไม่เคยเรียกร้องว่ารัฐต้องมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ มีหลายคนที่ไม่พอใจและมองว่าผมไม่เข้าใจและถามว่าผมเป็นคนกลุ่มไหนในสังคมจักรยาน

สังคมจักรยานถูกแบ่งออกเป็นรูปแบบพีระมิดมีสามส่วน ส่วนยอดสุดที่มีจำนวนน้อยที่สุดคือกลุ่มนักแข่งขันจักรยาน กลุ่มตรงกลางคือกลุ่มที่เป็นสีสันของสังคมจักรยาน กลุ่มนี้รวมถึงกลุ่มที่ปั่นเพื่อสุขภาพ ปั่นตามเพื่อนๆคนรอบตัว หรือเพราะเขาฮิตฉันก็ฮิตด้วย ซึ่งหมายถึงกลุ่มแฟชั่นจักรยาน คนกลุ่มนี้จะจัดเต็มตั้งแต่รถจักรยาน เครื่องแต่งกายที่ราวกับจะไปแข่งตรูเดอฟร้อง นิยมปั่นเป็นกลุ่ม ปั่นไปถ่ายรูปเซลฟี่ไป ปั่นกันเฉพาะวันหยุดหรือเวลาเย็นๆเพื่อออกกำลังกายเท่านั้น และกลุ่มสุดท้ายที่เก่าแก่และมีจำนวนมากที่สุดที่อยู่ฐานล่างของพีระมิดนั่นคือ กลุ่มผู้ใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน

หลายคนสับสนและไม่เข้าใจว่ากลุ่มแฟชั่นกับกลุ่มผู้ใช้จักรยานในชีวิตประจำวันต่างกันอย่างไร มันต่างกันตรงที่ผู้ใช้ในชีวิตประจำวันเขาใช้จักรยานในการเดินทาง ไปธุระ ไปซื้อของ ไปส่งบุตรหลานไปโรงเรียน หรือใช้ไปทำงาน กลุ่มนี้จึงมีความคล้ายคลึงกับกลุ่มแฟชั่นและคนในกลุ่มแฟชั่นบางคนก็เปลี่ยนตัวเองมาเป็นคนกลุ่มนี้  ดังนั้นเข้าใจให้ตรงกัน ผมไม่ได้แบ่งคนสองกลุ่มนี้จากชนิดของจักรยาน ราคาของจักรยาน หรือเสื้อผ้าหน้าผมรวมถึงอุปกรณ์ แต่แบ่งตามลักษณะการใช้งาน ย้ำว่าแบ่งกันตามลักษณะการใช้งานไม่ใช่แบ่งที่การแต่งตัว ชนิดหรือราคาของจักรยาน


มาเข้าเรื่องโครงสร้างพื้นฐานกันต่อ โครงสร้างพื้นฐาน หรือสาธารณูปโภคพื้นฐานในส่วนนี้ผมหมายถึงเฉพาะถนนที่ใช้ในการคมนาคม เรามามองกันตามหลักความเป็นจริง ถนนในเมืองกรุงเทพมีความกว้างแบ่งช่องจารจรได้ 2-3ช่องทาง ซึ่งทุกวันนี้โดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วนรถมันก็เต็มทุกช่องจารจร เบียดกันจนกระจกข้างแทบจะเกี่ยวกัน แล้วอยู่มาวันหนึ่งพวกเราชาวจักรยานก็ลุกขึ้นมาบอกว่าพวกฉันปั่นจักรยานไม่สะดวก ปั่นแล้วเดี๋ยวรถชน ให้แบ่งช่องถนนออกมาเพื่อจักรยานหนึ่งช่อง บางคนก็บอกกว้าง1เมตร บางคนบอกจะเอา2เมตร ถามจริงๆเถอะครับ ไอ้ถนนที่มันมีอยู่ทุกวันนี้มันก็ไม่เพียงพอต่อการจารจรโดยยานพหนะหลักอยู่แล้ว จะให้แบ่งมาให้พวกเราที่ไม่ได้ใช้จักรยานเดินทางเพียงกี่คนมาใช้ มันคุ้มกันหรือเปล่า แล้วไปสอบถามคนที่เขาใช้ยานพาหนะชนิดอื่นหรือยังครับว่าเขารู้สึกเห็นด้วยหรือไม่ ที่ผ่านมาตีสีแบ่งเส้นเป็นช่องจักรยานผมถามจริงๆเคยมีคนเอาเครื่องมือไปนั่งกดนับแบบคนเข้าห้างน่ะ ลองดูสิครับว่าวันหนึ่งมันมีกี่คนที่ใช้จักรยานสัญจร เพราะผมทั้งปั่นจักรยาน ทั้งขี่มอเตอร์ไซด์ ทั้งขับรถยนต์ในกรุงเทพมายี่สิบกว่าปี ผมว่าผมนั่งเช้ายันเย็นเห็นจักรยานใช้กันไม่เกินสิบคันถ้าไม่มีการจัดอีเว้นท์นะ แล้วจะให้คนส่วนใหญ่เขาต้องเสียพื้นที่ในการสัญจรที่มีอยู่น้อยนิดอยู่แล้วให้หรือครับ
เหมือนกับที่บางคนบอกทางจักรยานที่มีมันไม่ดีปั่นไม่ได้ มีคนเอาของมาตั้งขวาง มีมอเตอร์ไซด์วิ่งสวน มีรถมาจอด ผมตอบให้ก็ได้ก็เพราะมันไม่มีจักรยานมาใช้ยังไงล่ะครับ บอกแล้วว่านั่งนับดูสินับแบบไม่ตอแหลไม่สร้างภาพแล้วดูสิครับว่าหนึ่งชั่วโมงมีจักรยานผ่านมาใช้กี่คน หนึ่งวันมีจักรยานใช้กี่คัน มันไม่มีเพราะบางคนที่เรียกร้องก็ไม่ได้ใช้จักรยานในการเดินทางในชีวิตประจำวันจริงๆเลยด้วยซ้ำ ผมกล้าพูดแบบนี้ผมพูดตรงๆใครจะคิดยังไงก็อยู่ตัวเขาเหล่านั้นว่าอยากจะโกหกตัวเองหรือสังคมมากแค่ไหนก็ตามใจเพราะมีบางคนถามว่าผมเป็นคนกลุ่มไหนในพีระมิด ผมอยากให้ถามว่าผมเห็นคนกี่คนใช้จักรยานเดินทางในชีวิตประจำวันจะดีกว่า แล้วย้อนกลับไปที่ตัวคนถามด้วยว่าใช้จักรยานแบบไหน ตอบตรงๆไม่ต้องโกหกแล้วคุณจะรู้เองว่าการไปเปียดบังพื้นที่การจารจรหลักนั้นมันจำเป็นหรือไม่

การที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐทำโน่นนี่นั่นผมจึงมองว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ตรงประเด็นนักหากกลุ่มที่เรียกร้องมองแค่ว่าฉันจะได้มีที่ปั่นจักรยานเป็นกลุ่มๆได้ มีที่ปั่นออกกำลังกายผมว่ามันผิดถนัดเลยล่ะ ถ้าอยากรวมกลุ่มปั่นจักรยานออกกำลังกายปั่นแถวบ้านก็ได้ ปั่นในตรอกในซอยหรือสวนสาธารณะแถวบ้านหรือบางหมู่บ้านมีพื้นที่มีสวนสาธารณะก็สามารถใช้ได้ไม่จำเป็นต้องให้รัฐไปตีสีขีดเส้นแบ่งถนนในการสัญจรหลักเฉพาะจักรยานหรอก ขืนทำแบบนั้นเกิดพวกขี่มอเตอร์ไซด์บอกผมอยากได้เลนมอเตอร์ไซด์เพราะวิ่งตามรถยนต์มันช้า มันอันตรายเดี๋ยวไปเกี่ยวกับรถยนต์แล้วล้ม วิ่งขวาก็ไม่ได้คุณตำรวจเขาจับทั้งที่รถมอเตอร์ไซด์ก็วิ่งได้เร็วไม่แพ้รถยนต์ยิ่งบิ๊กไบค์นี่วิ่งได้เร็วรถยนต์เสียอีก เป็นแบบนั้นคุณว่าเขามีสิทธิเรียกร้องไหมล่ะ ผมว่ามีนะ...และถ้าเขาเกิดรวมตัวกันเรียกร้องขึ้นมาแบบกลุ่มจักรยานแฟชั่นจะทำอย่างไร มันไม่ยุ่งตายห่ะเรอะครับ คนใช้มอเตอร์ไซด์มากกว่าคนใช้จักรยานแบบเทียบไม่ติดซะด้วย

ดังนั้นที่ผ่านมาผมพยามบอกกับทุกคนที่ผมรู้จักและที่มีโอกาสได้พูดคุยด้วยในเรื่องการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันว่า "จักรยานใช้ในการเดินทางได้ และมันอันตราย ไม่ต่างจากพาหนะชนิดอื่น เราจึงต้องมีความระมัดระวังเสมอ" สำหรับผมตราบใดที่ยังมีผู้ใช้จักรยานเดินทางในชีวิตประจำวันแทนยานพาหนะหลักเป็นจำนวนที่ไม่มากกว่าที่เป็นอยู่ มันก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงสร้างขนาดใหญ่เพราะที่ผ่านมามันเป็นการทำเพื่อการท่องเที่ยวมากกว่าใช้ในการสัญจรจริงๆ และถ้าอยากจะเริ่มให้สังคมไทยเป็นสังคมจักรยานมันต้องเริ่มต้นที่ระเบียบวินัยในการขับขี่ การเคารพกฏจารจร เคารพสิทธิของกันและกัน รู้จักแบ่งปันเอื้อเฟื้อกันในการสัญจร และหากจะทำก็ควรจะเริ่มที่จุดเชื่อมต่อถนนหรือทางข้ามทางกลับรถให้สะดวกและปลอดภัยขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องแบกจักรยานข้ามสะพานลอยทุกครั้ง(ตอนนี้ผมยังนิยมแบกจักรยานข้ามสะพานลอยเสมอ) ส่วนเส้นทางถนนหลักนั้นผมปั่นไปทำงานปั่นไปเที่ยวผมก็ไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็นปัญหา ปัญหาของผมมีอย่างเดียวคือเวลานี้คนบางกลุ่มเริ่มไม่พอใจคนที่ปั่นจักรยานบนถนนเสียแล้ว



ผมเขียนบทความนี้เพราะผมหมายความแบบนั้นจริงๆหากเราพร่ำเพ้อเรียกร้องให้รัฐทำอะไรๆเพื่อสนองตัญหาโดยไม่ยอมมองที่ความเป็นจริง สิ่งที่เราจะการตอบรับจากกระแสตรงนี้คือ การร่วมมือกันระหว่างรัฐ นักการเมือง และนักธุรกิจเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากกระแสชิ้นเนื้อนี้โดย "เราทุกคนคือเหยื่อ" เหยื่ออันโอชะสำหรับผู้ที่หวังเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากเรา จากกระแสสังคมที่เกิดโดยพวกเราผู้ที่ใช้จักรยาน ที่ไม่สามารถแยกแยะได้ระหว่างความจำเป็นพื้นฐานของสังคมส่วนใหญ่กับตัญหาส่วนตัว

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2558

ใช้จักรยานในเมืองอันตรายจริงหรือ?


