แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Thai travel แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Thai travel แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ไอ้หย๋า...ปั่นจักรยานเหยียบงู เผชิญหน้ากับเหี้ย

ปกติการปั่นจักรยานของคนเมืองกรุงนั้นต้องบอกว่าโอกาสมันน้อยนิดมากๆที่จะปั่นจักรยานแล้วไปป๊ะเท่งป๊ะกับสัตว์ป่าตัวเขื่อง แต่ไม่ใช่ว่าโอกาสมันจะเกิดไม่ได้แม้นจะเป็นการปั่นจักรยานอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรกลางเมืองแท้ๆ
เจ้าดำพับไร้เกียร์คันนี้ล่ะครับที่พาผมไปฟิน
กรณีแรกเมื่อหลายอาทิตย์ก่อนขณะที่ผมกำลังเกิดอารมณ์ฟิน ก็เลยควบเจ้าจักรยานพับคันน้อยของผมออกไปปั่นเสริมความฟินให้ตัวเอง ระหว่างที่ปั่นไปส่งยิ้มกับสาวๆไปนั่นเอง "ปึ่ก!!" เสียงเหมือนเหยียบอะไรเข้าไป ผมรีบชะลอรถแล้วหันกลับไปมอง "ไอ้หย๋า!! งู " ผมไม่ใช่นักสัตววิทยาก็เลยไม่มีความรู้เรื่องงูจึงบอกไม่ได้ว่ามันเป็นงูอะไร แต่ที่แน่นๆมันโดนเหยียบซี้แหงแก๋อยู่บนถนน และโชคดีที่ผมไม่ใช่คนแรกที่เหยียบเพราะหากมันเป็นงูมีพิษแล้วมันเกิดตกใจหันมาฉกผม ความฟินของผมคงจบลงแค่วันนั้น

นี่ไม่ใช่กรณีแรกที่ผมพบเห็นสัตว์ป่าที่ไม่ควรจะออกมาอยู่บนถนนให้เสี่ยงกับการถูกรถทับ เพราะหลังจากวันที่เหยีบงูผมก็เห็นตัววรนุช(ชื่อใหม่ของคุณตัวเงินตัวทอง หรือคุณเหี้ย ในภาษาเดิมๆ) ตัวใหญ่ยาวประมาณหนึ่งเมตร ยืนจังก้าอยู่บนถนนประดิษฐ์มนูธรรม ช่วงก่อนถึงแยกไปเกษตร ท่าทางของมันทั้งกลัวทั้งตกใจ เพราะเป็นช่วงเวลาเร่งด่วนตอนเช้าซึ่งรถเยอะมากวิ่งกันขวั่กไขว่ ท่าทางของมันเหลียวซ้ายแลขวาอ้าปากขู่รถที่วิ่งผ่าน ผมสังเกตุเห็นแผลบริเวณหางของมันซึ่งน่าจะโดนรถทับมีเลือดไหล แต่ผมเองก็ไม่สามารถจะเข้าไปช่วยมันได้และไม่สามารถหยุดรถเพื่อถ่ายภาพเพราะมันอยู่มุมถนนด้านในส่วนผมอยู่เลนด้านซ้ายเพราะปั่นจักรยาน

เมื่อเห็นแบบนี้ทำให้ผมคิดว่าโลกใบนี้มีสิ่งต่างๆมากมายที่ไม่สามารถเรียกร้องสิทธิในถิ่นที่อยู่เดิมของพวกมันได้เหมือนอย่างที่พวกเราที่เป็นมนุษย์เรียกร้อง พวกมันอยากปลอดภัย พวกมันอยากมีชีวิตที่ปกติได้มีพื้นที่ๆหากินแต่ทุกวันนี้เรารุกรานพวกมัน แย่งพื้นที่อาศัยพื้นที่หากินของพวกมันแถมบางคนยังตั้งข้อรังเกียจพวกมันเสียอีก



ดังนั้นต่อไปนี้เวลาไปปั่นจักรยานผมคงต้องระวังให้มากขึ้น ไม่ใช่แค่รถแต่คงต้องระวังเพื่อนร่วมโลกเหล่านี้ด้วย "เพราะฉันไม่อยากชนหรือเหยียบพวกนายหรอกเพื่อน"