ผมนั่งเถียงกับเพื่อนหน้าดำคร่ำเครียดเรื่องการใช้จักรยานบนถนน เพื่อนบอกว่าเมืองไทยร้อนจะตาย(ห่ะ) แถมรถก็เยอะไม่เหมาะกับการใช้จักรยานเป็นอย่างยิ่ง ส่วนผมก็บอกว่าก็เพราะรถมันเยอะจะตาย(ห่ะ)นั่นล่ะเลยต้องหันมาใช้จักรยาน และถ้าเราทุกคนคิดว่าเมืองไทยมันร้อนเลยต้องใช้รถยนต์ติดแอร์รถมันก็มีแต่จะเยอะขึ้นและก็ติดจะตาย(ห่ะ)เหมือนเดิม

เพื่อนผมมันก็บอกว่าก็ใช้มอเตอร์ไซด์ก็ได้นี่หว่า จักรยานมันอันตราย ผมก็ถามกลับไปว่า เคยเห็นข่าวรถมอเตอร์ไซด์คว่ำตายมั้ย เคยเห็นข่าวมอเตอร์ไซด์ถูกชนมั้ย เพื่อนผมก็บอกเคยสิเห็นบ่อยๆ ผมก็ว่านั่นน่ะสิ แล้วที่เพื่อน(มึง)บอกจักรยานมันอันตรายน่ะ ไอ้รถอื่นๆมันไม่อันตรายเรอะ ผม(กู)ไม่ได้บอกว่าจักรยานไม่อันตราย แต่จักรยานมันเคลื่อนที่ช้ากว่ามันก็อันตรายน้อยกว่าโดยทษฎีแต่ถ้ามันปั่นแบบโง่ๆอวดเก่งโชว์พาวแล้วโดนรถใหญ่สอยร่วงเป็นเศษเนื้อข้างเขียงหรือคุมรถไม่อยู่แหกโค้งล้มหัวกระแทกพื้นนั่นก็ถือว่ามันเปิดโอกาสให้อันตรายเข้ามาหามันเอง แต่ถ้าคุณเพื่อนคิดว่าปั่นเฉยๆก็อาจโดนรถใหญ่เชี่ยวชนได้ ถ้าแบบนั้นมันก็เหตุสุดวิสัยและมันไม่ได้เกิดกับจักรยานเท่านั้นแต่มันเกิดกับทุกคนไม่เว้นแม้นแต่คนเดินถนน ยืนรอรถเมล์หรือนั่งกินข้าวอยู่ข้างทาง

ดังนั้นถ้าจะสรุปเหตุการณ์แบบที่มีการชนกันของวัตถุสองสิ่ง เช่น รถยนต์กับจักรยาน หรือ จักรยานกับมอเตอร์ไซด์ มันก็ถือเป็นอุบัติเหตุ เพียงแต่เป็นอุบัติเหตุสองแบบ คือ

1.อุบัติเหตุจริงๆ ส่วนนี้มันเกิดขึ้นถึงแม้นว่าเรา(จักรยาน)หรือเขา(รถคู่กรณี)จะใช้ความระมัดระวังทั้งคู่ แต่ก็ยังเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้อาจจะเกิดแบบตรงๆระหว่าเรากับคู่กรณีหรือเราหรือคู่กรณีเป็นบุคลที่สามที่โดนหางเลขจากคนอื่น เช่น รถคันแรกเสียหลักชนคันที่สอง คันที่สองเลยเสียหลักมาชนเราหรือมีคราบน้ำมันหกบนถนนซึ่งกรณีแบบนี้มันสุดวิสัย มันก็เรียกว่าอุบัติเหตุจริงๆ

2.อุบัติเหตุที่มาจากการเปิดโอกาส ส่วนนี้ล่ะที่มันมีปัญหามากเพราะโดยหลักแล้วจักรยานเป็นยานพาหนะที่เดินทางได้ช้ากว่ายานพาหนะชนิดอื่น ดังนั้นหากคนใช้จักรยานไม่ทำเจ๋ง โชว์พาว ไม่เคารพกฎจารจร หรือไปปั่นต่อกันเป็นขบวนพาเรทเก่ะก่ะรถที่เขาเคลื่อนที่ได้เร็วกว่ามันก็เท่ากับว่าเป็นการกระทำที่เปิดโอกาสให้เกิดอุบัติเหตุนั่นเอง เพราะเมื่อคุณไปเก่ะก่ะแล้วเขาไม่สามารถหยุดได้ทันชนโครมหรือเฉี่ยวคุณล้มกลิ้ง คุณก็มาแหกปากโวยวายด่าทอยานพาหนะชนิดอื่น ผมมองว่าคนแบบนี้เป็นพวกเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจและเป็นกลุ่มที่ทำให้สังคมผู้ใช้รถส่วนใหญ่รังเกียจคนใช้จักรยานในที่สุด

ดังนั้นใช้จักรยานเดินทางในชีวิตประจำวันมันอันตรายมั้ย สำหรับผมมันอันตรายไม่ต่างกับการขี่รถมอเตอร์ไซด์แต่โอกาสที่จะเจ็บตัวนั้นมันน้อยกว่าเพราะสำหรับผมการเดินทางด้วยจักรยานมันคือความเนิบนาบเคลื่อนที่อย่างช้าๆ แต่ถ้าปั่นแบบแข่งสปีดเป็นพวกขาแรงตรูเดอฟร้อง อันนี้ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ช่วยไม่ได้และไม่สงสารด้วยเพราะตามกฎหมายและตามสามัญสำนึกของมนุษย์ต้องเข้าใจว่า"ไม่ว่าจะเป็นรถจักรยาน มอเตอร์ไซด์หรือรถยนต์ ถนนไม่ใช่สนามแข่งขัน"


วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2558

ปัญหาการปั่นจักรยานกับสายฝน

เมื่อวันก่อนมีฝนตกหนักลงมา ผมเองไม่ได้รู้สึกกังวลใจอะไรมากนักกับฟ้าฝนเพราะจะปั่นจักรยานตากฝนหรือตากแดดมันไม่มีอะไรที่ต้องกังวลสำหรับผม อาจจะเพราะผมชินกับการที่เมื่อก่อนผมขี่รถมอเตอร์ไซด์ตากแดดโต้ฝนมาเป็นสิบปีมันจึงเป็นเรื่องธรรมดา แต่กับนักปั่นบางท่านที่ไม่เคยต้องตากแดดโต้ฝนมาก่อนอาจจะมีบ่นกันบ้าง แต่เชื่อไหมครับวันที่ฝนตกหนักผมปั่นจักรยานไปเรื่อยๆผ่านสายฝนไปช้าๆและมีคุณป้าสองท่านใช้จักรยานแม่บ้านปั่นไปกางร่มไปไม่มีเสียงบ่นจากป้าทั้งสอง แต่นักปั่นที่ชอบบอกว่าฉันคือเทพหลายคนแหกปากโวยวาย เห็นแล้วขำการจะเป็นเทพนี่มันลำบากจริงๆ ดังนั้นผมเลยขอยกตัวอย่างปัญหาที่ผมได้ยินมาเมื่อยามฝนตกให้ฟังว่าปัญหาไหนมันแก้ได้

ปัญหาที่หนึ่ง มันเปียก(ฮา) อันนี้เราคงนี้ไม่พ้นหรอกก็ฝนมันตกมันก็ต้องเปียกแน่ๆถึงจะใส่เสื้อกันฝนก็เหอะ มันก็ต้องมีส่วนที่เปียกไม่ว่าจะมือ แขน ขา หน้า เอาล่ะอย่าไปสนใจเลยถ้าเราจะปั่นจักรยานเพราะมันไม่มีหลังคาคลุมกันฝนเหมือนรถยนต์ดังนั้นถ้ากลัวเปียกมากนักก็อย่าปั่นนอนกอดจักรยานอยู่ที่บ้านก็ไม่มีใครตำหนิอะไร เห็นมั้ยล่ะปัญหานี้ตัดไปได้แล้ว

ปัญหาที่สองมันที่มากับสายฝนนอกจากเรื่องเปียกแล้วก็ยังมีเรื่องของลมที่บางครั้งมันก็แรงเอาเรื่อง ลมแรงๆที่มาพร้อมสายฝนเม็ดเป้งๆนี่ล่ะเจ็บแสบชะมัดยิ่งบวกกับความเร็วของจักรยานที่ปั่นฝ่าไปด้วยนี่ อูยยยย...สุดยอด แต่ก็บอกเลยว่ามันไม่แสบเท่าตอนขี่มอเตอร์ไซด์ลุยฝนแน่นอนเพราะไอ้แบบนั้นน่ะ โอย...โครตแสบ ดังนั้นเรื่องนี้ผมก็ทนได้(ฮา)

ปัญหาที่สาม น้ำใจ...ปัญหานี้มันแก้กันยากมากและเป็นปัญหาที่ผมในฐานะคนใช้จักรยานเดินทางในชีวิตประจำวันต้องเจอ ไม่ว่าวันนั้นฟ้าจะใสอากาศจะดีโครตๆหรือฝนจะตกกระหน่ำจนน้ำท่วมห้างแบบเมื่อวันก่อน เพราะปัญหาเรื่องน้ำใจของผู้ใช้รถบนถนนกับจักรยานมันทำให้ผมลำบากใจที่สุด ในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึงผู้ใช้รถชนิดอื่นๆนิสัยแย่ฝ่ายเดียวนะครับ แต่ผมหมายถึงทั้งสองฝ่าย เพราะคนขี่จักรยานบางครั้งก็แย่และมีนิสัยห่วยแตกเห็นแก่ตัวและเข้าข้างตัวเองมากเสียจนน่ารำคานแม้นแต่ผมเองที่ใช้จักรยานก็ยังรังเกียจไอ้คนพวกนี้เลย

ดังนั้นสิ่งที่ผมคิดว่ามันคือปัญหาสำหรับการเดินทางด้วยจักรยานในชีวิตประจำวันของผมมันจึงไม่ใช่เรื่องของสภาพอากาศ เลนจักรยาน ที่จอดจักรยาน แต่มันมาจากนิสัยและพฤติกรรมการใช้ยานพาหนะของคนไทยต่างหาก การจะแก้ปัญหาของการใช้จักรยานให้ปลอดภัยไม่ใช่การสร้างเลนจักรยาน ทำแผนสวยหรูวิมานในอากาศ หรือการแหกปากโวยวายด่าทอฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ แต่มันต้องแก้ที่พฤติกรรม แก้ที่ความเข้าใจในเรื่องกฎหมาย การเคารพสิทธิของกันและกัน เคารพสิทธิของสังคมที่มีทั้งพฤตินัยและนิตินัย ซึ่งเรื่องพื้นฐานจากจิตใจนี่ล่ะครับที่มันจะทำให้สังคมในการเดินทางสัญจรปลอดภัยจริงๆ เพราะถ้าแก้ไม่ได้ก็ไร้ความหมายเพราะคนพวกนี้ก็จะไม่เคารพกฏ ไม่มีมารยาท และไร้ระเบียบวินัย เหมือนที่ผ่านๆมานั่นล่ะ

ดังนั้นที่ผมใช้จักรยานเดินทางในชีวิตประจำวันผมจึงไม่เคยเรียกร้องให้มาสนใจ ผมแค่ขอให้เข้าใจกันก็พอแล้ว เพราะถ้าเราอยู่บนพื้นฐานของการเข้าใจกัน เอื้ออาธรกัน และแบ่งปันกัน สังคมนั้นก็จะไร้ปัญหาไปเอง




วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2558

ปั่นจักรยาน ใช้สมองมากกว่าใช้ขา

การปั่นจักรยานไม่ใช่คิดแต่จะรู้จักแต่ยี่ห้อจักรยานว่ายี่ห้อไหนถูกยี่ห้อไหนแพง สนใจแต่อุปกรณ์ตกแต่งว่าอันไหนเท่อันไหนหรูแต่ที่เราควรต้องรู้คือตัวเราเองเพราะจักรยานมันเป็นทั้งพาหนะที่ใช้ในการเดินทางในชีวิตประจำวัน ใช้ในกิจกรรมสันทนาการในการออกกำลังกายรวมถึงใช้ในการแข่งขัน แต่ทั้งหมดมันมีอยู่อย่างหนึ่งที่คนปั่นจักรยานต้องใช้เหมือนๆกันนั่นก็คือ "แรงของตัวเราเอง ในการขับเคลื่อนจักรยาน"

ดังนั้นการปั่นจักรยานจึงควรรู้จักแรงของเราให้มากที่สุด ไม่ว่าคุณจะปั่นจักรยานแบบสันทนาการหรือจะเป็นนักแข่งก็ไม่ต้องบ้าพลัง ไม่ต้องโชว์พาวอะไร ปั่นไปตามกำลังของคุณและรู้จักยืดหยุ่นกำลังของคุณเพื่อให้ร่างกายรับได้ ไม่ใช่ตะบี้ตะบันปั่นโชว์ความเป็นขาแรง ที่ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพราะช่วงนี้ผมเห็นข่าวบ่อยครั้งเรื่องผู้ใช้จักรยานประสบอุบัติเหตุจากการโชว์ความเป็นขาแรงแต่สติไม่ค่อยมีทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง และบางรายถึงขั้นเสียชีวิต และบางคนก็โชว์พลังมาเกินไปไม่ดูว่าสภาพร่างกายรับได้หรือไม่ สุดท้ายก็น็อค

"ไม่ได้เป็นโปรจักรยานแล้วเสือกเขียนเรื่องจักรยานทำไม" หลายคนอาจจะสงสัยแต่ที่ผมเขียนเรื่องพวกนี้ผมเขียนในฐานะที่ผมเป็นนักกีฬามาก่อนเคยเล่นกีฬาทั้งประเภททีมและกีฬาบุคล เคยลงแข่งขันกีฬาตั้งแต่ระดับโรงเรียนจนถึงระดับประเทศมาแล้ว (กระซิบนิดๆก็ได้ว่าผมเคยเป็นแชมป์ประเทศไทยในกีฬาที่ผมแข่งขันถึงสามสมัย)

ถึงแม้นกีฬาที่ผมเคยแข่งขันจะไม่ใช่จักรยานแต่ผมก็มองว่าการออกกำลังกายการเล่นกีฬาไม่ว่าจะประเภทไหนมันก็มีหลักการในการใช้พละกำลังที่คล้ายกัน ดังนั้นคุณต้องรู้จักร่างกายของคุณให้มาก ต้องรู้ให้เยอะกว่ายี่ห้อรถจักรยาน รู้ให้มากกว่าของประดับตกแต่ง ไม่ต้องสนใจเรืองเครื่องทรงเครื่องประดับให้มากนักแต่ให้สนใจเรื่องตัวเอง มองดูว่าคุณเป็นใคร อายุเท่าไหร่ มีโรคประจำตัวหรือไม่ ดังนั้นกฏเหล็กของนักกีฬาที่ดีคือ "ต้องรู้จักร่างกายตัวเอง" คุณต้องยืดหยุ่นร่างกายให้เป็น รู้จักการควบคุมระบบการหายใจ และต้องสังเกตกล้ามเนื้อของคุณทุกส่วนว่ามันมีอาการผิดปกติหรือไม่ ถ้ามี...อย่าฝืน อย่าดันทุรัง คนเก่งคือคนที่ยืนอยู่ได้นานกว่า ไม่ใช่คนที่ถึงแล้วตายก่อน

ดังนั้นหากคุณปั่นจักรยานไม่ว่าจะเป็นเพื่อการเดินทางในชีวิตประจำวันหรือเพื่อสันทนาการหรือการแข่งขัน คุณต้องรู้จักการบริหารจัดการแรงอย่างมีประโยชน์ รู้จักออมแรงเมื่อถึงจุดที่ต้องออม ไม่ใช่มีเท่าไหร่ปล่อยหมด สมัยที่ผมแข่งขันกีฬานั้นผมจะไม่รุกหนักคู่ต่อสู้แต่ผมจะค่อยๆเดินเข้าหาและถอยออกมาเป็นบางจังหวะเพื่อถนอมแรงตัวเองเอาไว้และปล่อยมันออกไปเมื่อถึงเวลาและมีเป้าหมายที่ชัดเจนและหยุดเมื่อรู้สึกว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะใช้กำลังของเรา

ในฐานะที่ผมเคยเล่นกีฬามาก่อนผมจึงจะบอกว่าไม่ว่ากีฬาชนิดไหนความเก่งกาจของนักกีฬามันมาจากพลังสองส่วน ส่วนที่หนึ่งคือพลังร่างกาย แต่ส่วนที่สองที่สำคัญคือ "พลังสมอง" ดังนั้นรู้จักใช้มันให้มากๆครับเพื่อตัวคุณเอง


วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2558

เหนื่อยนักก็พักก่อน

หลายครั้งที่ผมเดินทางด้วยจักรยาน ผมจะเจอคำถามว่า"ปั่นมาจากไหน?แล้วจะไปไหน?เหนื่อยมั้ย?" มีเพื่อนผมหลายคนมองว่าผมจะปั่นจักรยานทำไมไกลๆให้เหนื่อย ทำไมไม่เอาจักรยานใส่รถยนต์มาแล้วค่อยไปปั่นแถวสถานที่เราไปท่องเที่ยวก็ได้ที่จริงผมทำแบบนั้นก็ได้ครับ แต่ผมชอบที่จะปั่นเดินทางโดยเริ่มต้นล้อหมุนจากหน้าบ้านไม่ใช่จากปากทางที่พัก เพราะมันให้ความรู้สึกว่าเรากำลังปั่นจักรยานท่องเที่ยวจริงๆไม่ใช่เอาจักรใส่รถไปปั่นเล่น

ดังนั้นหากผมเจอคนถามว่าปั่นจักรยานทางไกลแบบนี้ไม่เหนื่อยหรือ หากจะตอบว่าไม่เหนื่อยก็ดูจะดัดจริตเพราะความจริงมันเหนื่อยจนถึงเหนื่อยมาก แต่หากเราปั่นแบบรู้จักประเมินกำลังตัวเองรู้จักพักร่างกาย ระยะทางมันก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร


การปั่นจักรยานท่องเที่ยวไม่ว่าระยะทางจะไกลแค่ไหนก็ไปถึงแค่ยึดหลักง่ายๆว่า "เหนื่อยก็พัก ไม่ไหวก็หยุด" ซึ่งประสบการ์แบบนี้มันสนุกจริงๆแต่คุณต้องลองด้วยตัวเอง "ไปขี่จักรยานเที่ยวกันนะครับ"

วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ปั่นจักรยานเที่ยว น้ำฟ้าป่าเขา