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2558

หลงจักรยานไม่เท่าไหร่ แต่หลงทางนี่สิ เสียฟอร์มเลย lost touring bike

ไม่ได้เขียนบล็อคมานานเพราะช่วงนี้ตัวผมเองมีงานที่ต้องทำค่อนข้างมากทำให้ไม่ค่อยมีเวลาออกไปตะแล็ดแต๊ะเต๋ที่ไหน นอนจากนั่งจ่อมอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน เริ่มรู้สึกสายตาย่ำแย่มากขึ้นเพราะต้องจ้องมองแสงจากเครื่องคอมทั้งวัน

วันนี้ผมนั่งเปิดหารูปภาพสวยๆไปเรื่อยๆและมาเจอรูปของกลุ่มนักปั่นจักรยานท่องเที่ยวกลุ่มนี้ทำให้นึกถึงครั้งที่ผมออกไปปั่นจักรยานครั้งหนึ่งที่จริงก็แถวๆบ้านนั่นล่ะครับ แต่เชื่อหรือไม่ผมกลับต้องหลงทางทั้งที่มันไม่ควรจะหลง(ฮา)

ประเด็นมันอยู่ตรงที่บางครั้งเรามองหาแต่เป้าหายที่ไกลตัวแต่พอสถานที่ใกล้ตัวเรากลับไม่รู้จักมัน ผมปั่นจักรยานวนไปวนมา หลงไปหลงมาด้วยความไม่คุ้นจากรามอินทราไปโผล่เอารังสิตแถวๆคลองห้า ซึ่งพอไปถึงรังสิตผมก็จำได้ว่ามีเพื่อนอยู่ที่รังสิตจึงโทรตามเพื่อนออกมานั่งกินก๋วยเตี๋ยวเรือกัน แอบอ้างกับเพื่อนว่าเราคิดถึงมันเลยปั่นจักรยานมาหา ไม่กล้าบอกว่าที่จริงกรูหลงทางมา(ฮา)

ระหว่างนั่งกินก๋วยเตี๋ยวก็ค่อยๆถามทางเพื่อนไปเรื่อยๆพร้อมบอกทางที่เราปั่นผ่านมาก่อนจะถามว่าเราจะกลับทางไหนใกล้ที่สุดเพราะกลัวจะมืดค่ำเสียก่อน เพื่อนผมก็แนะนำเส้นทางให้ ก่อนทิ้งท้ายว่า มรึงนี่เก่งนะปั่นจักรยานอ้อมไปวนมาจนมาโผล่ที่นี่ทำไม ปั่นกลับทางนี้สิไม่ไกล แค่สิบกว่ากิโลก็ถึงแล้ว

เฮ้อ...ก่อนที่ผมจะปั่นจักรยานไปเที่ยวที่ต่างจังหวัดผมจะนั่งทำการบ้านตรวจเช็คเส้นทาง ระยะทาง แหล่งจุดแวะพักต่างๆอย่างรอบครอบและไม่เคยต้องหลงทาง แต่พอมาปั่นแถวบ้านตัวเองกลับหลงทางซะงั้น แบบนี้จะด่าตัวเองว่าอย่างไรดี(ฮา)




วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2558

เที่ยวทะเลคลายร้อน กับที่พักราคาเบาๆช่วงเทศกาล

ช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมาอยู่ๆผมก็เกิดอาการติสต์แตกเพราะอากาศที่ร้อนระบมจนไขมันเดือดไปทั้งตัว ครั้งจะไปเดินห้างอาศัยแอร์ก็เกรงใจเจ้าของห้างและร้านกาแฟพวกเขาคงจะจำหน้าผมได้เพราะมันมาซื้อกาแฟแก้วเดียวนั่งชิวซะเกือบสามชั่วโมง(ฮา)

แต่จะให้นั่งอุดอู้เป็นหมูกระป๋องอยู่บ้านก็ไม่ไหว หากจะเปิดแอร์สู้อากาศร้อนทั้งวันก็เกรงใจกระเป๋าเงินเวลาการไฟฟ้าเขาส่งบิลมาเก็บตังค์ก็เลยเกิดอาการติ๊ดส์แตกอยากไปที่มีน้ำมีสายลมมีกลิ่นไอธรรมชาติโดยคิดเอาเองว่าถ้าได้ไปในที่แบบนี้ไอเดียเรื่องงานที่รับเขามาทำเพื่อเสนอตัวอย่างช่วงหลังสงกรานต์คงจะพุ่งกระฉูด จึงตัดสินใจไปเที่ยวทะเลดีกว่า เพราะมันเข้ากับธีมฤดูร้อนเมษาฮาวายพอดิบพอดี(ฮา)