ใกล้เทศกาลปีใหม่ ผู้คนส่วนมากก็เริ่มวางแผนที่จะท่องเที่ยวกันและแน่นอนผมก็เป็นหนึ่งในคนจำนวนนั้นเพียงแต่ผมวางแผนเอาไว้ว่าจะไม่ไปเที่ยวช่วงปีใหม่แต่ผมจะไปก่อนวันหยุดยาวสิ้นปีเพราะผมไม่ต้องการที่จะไปเจอกับฝูงมนุษย์ที่แออัดกันอยู่บนท้องถนนและแหล่งท่องเที่ยวเพราะผมตั้งใจจะปั่นจักรยานไปเที่ยวและกางเต็นท์นอนเพื่อพักสมองให้สงบดังนั้นผมไม่อยากจะไปเจอสภาพที่เรียกกันว่า"สลัมเต็นท์" ก่อนที่จะต้องกลับมาลุยงานในช่วงปีใหม่นั่นเอง ดังนั้นผมจึงเลือกสถานที่ไม่ไกลจากกรุงเทพมากนักเพื่อจะได้มีเวลาเดินทางโดยไม่ต้องเร่งรีบผมจึงตัดสินใจปั่นจักรยานไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาสามหลั่น จังหวัดสระบุรี และก่อนออกเดินทางผมพยามเลือกเส้นทางที่ไม่ใช่ถนนหลักแต่พยามเลือกถนนรองหรือทางหลวงชนบทเพื่อเลี่ยงการเจอกับรถใหญ่ หลังจากกำหนดสถานที่และเส้นทางในการปั่นแล้วเย็นวันอาทิตย์หลังจากกลับมาจากการทำงานผมก็เก็บของขึ้นหลังเจ้าปรอทเตรียมพร้อมเดินทางในวันรุ่งขึ้น เช้าวันจันทร์22ธันวาคม เวลา 7.00น. ล้อเจ้าปรอทพาหนะเดินทางในทริปนี้ของผมก็หมุนออกจากบ้านพักย่านรามอินทรามุ่งหน้าเข้าจังหวัดสระบุรีโดยปั่นมาเรื่อยๆมุ่งออกทางสายไหมและตัดเข้าทางหลวงชนบท3010และทางหลวงชนบท1021ก่อนมุ่งหน้าเข้าสู่ถนนพหลโยธินตรงไปเรื่อยๆผ่านวังน้อยอยุธยาผ่านหินกองและเลี้ยวเข้าวัดพระฉายและจากวัดพระฉายผมมุ่งหน้าต่อไปอีก3กิโลก็เข้าสู่อทุยานแห่งชาติเขาสามหลั่น

**ชมคลิปกันก่อนครับ**





ภาพบรรยากาศระหว่างปั่นจักรยานเที่ยวในทริปนี้
"เส้นทางสวยแปลกตา"








"หออัครศิลปิน"


ผมมาถึงอุทยานก็ราวบ่ายสามโมงซึ่งช้ากว่าที่ผมกำหนดเอาไว้หลายชั่วโมงเพราะระหว่างทางผมแวะลั่นล้าไปเรื่อยปั่นแบบกินลมชมวิวแวะกินแวะถ่าบรูปแวะเข้าไปปั่นเที่ยวบริเวณหออัครศิลปิน แวะคุยกับชาวบ้านข้างทางแม่ค้าขายกาแฟสดและคุยกับคุณตำรวจที่กวักมือเรียกผมเข้าสอบถามด้วยความห่วงใยเพราะบริเวณหินกองมีการปรับปรุงถนนอยู่และปิดเลนด้านหนึ่งอีกทั้งมีรถบรรทุกวิ่งกันเยอะก็ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจครับ หลังจากมาถึงอทุยานแห่งชาติเขาสามหลั่นผมก็มองหาที่กางเต็นท์เพราะที่นี่้เราสามารถเลือกจุดกางเต็นท์ได้ตามสะดวกแต่ผมเลือกกางในพื้นที่โล่งๆใกล้กับศูนย์อำนวยการนักท่องเที่ยวใกล้ห้องน้ำและไม่อยู่ใต้ต้นไม้เพราะช่วงนี้ลมแรงกิ่งไม้อาจจะหักโค่นลงมาไม่สนุกแน่ถ้ามาโดนกิ่งไม้หักโค่นทับเต็นท์ขณะกำลังนอนหลับ โดยระหว่างนั้นมีเจ้าหน้าที่อุทยานชื่อพี่โต้งแกเข้ามาสอบถามว่าผมทานอะไรมาหรือยังเพราะร้านค้าสวัสดิการที่นี่ปิดผมก็เลยบอกว่าผมไม่ได้เตรียมอาหารมาเพราะก่อนมาผมหาข้อมูลเขาบอกว่าที่นี่มีร้านค้าสวัสดิการ(เป็นความประมาทของผมเอง)แกก็ใจดีครับเอาข้าวเหนียวกุนเชียง น้ำเย็นหนึ่งขวดและกล้วยน้ำหว้าอีกครึ่งหวีเพื่อรองท้องผมจะให้เงินตอบแทนก็ไม่รับบอกไม่เป็นไรเพราะแกก็เป็นชอบปั่นจักรยานเหมือนกัน แถมตอนเย็นแกก็ยังออกไปซื้อข้าวผัด กาแฟและขนมมาให้ผมอีกน้ำใจงามมากๆครับ
"พี่โต้งเจ้าหน้าที่อุทยาน"

"พี่สมคิดเจ้าที่พิทักษ์ป่า"
"ข้าวเหนียวกุนเชียงช่วยชีวิต"





เช้าวันรุ่งขึ้นผมตื่นขึ้นมาแต่เช้ามืดออกมายืนสูดอากาศบริสุทธิ์ที่กำลังเย็นสบายซึ่งไม่พบเจอในกรุงเทพ ลุงสำเนียงยามก่ะกลางคืนของอุทยานก็เข้ามาชวนผมคุยเรื่องต่างๆมากมาย ลุงแกเป็นคนพูดเก่งครับเล่าเรื่องราวต่างๆให้ผมฟังเยอะโดยเฉพาะประวัติของอุทยานแกจำได้หมดว่าเปิดเมื่อไหร่เป็นสวนป่าปีไหนเป็นวนอุทยานปีไหนและเป็นอุทยานปีไหนมีหัวหน้าอุทยานมาแล้วกี่คนชื่ออะไรบ้างและลุงแกยังบอกผมอีกว่าอทุยานแห่งชาติเขาสามหลั่นนี้เป็นอุทยานที่มีขนาดเล็กที่สุดในประเทศไทยและยังมีอีกหลายเรื่องที่แกเล่าให้ผมฟังแกเป็นคนพูดเก่งมากแต่แปลกที่แกบอกตลอดว่าผมพูดเก่งทั้งที่จริงผมเป็นคนฟังซะมากกว่า(ฮา) พอตะวันเริ่มส่องแสงผมก็ปั่นจักรยานออกมาจากอุทยานโดยตั้งใจจะขึ้นไปเที่ยวเขาพระพุทธฉาย สำหรับพระพุทธฉายนั้นเป็นภาพสีของสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า มีลักษณะเป็นเงาสีแดงคล้ายประภามณฑล หรือรัศมีโดยรอบพระพุทธรูป คล้ายสีดินเทศ มีความสูงประมาณ 5 เมตร ปรากฏประทับติดอยู่กับชะง่อนหน้าผาสูงบริเวณเชิงเขาปถวี ประดิษฐานอยู่ในมณฑป ณ เงื้อมเขามาฎะกะ (เขาช่องลม) ค้นพบสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ซึ่งค้นพบพร้อมกับรอยพระพุทธบาทที่สระบุรี ในบริเวณใกล้เคียงมีมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทเบื้องขวามณฑปหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าเสือและมีต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่อัญเชิญมาจากลังกา เมื่อ พ.ศ. 2492 ทุกปีจะมีงานนมัสการพระพุทธฉายพร้อมกับงานนมัสการรอยพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรี แต่น่าเสียดายช่วงที่ผมไปนั้นยังเช้าอยู่ผมไม่ได้เข้าไปถ่ายภาพรอยพระฉายเพราะเขาบอกยังไม่เปิดผมจึงเดินขึ้นไปบนยอดเขานัมัสการรอยพระบาทซึ่งตอนผมไปยังไม่เปิดเหมือนกันแต่โชคดีมีเจ้าหน้ากำลังทำความสะอาดบริเวณนั้นอยู่เขาจึงเปิดให้ผมเขาไปนมัสการรอยพระพุทธบาท











หลังจากเดินเที่ยวในเขาพระฉายพร้อมกับถ่ายภาพวิวสวยๆและเจ้าจ๋อที่อาศัยอยู่บริเวณวัดพระฉายแล้วผมก็เดินทางกลับมาที่อุทยานเพื่อที่จะขึ้นไปเที่ยวบริเวณน้ำตกเขาสามหลั่น สำหรับการมาเที่ยวน้ำตกเขาสามหลั่นในช่วงนี้นั้นไม่มีน้ำเรียกว่าน้ำแห้งเลยก็ได้ผมได้รับคำตอบจากพี่โต้งว่าที่น้ำแห้งเพราะอ่างเก็บน้ำด้านหน้าอุทยานแตกตั้งแต่ปี54เมื่อคราวน้ำท่วมใหญ่ประเทศไทยนั่นล่ะครับ แต่ทางอุทยานยังไม่ได้งบประมาณมาซ่อมแซมจึงทำให้ไม่สามารถกักน้ำไว้ได้ในฤดูฝน แต่พี่โต้งก็บอกว่าปีหน้าอุทยานอาจจะได้งบประมาณมาพัฒนาพื้นที่และซ่อมแซมอ่างเก็บน้ำซึ่งก็จะเร่งทำถ้าได้งบมา และระหว่างที่ผมกำลังเดินถ่ายภาพน้ำตกเขาสามหลั่นอยู่ผมก็เจอกับพี่สมคิดเจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยานเดินลงมาจากบนยอดเขาและพี่เขาก็แนะนำให้ผมเดินขึ้นต่อไปอีกจะมีอ่างเก็บน้ำเขาสามหลั่นซึ่งตอนนี้พวกพี่สมคิดกำลังปรับปรุงตัดถางต้นกระถินยักษ์ออกเพื่อปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและกางเต็นท์ซึ่งเมื่อผมเดินขึ้นไปก็ต้องบอกว่าสวยจริงครับและมีร่องรอยการตัดต้นไม้ถางหญ้าเพื่อเปิดพื้นที่ของพี่สมคิดตลอดแนวถ้าทำเสร็จผมว่าที่นี่คือจุดกางเต็นท์ที่น่ามาพักผ่อนมากเพราะอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ นอกจากนั้นพี่สมคิดกับเพื่อนๆเจ้าหน้าที่ยังบอกกับผมว่าที่เขาสามหลั่นนั้นมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจและอยากให้รัฐบาลพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ นั่นก็คือรอบเขาสามหลั่น เขาแดง จะมีแนวบังเกอร์ของกองทัพญี่ปุ่นในยุคสงครามโลกครั้งที่สองอยู่ ซึ่งถูกขุดเอาไว้เป็นหลุมเพาะรอบทั้งเขา แต่ละหลุมมีความลึกท่วมหัวและมีร่องรอยการเอาท่อนไม้มาปิดแนวหลุมไว้เพื่อกันไม่ให้ทหารสัมพันธมิตรเห็นอีกทั้งแต่ละแนวจะยาวเชื่อมกันมีจุดที่เป็นป้อมปืนที่ซุกซ่อนอยู่ในโพรงหินซึ่งปากกระบอกปืนจะจ่อไปทางกรุงเทพและอยุธยานอกจากนั้นพวกพี่เขายังบอกว่าในสมัยก่อนสามารถมองได้ไกลถึงรังสิตพื้นที่นี้จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่กองทัพญี่ปุ่นมาตังไว้นั่นเอง เสียดายที่ผมเซฟรูปและคลิปวีดีโอมาจากคอมของพี่สมคิดไม่ได้แต่ก็บอกกับแกว่าไว้มีโอกาสผมจะให้เขาพาขึ้นไปดูแนวบังเกอร์เหล่านั้นพี่สมคิดบอกว่าเวลานี้บางหลุมก็โดนชาวบ้านไปรื้อขโมยไม้ที่ปิดปากหลุมไปทำให้ดินถล่มถมหลุมจนตื้นบางแห่งก็มีการขุดเอาของใช้ทหารญืี่ปุ่นไปขายซึ่งน่าเสียดายมากและยังบอกว่าที่บริเวณนั่นทุกปีจะมีชาวญี่ปุ่นเดินทางมาเพื่อสักการะดวงวิญญาณของบรรพบุรุษพวกเขา
"อ่างเก็บน้ำเขาสามหลั่นที่กำลังพัฒนาเพื่อเป็นจุดกางเต็นท์"


ผมเดินกลับลงมาจากอ่างเก็บน้ำเขาสามหลั่นก็มาเจอกับคณะของเด็กๆจากโรงเรียนพระฉายที่มาเข้าค่ายธรรมะกันกำลังส่งเสียงเจี้ยวจ้าวทำให้เริ่มมีความรู้สึกเหมือนกับที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาอีกครั้งเพราะตลอดวันที่ผมมาถึงมีเพียงผมคนเดียวหัวโด่ที่เป็นนักท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่อทุยานบอกกับผมว่าส่วนมากคนมาเที่ยวจะถามก่อนเลยว่าน้ำตกมีน้ำมั้ยพอบอกไม่มีน้ำก็จะกลับกันไม่เข้ามาเที่ยวทำให้ที่นี่มีคนเข้ามาเที่ยวค่อนข้างน้อยนั่นเอง แสงตะวันเริ่มอ่อนลงผมปั่นเจ้าปรอทออกไปหาอะไรกินนอกอุทยานเช่นเดิมเพราะร้านค้าสวัสดีการที่นี่ปิด(ก็ไม่มีนักท่องเที่ยวนี่นา)ก่อนจะกลับมาอาบน้ำและเตรียวตัวนอนพักผ่อนเพราะพรุ่งนี้ผมจะเดินทางกลับบ้าน แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรลุงสำเนียงก็มาเข้าเวรพร้อมหอบหมอนและผ้าห่มมาให้เพราะกลัวผมหนาวและเริ่มชวนผมคุยอีก กว่าผมจะร่ำลาขอตัวแกได้ก็เกือบสามทุ่ม และแกก็ทิ้งท้ายว่า "ผมคุยเก่ง (ฮา)"

เช้ารุ่งขึ้นผมร่ำลาอุทยานแห่งชาติที่เล็กที่สุดในประเทศในช่วงสายๆ และปั่นออกมาพร้อมกับรอยยิ้มในใจแม้นที่นี่จะเล็กและไม่สวยเด็ดเหมือนอุทยานที่มีชื่อเสียงแต่ก็มีน้ำใจมากมายจากเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งนี้ ไว้มีโอกาสผมจะกลับมาเยี่ยมเยียนที่นี่อีกโดยเฉพาะเรื่องบังเกอร์ของทหารญี่ปุ่นที่ผมยังอยากจะไปดูด้วยตาของตัวเอง สายลมเย็นๆพัดผ่านตัวผมไปล้อจักรยานยังหมุนต่อไปเรื่อยๆเช่นเดียวกับชีวิตของเราที่ยังคงต้องหมุนเดินต่อไป
**ชมภาพถ่ายจากทริปนี้ได้ที่นี่นะครับ**



วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

รีวิวกล้อง Action Camera ราคาถูกสำหรับนักปั่น

สำหรับนักปั่นจักรยานในยุคดิจิตอลนี้การถ่ายภาพตัวเองหรือการถ่ายเหตุการณ์ขณะปั่นจักรยานดูจะเป็นเรื่องราวที่หลายคนชื่นชอบ เพราะมันเหมือนได้บันทึกเรื่องราวส่วนหนึ่งของชีวิตเอาไว้เป็นรูปภาพเป็นภาพเคลื่อนไหว ผมเองก็ชอบการถ่ายภาพไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหวและผมเคยลองใช้มือถือถ่ายภาพวีดีโอขณะปั่นจักรยานแม้นไฟล์ภาพวีดีโอที่ทำออกมาจากกล้องมือถือ(ของผม)จะไม่ขี้เหร่แต่ก็ค่อนข้างที่จะไม่สะดวกเพราะผมไม่มีอุปกรณ์เสริมในการช่วยจับยึดกล้องเอาไว้ให้ติดกับตัวรถ ดังนั้นผมจึงมองหากล้องที่จะเอามาถ่ายวิดีโอได้และยึดติดกับรถจักรยานได้ซึ่งเมื่อลองไปหาดูก็พบว่ามันมีราคาที่แตกต่างกันมากทั้งถูกและแพง สำหรับคนกระเป๋าเบาแบบผมตัวเลือกจึงไปตกอยู่กับกล้อง Action Camera ราคาถูก ดังนั้นเพื่อไม่ให้เสียเวลาผมจัดการสั่งซื้อมาทันที เย้...




หลังจากซื้อกล้องมาเรียบร้อยคราวนี้ผมก็มาแก่ะกล่องทดสอบกันเลยว่ามันจะดีเยี่ยมแค่ไหน หรือว่าห่วยตามราคา อ้อ...ลืมไปครับ ข้างๆกันคือ Power Bank อันนั้นซื้อมาพร้อมกันเอาไว้มีโอกาสจะมารีวิวอีกครั้ง
เอาล่ะครับหลังจากได้กล้องมาผมก็แก่ะกล่องเลย ภายในกล่องมีตัวกล้องและอุปกรณ์เสริมเพื่อใ้งานในรูปแบบต่างๆ อันแรกคือสายชาต์จ อันที่สองคือแคสกันน้ำ(อันนี้ล่ะตัวเหตุผลหลักที่ผมสนใจและเลือกซื้อกล้องนี้)อันที่สามคือตัวยึดติดแฮนด์จักรยาน(นี่ก็เหตุผลหนึ่งที่ผมซื้อ) อันที่สี่คือตัวยึดกับกระจกหรือคอนโซลรถยนต์รวมถึงยึดติดกับหมวกกันน็อคมอเตอร์ไซด์แต่ผมไม่ได้ลองติดกับหมวกกันน็อคมอเตอร์ไซด์นะครับ คือผมเกรงว่ามันจะปลิวไปกับแรงลมก่อน(ฮา)เพราะตัวยึดติดมันเป็นแค่ตัวยางดูดอากาศแต่ถ้าติดคอนโซลหน้ารถยนต์หรือบนหน้าปัดรถมอเตอร์ไซด์ไม่มีปัญหาเพราะผมลองติดกับรถยนต์และมอเตอร์ไซด์ของผมมาแล้วติดได้สบายๆครับ อันสุดท้ายเป็นที่ติดกับหมวกจักรยานเป็นแบบสายรัดคล้องลงในรูระบายอากาศของหมวกจักรยานผมลองดูแล้วติดได้แน่นหนาทีเดียว อ้อ..และอีกชิ้นผมลืมถ่ายภาพมาด้วยจะเป็นเคสสำหรับกล้องเพื่อติดกับอุปกรณ์ขาเสริมต่างๆ

"กล้องเมื่อใส่เคสปกติ"

"กล้องเมื่อใส่เคสกันน้ำ"


เอาล่ะครับคราวนี้เรามาลองดูประสิทธิภาพของกล้องตัวนี้คร่าวๆตามที่โรงงานระบุบมาก่อนนะครับ มันบันทึกภาพถ่ายต่างๆลงในหน่วยความจำภายนอกด้วย micro SD card รองรับได้สูงสุด32 GB ไฟล์ภาพที่ถ่ายเป็นภาพนิ่งจะเป็น JPEG ความละเอียดภาพ 5.0 Mega Pixels พร้อมระบบซูมดิจิตอล 4x พร้อมหน้าจอสีขนาด2นิ้วระบบทัชสกรีน บันทึกไฟล์วีดีโอแบบ AVI ที่ความละเอียดสูงสุด 720P ที่23-31 เฟรม/วินาทีและในระบบ VGA ที่ 640x480 Pixels ที่49-63เฟรม/วินาที ส่วนไมค์ของกล้องรุ่นนี้เป็นแบบ Built-in แปลว่ามันบันทึกเสียงได้ และมีน้ำหนักเพียง48กรัม หมดปัญหาเรื่องหนักหัวได้เลยหากเราเอากล้องไปติดบนหมวกจักรยาน สำหรับพลังงานของกล้องตัวนี้เป็นแบตแบบลิเธียมขนาด 440 mAh และเปิดบันทึกต่อเนื่องได้90นาทีหรือจนกว่าหน่วยความจำจะเต็ม เอาล่ะครับทราบรายละเอียดกันบ้างแล้วคราวนี้ไม่ต้องเสียเวลามาทดสอบประสิทธิภาพของกล้องตัวนี้เลยดีกว่าครับ ผมเริ่มจากการถ่ายภาพนิ่ง เผื่อเพื่อนๆท่านไหนที่ชอบแชลฟี่คิดว่าจะกล้องตัวนี้ไปใช้งานในการถ่ายภาพนิ่งหรือแชลฟี่ตัวเองล่ะก็มองข้ามมันไปเลยครับเพราะไฟล์ภาพที่ผมลองถ่ายออกมานั้นอยู่ในระดับกล้องมือถือยุคต้นๆ
"ไฟล์ภาพถ่ายจากกล้อง Action Camera"
"ไฟล์ภาพถ่ายจากกล้อง Action Camera"
คราวนี้เรามาลองดูประสิทธิภาพของการบันทึกด้วยเคสกันน้ำของกล้องรุ่นนี้แต่ขอบอกก่อนนะครับว่าเจ้าเคสกันน้ำตัวนี้เขาระบุบมาข้างกล่องแค่ว่า drive shooting แต่ไม่บอกว่ามันลงน้ำได้ลึกเท่าไหร่และส่วนตัวผมก็มองว่าลึกสักเมตรนี่ก็เกินคาดแล้วครับเพราะแรงดันของน้ำยิ่งลึกยิ่งมาก และเพื่อความชัดเจนว่ามันกันน้ำได้ในกรณีที่นักปั่นจักรยานทั้งหลายต้องลุยแอ่งน้ำลุยฝนที่ตกลงมาหนักๆผมจึงเอามันลงไปทดสอบถ่ายภาพในตู้ปลาขนาด24นิ้ว ซึ่งผลออกมาก็คือมันกันน้ำได้100%ครับ ไม่มีน้ำรั่วเข้าไปในกล้องตรงจุดนี้ผมว่าโอเคเลยล่ะ หลังจากนั้นผมก็ลองทดสอบบันทึกวีดีโอโดยติดไว้กับเจ้าปรอทจักรยานคันเก่งของผมโดยบันทึกในความละเอียดสูงสุดที่720p สำหรับกล้องรุ่นนี้มีระบบบันทึกวีดีโออยู่สองโหมดนะครับ นั่นคือโหมดขับรถและโหมดวีดีโอ ซึ่งจะต่างกันคือ โหมดขับรถจะสามารถบันทึกได้เพียง5นาที กล้องก็จะตัด ส่วนโหมดวีดีโอมันสามารถบันทึกต่อเนื่องได้จนกว่าแบตจะหมดหรือหน่วยความจำเต็ม ซึ่งมันก็ดีเสียต่างกันไปเพราะถ้าตัดทุก5นาทีข้อดีคือมันประหยัดพลังงาน แต่ข้อเสียคือบางครั้งมันทำให้อารมณ์เราปูดได้เพราะฟิลลิ่งมันไม่ต่อเนื่อง(ฮา) ส่วนระบบเสียงในการบันทึกก็พอใช้ได้ครับแต่ไม่ถึงกับดี และถ้าใครอยากบันทึกเสียงตัวเองขณะปั่นจักรยานก็พอจะได้แต่อย่าเอากล้องใส่เคสกันน้ำแล้วบันทึกเสียงพูดนะครับเพราะมันจะแทบจะไม่ได้ยินเสียงเราเนื่องจากเศสมันปิดสนิทด้วยยางกันน้ำทำให้เสียงพูดไกลๆลอดเข้าไปยาก หลังจากลองบันทึกและนำวีดีโอมาตัดต่อดูแล้วต้องบอกว่าคุณภาพของไฟล์ภาพไม่ว่าจะภาพนิ่งหรือวีดีโออยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้สำหรับการบันทึกภาพเหตุการณ์ประทับใจจากกิจกรรมที่เราชื่นชอบในราคาต้นทุนที่ไม่หนักกระเป๋าจนเกินไป

"ภาพvdoจากกล้องขณะปั่นจักรยาน"

"ภาพvdoจากการบันทึกในตู้ปลา"




วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ปั่นจักรยานอ้อยอิ่ง ชมทุ่งดอกทานตะวัน

จั่วหัวมาแบบนี้เพื่อนๆหลายคนอาจจะคิดว่าผมไปปั่นจักรยานชมทุ่งดอกทานตะวันแถวๆลพบุรีเป็นแน่ แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ครับ เพราะที่ผมปั่นชมทุ่งดอกทานตะวันแถวๆบ้านผมในกรุงเทพนี่ล่ะไม่ได้ไปไกลถึงลพบุรีเลย(ฮา)



กรุงเทพมหานครช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นสบายขึ้นมาบ้างทำให้การปั่นจักรยานไปทำงานตอนเช้าของผมมีความรู้สึกสบายๆ โดยเฉพาะเมื่อได้ปั่นผ่านแถวหมู่บ้านที่ผมอยู่ทำให้มีความรู้สึกว่าเฮ้ย...ถึงเราไม่มีเวลาออกไปเที่ยวต่างจังหวัดแต่เราก็มีฟิลลิ่งของต่างจังหวัดและทุ่งดอกทานตะวันด้วย เพราะที่หมู่บ้านเขาปลูกดอกทานตะวันไว้และตอนนี้พวกมันเริ่มบานรับแสงตะวันและลมหนาวทำให้ดูสดชื่นขึ้น ดังนั้นผมจึงงัดโทรศัพท์มือถือออกมาบรรเลงการถ่ายภาพทุ่งดอกทานตะวันแถวบ้านซะเลย แชะๆๆๆๆๆ หยุดพักถ่ายภาพสวยๆได้หลายภาพ อ้อยอิ่งกับสิ่งงามๆที่มี


"ผมมีเวลาที่จะอ้อยอิ่งกับ #การถ่ายภาพ อาจจะเป็นเพราะผม #ปั่นจักรยาน ทำให้สามารถมองเห็นว่า #ดอกทานตะวัน มีฝูงผึ้งมาบินวนกันเยอะมาก จนต้องจอดรถเพื่อลงมาเก็บภาพผึ้งแต่ถ้าขับรถยนต์ผมก็คงแค่ผ่านไปแล้วคิดว่าเฮ้ย...มีดอกทานตะวันด้วย"

"ผึ้งเยอะมากนะแต่ผมถ่ายไม่ทันเพราะมือถือมันไม่สามารถจับจังหวะการบินของผึ้งได้ แต่ก็ถือว่า
ได้ภาพที่พอใจระ
ดับหนึ่งล่ะ"







อันที่จริงแล้วการที่เราปั่นจักรยานบางคนมองว่ามันช้าและเสียเวลาอีกทั้งเหนื่อยต่างจากการขับรถยนต์ที่เย็นสบายกว่า แต่เชื่อหรือไม่ครับว่าการปั่นจักรยานไปทำงานหรือไปเที่ยวของผมมันไม่เคยต้องเร่งรีบต่างกับการขับรถยนต์ที่ต้องเร่งรีบไปหมดทั้งที่รถยนต์มันสามารถทำความเร็วได้มากกว่าการปั่นจักรยานแต่กลับไม่มีเวลาอ้อยอิ่งกับธรรมชาติและสิ่งต่างๆรอบตัว นั่นเพราะเมื่อเราขับรถยนต์เราก็จะกลัวรถติดกลัวว่าจะไปทำงานไม่ทัน และเรื่องจริงที่น่าแปลกที่การปั่นจักรยานไปทำงานในวันปกติของผมเมื่อเทียบกับกับการขับรถยนต์ผมกลับใช้เวลาน้อยกว่าและมีความสุขกับการอ้อยอิ่งกับสิ่งต่างๆสองข้างทางมากกว่า

จักรยานอาจจะไม่ใช่พาหนะที่เลิศหรูและรวดเร็ว แต่มันก็พาเราเดินทางไปได้แม้นมันจะไม่สะดวกสบายแต่มันก็ถึงที่หมายพร้อมกับสุขภาพที่ดีของเรา มาปั่นจักรยานกันครับ




วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สถิติโลกการปั่นจักรยาน คือ26.92กิโลเมตรในหนึ่งชั่วโมง

ผมคิดว่าเพื่อนๆนักปั่นหลายท่านอาจจะหัวเราะก๊ากๆๆๆดังๆเป็นแน่ๆหากบอกว่า "ปั่นจักรยานได้ 26.92กม./ชั่วโมง หรือ16.7ไมล์" หลายท่านอาจจะมองว่าไม่เห็นจะเร็วเลยนี่หว่าและหลายท่านอาจจะหัวเราะแล้วบอกว่าไอ้พวกขาอ่อนเอ้ย...ความเร็วแค่นั้นมันไม่เฉียดสถิติโลกเลยเว้ย...แต่ถ้าผมบอกว่าคนที่ปั่นความเร็วขนาดที่เขียนมาตอนต้นน่ะ ไม่ใช่ขาอ่อนนะ แต่เป็นขาแก่เลยล่ะ(ฮา) เพราะชายเจ้าของสถิติโลกคนนี้คือโรเบิร์ดมาร์ช วัย102ปี อ่านไม่ผิดครับคุณทวดโรเบิร์ดมาร์ช อายุ 102ปี ซึ่งคุณทวดโรเบิร์ดมาร์ชนั้นบอกว่าปั่นจักรยานมาแล้ว52ปี (ผมยังไม่เกิดเลย) และทุกวันนี้ก็ยังปั่นอยู่ ดังนั้นจึงนับได้ว่าสถิติที่คุณปู่โรเบิร์ดมาร์ชได้ทำไว้นั้นคือสถิติโลกสำหรับคนที่มีอายุขนาดนี้เลยครับ และผมว่าเผลอๆคนที่ยังหนุ่มยังสาวก็อาจจะปั่นได้ไม่เร็วเท่านี้เลย




เห็นหรือยังการปั่นจักรยานมันดีอย่างไร มาปั่นจักรยานกันครับ

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557

จักรยานกับประวัติศาสตร์การเดินทาง

จักรยานกับประวัติศาสตร์การเดินทาง 
หากเราคิดเรื่องการเดินทางของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยยุคโบราณนั้น พวกเรามีการพัฒนาการเดินทางของพวกเรามาตลอด ตั้งแต่เริ่มเมื่อลืมตาออกมาดูโลกตั้งแต่มนุษย์ยุคหินพวกเราก็เริ่มพยามพัฒนาการเดินทางของเราด้วยขา แต่เมื่อเวลาผ่านไปพวกเรามีการเรียนรู้และรู้จักใช้สัตว์ต่างๆมาเป็นพาหนะในการเดินทาง และต่อมาเราก็มีการคิดค้นประดิษฐ์กรรมใหม่ๆในการเดินทาง เช่น รถจักรยาน และรถยนต์ โดยตามประวัติศาสตร์ความเป็นมาของจักรยานเริ่มตั้งแต่ สิ่งประดิษฐ์ dandy horse, หรือเรียกว่า Draisienne หรือ laufmaschine คือสิ่งที่มนุษย์ สร้างเพื่อใช้สำรับการขนส่ง โดยมีล้อเพียงสองล้อ ในลักษณะ คู่กัน และผู้ที่คิดค้นขึ้นคือชาวเยอรมันชื่อว่า Baron Karl von Drais ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกจักรยานในยุคปัจจุบัน โดยที่ Drais ได้ออกนำแสดงต่อสาธารณ ที่เมืองมันไฮม์ ในฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1817 และในปารีส ในปี 1818 ผู้ขับขี่จะนั่งคร่อม บนตัวถังไม้ที่มีล้อสองล้อรองรับ และใช้เท้าถีบพื้น เพื่อให้วิ่งไปข้างหน้า และ ใช้การบังคับเลี้ยว จากล้อหน้า

เครื่องจักรเครื่องแรกที่ขับเคลื่อนด้วยล้อสองล้อ คาดว่าสร้างขึ้นโดย Kirkpatrick MacMillan, ซึ่งเป็นช่างตีเหล็กชาวสก็อตแลนด์ ในปี 1839 แม้ว่าอาจจะมีบางคนโต้แย้งเขาได้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมายจราจร เมื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์กลาสโกว์ ในปี 1842 รายงานเรื่องอุบัติเหตุ ที่ไม่ระบุชื่อ โดยมีข้อความบางส่วนว่า "สุภาพบุรุษจากเมือง Dumfries-shire... คร่อมบน velocipede... ซึ่งเป็นการออกแบบที่สร้างสรรค์" ชนกระแทกเข้ากับ เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ในเมือง Glasgow และถูกปรับเป็นเงินห้าชิลลิ่ง
ในช่วงต้นของปี 1860 ชาวฝรั่งเศสชื่อว่า Pierre Michaux และ Pierre Lallement ได้ทำการออกแบบจักรยานในแบบใหม่โดยการเพิ่มขาจานและบันไดสำหรับปั่นเรียกว่า crank โดยยึดติดอยู่กับล้อหน้า (the velocipede). ชาวฝรั่งเศสอีกคนหนึ่งที่คิดพัฒนาจักรยานมีชื่อว่า Douglas Grasso แต่เป็นต้นแบบที่ยังใช้ไม่ได้ของ Pierre Lallement's bicycle เมื่อหลายปีก่อนนั้น การพัฒนาจักรยานในยุคนั้นมีหลายครั้งที่พยายาม พัฒนาโดยการใช้การขับเคลื่อนจากล้อหลัง โดยรูปแบบที่รู้จักกันดีคือการขับเคลื่อนด้วยขาจานเรียกว่า velocipede ประดิษฐ์โดยชาวสก็อตชื่อว่า Thomas McCall ในปี 1869 ในปีเดียวกันนั้น ในปีเดียวกันนั้น ล้อจักรยานที่ใช้ซี่ลวด ได้ถูกจดสิทธิบัตรโดยบริษัท Eugène Meyer ในกรุงปารีส จักรยาน vélocipède ,ของประเทศฝรั่งเศสผลิตจากเหล็กและไม้ และพัฒนาจนกลายเป็น "เพนนี-ฟาร์ธิง" (ในอดีตรู้จักกันว่าเป็นต้นแบบของจักรยานในปัจจุบัน a retronym, ซึ่งไม่มีรูปแบบอื่น ๆ )มันมีจุดเด่นที่ตัวถังเป็นท่อเหล็ก ล้อที่เป็นซี่ลวดและยางตัน จักรยานรูปแบบนี้ ขับขี่ยากเพราะว่าเบาะนั่งที่อยู่สูงและ ต้องอาศัยการทรงตัวอย่างมากเพราะว่าการกระจายน้ำหนัก ที่ยังไม่ดีเท่าที่ควร ในปี 1868 Rowley Turner พนักงานขายของบริษัท Coventry Sewing Machine Company (ในเวลาต่อมาได้กลายเป็นบริษัท Coventry Machinist Company) ได้ซื้อ Michaux cycle to คอเวนทรี, ประเทศอังกฤษ. โดยลุงของ, Josiah Turner, และมี James Starley, เป็นหุ้นส่วนทางธุรกกิจ จากสิ่งนี้ทำให้ 'Coventry Model' ได้กลายเป็นโรงงานที่ผลิตจักรยานแห่งแรกของประเทศอังกฤษ

การแก้ไขข้อบกพร่องบางส่วน โดยการลดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของล้อหน้าลง และ ตั้งค่าอานที่นั่งโดยการเลื่อนออกไปด้านหลังมากขึ้น ในที่สุดแล้ว ก็ต้
องมีการใช้การทดเกียร์ ซึ่งส่งผลกระทบหลสยอย่าง ในการออกแรงกดบันได การที่มีทั้งบันไดและ การบังคับเลี้ยวผ่านล้อหน้ายังคงมีปัญหาอยู่ J. K. Starley (เป็นหลานของ James Starley), J. H. Lawson, และ Shergold ได้แก้ปัญหานี้โดยเสนอให้ใช้ การขับ
เคลื่อนผ่านโซ่ ( "bicyclette" ของ Englishman Henry Lawson เคยมีการนำมาใช้ก่อนหน้านี้แต่ไม่ประสบความสำเร็จ )โดยการเชื่อมขาบันไดจานหน้าและโครงรถเข้ากับล้อหลัง ซึ่งโครงสร้างแบบนี้รู้จักกันในชื่อ safety bicycles, dwarf safeties, or upright bicycles มีการลดความสูงของเบาะนั่งลง เพื่อกระจายน้ำหนักที่ดีขึ้น การที่ยังไม่มีการใช้ล้อยางแบบเติมลม การขับขี่บนล้อ ขนาดเล็กลงจะรู้สึกถึงความแข็งกระด้างของพื้นทางมากกว่า ล้อขนาดใหญ่ ในปี 1885 บริษัท Starley's Rover ก่อตั้งขึ้นในโคเวนทรี (Coventry)ได้แสดงรูปแบบของจักรยานสมัยใหม่ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมีการเพิ่มท่อตั้งเข้าไปกลางโครงรถ ทำให้เกิดโครงรถรูปแบบ สามเหลี่ยมสองอันประกบกัน หรือที่เรียกว่า ไดมอนด์เฟรม
นวัตกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นเพิ่มความสะดวกสบาย และเกิดความนิยมใช้จักรยาน ในปี 1890 ถือเป็นยุคทองของจักรยาน ในปี 1888, John Boyd Dunlop ชาวสก็อต ได้เสนอการใช้ล้อที่มียางและมีลมข้างในขึ้นเป็นครั้งแรก ต่อมาได้ใช้กันอย่างกว้างขวาง ในช่วงเวลาต่อมา ฟรีล้อหลัง ได้ถูกนำมาใช้ ซึ่งทำให้ผู้ขับขี่ใช้งานง่ายขึ้น การประดิษฐ์นี้ ทำให้เกิด เบรกแบบโคสเตอร์ คือการหมุนบันไดกลับหลังเพื่อเบรก ในปี 1890s ตัวสับเกียร์ และตัวบังคับที่แฮนด์ สายเคเบิลแบบมีปลอก ใช้เพื่อดึงเบรก ได้ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงนั้นเช่นกัน แต่ยังคงไม่ได้นำมาใช้กับรถจัรยานทั่ว ๆ ไป ในช่วงทศวรรตนั้น กลุ่มนักปั่นจักรยาน มีเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งสองฝั่งของทะเล แอทแลนติก ทั้งการใช้งานในรูปแบบ ปั่นเพื่อ ท่องเที่ยวและ ปั่นเพื่อการแข่งขัน ซึ่งต่อมาได้รับความนิยม และขยายวงขึ้นอย่างกว้างขวาง
**ขอขอบคุณข้อมูลจักรยานจากwiki**

ดังนั้นเราจะเห็นว่าจักรยานคือยานพาหนะที่มีมาอย่างยาวนาน และถือกำเนิดก่อนรถยนต์คัดแรกของโลก (รถยนต์ที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงเผาไหม้คันแรกของโลกสร้างโดย Karl Benz ในปี1886) การใช้จักรยานเดินทางหรือทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ มันคือเรื่องเก่าที่มีมานานมากแล้วแต่เราหลงลืมมันไปและวันนี้มีกระแสตีกลับของสังคมโลกเรื่องของการใช้พลังงานที่สะอาดและการลดการใช้พลังงานที่จะส่งผลกระทบกับโลกใบนี้ของเรา รวมถึงเรื่องของสุขภาพ จักรยานจึงถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้งและเป็นที่ยอมรับอย่างรวดเร็ว เพราะโลกคุ้นเคยกับจักรยานมานานแล้วนั่นเอง



วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

จักรยานกระดาษ Cardboard Bike

มีคนเคยถามผมว่าทำไมผมถึงมาปั่นจักรยาน อะไรทำให้ผมมาหลงชื่นชมการปั่นจักรยานบนท้องถนนแทนที่จะขับรถยนต์หรือซิ่งมอเตอร์ไซด์เหมือนเดิมๆ มันก็คงเพราะจักรยานมันมีเสน่ห์มีอะไรให้เราหลงใหล และอีกอย่างที่ผมมองก็คือจักรยานมันเป็นงานศิลปะผมชอบเพราะมันเป็นงานศิลปะที่เก่าแก่สวยงามที่อาศัยโครงเส้นของเหล็กมาเชื่อมต่อทำเป็นเฟรมที่สวยงามและยังสามารถใช้เป็นพาหนะเดินทางได้อีกด้วย


จักรยานนั้นมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและอย่างหนึ่งที่จักรยานมีการพัฒนาคือ วัสดุที่ใช้ในการผลิด เพราะจักรยานต้องอาศัยแรงกำลังขาของมนุษย์ในการปั่นดังนั้นวัสดุที่นำมาทำจักรยานจึงควรมีน้ำหนักเบาที่สุดแต่ต้องแข็งแรงทนทาน เราจึงได้เห็นจักรยานพัฒนาเรื่องวัสดุที่จากเหล็ก มาเป็นอลูมิเนียม และมาเป็นคาร์บอน

แต่ที่ผมเอามาเขียนในคราวนี้เป็นจักรยานนี้ถูกพัฒนาและสร้างMr. Izhar Gafni ซึ่งเป็นวิศวกรเครื่องกล ชาวอิสราเอล โดยเขามีความคิดจะนำวัสดุที่พบบ่อยๆมากๆนั่นคือ"กระดาษแข็ง" หรือ Cardboard อย่าสับสนนะครับมันไม่ใช่ Carbon อย่างที่นักปั่นจักรยานคุ้นเคย โดยเขาได้คิดค้นวิธีการพับกระดาษและการติดกาวและทาสารเคลือบผิวเพื่อให้มันมีความทนทานและกันน้ำได้ และสามารถรับน้ำหนักได้ถึง 200กิโลกรัม ซึ่งตอนนี้มันยังคงเป็นจักรยานต้นแบบในลักษณะของจักรยาน fixed-gear ซึ่งต่อไปก็คงจะมีการพัฒนาเพิ่มเติมส่วนอนาคตจะมีการผลิตเชิงพาณิชย์หรือไม่อันนี้ยังไม่แน่ชัดแต่เห็นแล้วมันก็เจ๋งไม่ใช่เล่นเลยใช่ไหมล่ะครับ เอาล่ะครับมาลองชมคลิปการสร้างจักรยานจากกระดาษแข็งกันดีกว่าครับ




วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ชายผู้ปั่นจักรยานเที่ยวรอบโลก มากกว่า500,000กิโลเมตร

ใกล้จะปีใหม่แล้วผมก็เลยเอาคลิปการปั่นจักรยานเที่ยวมาให้ชมกันสำหรับคนที่ชื่นชอบการปั่นจักรยานแบบทัวร์ริ่ง คลิปนี้ไม่มีโชว์รถนะครับแต่เป็นคลิปสัมภาษณ์ Frank van Rijn อาจารย์และนักเขียนชาวดัสซ์ ที่หลงรักการเดินทางท่องโลกด้วยจักรยานมากกว่า500,000กม.และปั่นจักรยานเที่ยวมาแล้วทุกทวีปทั่วโลกยกเว้น ทวีปแอนตาร์กติกา ที่เขายังไม่ได้ปั่นจักรยานไปท่องเที่ยว แหมก็ทวีปนี้มันหนาวหฤโหดขนาดนั้นคุณลุงแกคงไม่รุ้จะเที่ยวดูอะไร(ฮา) ลองดูกันครับผมว่านั่งฟังแล้วได้ความรู้เหมือนกันนะ และโดยส่วนตัวผมหวังว่าสักวันผมจะมีปัญญาทำแบบเขาบ้างแต่ไม่ถึงขั้นปั่นไปทั่วโลกหรอกแค่ประเทศไทยนี่ล่ะตั้งใจว่าจะปั่นไปเที่ยวตอนนี้ก็เริ่มกางแผนที่วางแผน เก็บเงิน หาเวลาเพราะการเดินทางท่องเที่ยวด้วยจักรยานมันต้องใช้เวลามากกว่าการเดินทางด้วยรถยนต์หรือมอเตอร์ไซด์ ดังนั้นเรื่องเวลานานๆหลายๆวันมันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดและสำหรับผมแค่ได้ปั่นเที่ยวประเทศไทยของเราแค่นี้ผมก็ปลื้มสุดๆแล้วแถมยังลดพุงแถมหุ่นดีสมใจอีกต่างหาก(ฮา)

คลิปตอนที่1


คลิปตอนที่ 2




วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ปั่นๆยกๆ เรื่องเล็กๆของนักปั่นขี้บ่น


ปัญหาของคนเมืองบางกอกสำหรับนักปั่นจักรยานหลายคน ซึ่งมักจะบ่นท้อแท้ไม่อยากปั่นจักรยานก็เพราะต้องข้ามสะพานลอย ที่จริงมันไม่ใช่เรื่องยุ่งยากหรอกครับถ้าคุณจะข้ามสะพานลอยในเมืองบางกอกเพราะส่วนมากคนที่ใช้จักรยานก็จะรู้ว่าจักรยานคุณน้ำหนักเท่าไหร่ ร้อยหรือสองร้อยกิโล เฮ้ย...ไม่ถึงเนอะ(ฮา) ส่วนมากจักรยานมันก็หนักราวๆ20กิโลไม่เกินกว่านี้ นี่เป็นจักรยานธรรมดาๆที่เรียกกันว่าจักรยานแม่บ้านนั่นล่ะครับ ไม่ใช่จักรยานไฟฟ้าe-bike เพราะแบบนั้นบางคันอาจจะหนักได้ถึง25กิโล ส่วนพวกจักรยานเทพๆราคาแพงๆน่ะน้ำหนักทั้งคันไม่ถึง10กิโลด้วยซ้ำไป บางคันหนักแค่4-5กิโล ดังนั้นถ้าคุณมาปั่นจักรยานในบางกอกแล้วจำต้องข้ามถนนด้วยสะพานลอยก็แค่ยกมันข้ามไปครับ เพราะรถน้ำหนักไม่เกิน20กิโลมนุษย์ปกติสามารถยกได้ครับเพราะคนเราโดยหลักแล้วมีความสามารถในยกน้ำหนักได้เกือบเท่าน้ำหนักตัวเอง ยกเว้นคุณเป็นพวกโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง(ALS) แต่ถ้าเอาตามหลักกฎหมายแรงงานในการทำงานแรงงานของประเทศไทยกำหนดไว้ว่าผู้ชายสามารถยกของหนักในการทำงานได้ครั้งละ55กิโล ส่วนผู้หญิงจะยกได้25กิโล ซึ่งนี่หมายถึงการทำงานแบกหามต่อเนื่องทั้งวันๆและ8ชั่วโมงนะครับไม่ใช่ยกเดินวันละไม่กี่ก้าว ไม่กี่นาทีแบบยกจักรยานข้ามสะพานลอย ดังนั้นหากเราจำเป็นต้องปั่นจักรยานในบางกอกหากเจอทางแยกที่ต้องข้ามถนนถ้าไม่มีทางม้าลายหรือทางแยกไฟแดงให้เราข้ามได้ก็ยกขึ้นสะพานลอยสิครับมันจะยากตรงไหน? ยิ่งพวกใช้รถเทพๆด้วยแล้วน้ำหนักเบาหวิวยกมือเดียวสบายๆทำไมมันถึงยกไม่ได้ครับ มันยากลำบากอะไร? ส่วนวิธีการยกก็มีหลายวิธีครับ ผมไม่ทราบว่าเป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุดหรือไม่แต่ผมจะทำแบบนี้

วิธีแรก วิธีมักจะใช้กับจักรยานแม่บ้านหรือจักรยานที่ไม่มีท่อกลางหรือจักรยานพับโดยจับที่แฮนด์จักรจักรยานด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างจับบริเวณปลายท่อนั่งบริเวณบันไดนั่นล่ะครับ แล้วยกขึ้น แบบนี้ถ้ายกข้ามเนินเตี้ยๆหรือทางสะพานที่ไม่ชันมากก็สบายๆ แต่ถ้ายกข้ามสะพานลอยถ้าคุณยกได้ไม่สูงพอบางครั้งล้ออาจจะติดกับบันไดสะพานลอยได้ ดังนั้นก็ยกให้สูงเล็กน้อยแล้วอาจจะใช้วิธีเอียงรถขณะยกเล็กน้อยเพื่อเบี่ยงล้อจักรยานให้พ้นแนวของบันไดสะพานลอยแต่อย่าเบี่ยงไปเยอะนะครับเดี๋ยวจะไปขวางทางคนอื่นเขา

วิธีที่สอง แบกขึ้นบ่าครับวิธีผมใช้ประจำ สำหรับจักรยานพวกเสือๆทั้งหลายไม่ว่าจะเสือหมอบ เสือภูเขา เสือผสมอย่างไฮบริด รถพวกนี้มันจะมีคานท่อกลางก็แค่สอดแขนเข้าไปยกแบบขึ้นไหล่แล้วก็แบกเดินข้ามสะพานลอยแบบตัวปลิวๆได้เลย ยิ่งพวกรถเทพน้ำหนักเบาๆนี่ยิ่งสบายบรื่อ ส่วนจักรยานแม่บ้านอาจจะยกวิธีนี้ไม่ได้ก็ต้องใช้วิธีแรกแทน

แต่ถ้าการข้ามสะพานลอยในบางจุดของเมืองบางกอกเขาก็จะทำรางน้ำฝน เอ้ย...ไม่ใช่!!รางเข็นรถจักรยานไว้ให้สำหรับเข็นขึ้นไป วิธีเข็นคือให้เอาบันไดมาอยู่ในแนวระนาบกับพื้น จากนั้นก็ยกรถขึ้นไปวางในรางแล้วก็เอียงรถประมาณ25-30องศาในขณะที่เข็นขึ้น ซึ่งอาจจะยุ่งยากเล็กน้อยสำหรับคนไม่คุ้น และหลายคนก็ไม่ทราบวิธีก็เลยเข็นขึ้นไม่ได้เพราะบันไดจักรยานจะติดกับราวสะพานลอย

"ยกจักรยานลงสะพานก็ใช้วิธีเดิมเหมือนยกขึ้นมาครับ "

"ยกข้ามสะพานลอยสำหรับผมๆว่ามันปลอดภัยกว่าปั่นข้ามถนน"
เห็นไหมครับวิธีการใช้จักรยานเดินทางในเมืองบางกอกอย่างกรุงเทพทำไมมันจะทำไม่ได้ มันทำได้และไม่ได้มีข้อจำกัดอะไรเลย ทุกอย่างมันอยู่ที่เราต่างหาก ผมเองทุกวันนี้ใช้จักรยานเดินทางสัญจรในชีวิตประจำวันใก้ลบ้างไกลบ้างและผมได้เห็นชัดกับตัวเองแล้วว่า ข้ออ้างที่บอกว่าปั่นจักรยานในเมืองทำไม่ได้น่ะ ไม่จริง เพราะมันทำได้และคนที่พูดแบบนั้นส่วนมากก็ไม่ใช่คนที่ใช้จักรยานในชีวิตประจำวันจริงๆ แต่อาจจะมีจักรยานและปั่นบ้างในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือเวลาไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆตามสถานที่ต่างๆหรือตามงานอีเว้นท์โชว์จักรยาน แต่ถ้าถามว่าทุกวันนี้พวกเขาเดินทางไปทำงานด้วยอะไรหรือเดินทางมาร่วมงานจักรยานต่างๆพวกนี้อย่างไร ซึ่งส่วนมากจะได้ยินคำตอบว่า "เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว" 


EZ noneny AD