เมื่ออารมณ์และความคิดฟุ้งซ่านมันระเบิดก็เลยตัดสินใจออกจากบ้านตอนสายๆ เดินทางสบายๆลัดเลาะมาเรื่อยเปื่อยก่อนตัดออกเส้นบายพาสเลี่ยงตัวเมืองชลบุรี ก่อนเลี้ยวเบี่ยงขวามุ่งหน้าวิ่งเส้นเลียบทางรถไฟพัทยาและลัดเลาะดิ่งเข้าสัตหีบโดยพยามเลี่ยงการใช้เส้นทางผ่านตัวเมืองให้มากที่สุดเพราะผมไม่อยากไปเจอกับสงครามน้ำจนทำให้รถติดแหง่ก โดยมีจุดหมายคือ "หาดเตยงาม"

ที่จริงผมเคยมาหาดเตยงาม2-3ครั้งแล้ว และครั้งนี้เมื่ออยากจะมาเที่ยวทะเลสัตหีบทำให้ผมนึกถึงหาดเตยงามเป็นที่แรก เพราะชอบในความสะอาด หาดนี้ได้รับการดูแลโดยนาวิกโยทินทหารเรือ ทำให้ผมมีความรู้สึกว่าหาดที่นี่ปลอดภัย และน่าลงเล่นน้ำมากกว่าที่บางแสนมากๆ เวลาเล่นน้ำก็ไม่ต้องกังวลกับเจ็ทสกี บานานาโบ๊ทและที่แน่ๆเมื่อผมมาที่หาดเตยงามผมไม่ต้องเจอกับกองทัพร่มที่นั่งก็ต้องจ่ายเงินค่าเก้าอี้ผ้าใบ แถมคนเยอะยังกับรังมด ยิ่งช่วงที่ผมไปมันเริ่มเข้าสู่เทศกาลวันไหลของชาวชลบุรี ยิ่งทำให้ผมต้องเลี่ยงไปชายหาดชื่อดังแห่งนี้

ผมมาถึงหาดเตยเงาเอาช่วงเย็นผมจึงเปลี่ยนแผนไม่เข้าไปเล่นน้ำโดยคิดว่าไว้มาเล่นพรุ่งนี้ เพราะที่หาดเตยงามเขาจะมีเวลาเข้าออกเป็นเวลาไม่ได้เปิดโอเพ่นเหมือนพัทยาบางแสน เพราะหาดนี้อยู่ในเขตทหารเรือ สำหรับการขับรถยนต์มาก่อนเข้าต้องแลกบัตรและบันทึกเลขทะเบียนรถทุกคันเพื่อความปลอดภัย หลังจากแลกบัตรแล้วก็ขับรถต่อไปอีกประมาณ 1กิโล ก็จะเจอชายหาด ที่นี่มีการควบคุมเรื่องความสะอาดและการกินดื่มเพราะเขาเข้มงวด ดังนั้นมาที่นี่สบายใจได้ว่าเราจะไม่เจอกลุ่มขี้เมาที่เปลี่ยนบรรยากาศที่กินเหล้า ใครมีครอบครัวมาเที่ยวที่นี่รับรองว่าปลอดภัยครับ

เมื่อเปลี่ยนแผนก็ต้องหาที่พัก เพราะมันเริ่มเย็นแล้วก็เลยออกไปตั้งหลักแถววัดหลวงพ่ออี๋พลางนึกว่าค่ำแล้วๆๆ คืนนี้ตรูจะนอนที่ไหน(ฟร่ะ)เพราะเดินทางมาครั้งนี้มาแบบอารมณ์ติตส์พามาไม่ได้เตรียมตัวเรื่องที่พัก รวมถึงเสื้อผ้าก็มีมาแค่สองชุด คือชุดใส่มา+ลงเล่นน้ำทะเล และชุดใส่กลับ ยิ่งช่วงเทศกาลแบบนี้ด้วยคงจะหาที่พักลำบากจะกางเต๊นท์นอนริมหาดก็ไม่ได้เอาเต๊นท์มา(เฮ้อ...) แต่ก็อยากจะอยู่เที่ยวอีกวันสองวันผมจึงใช้การเดินเข้าไปถามหาที่พักว่ามีที่ไหนว่างบ้าง และก็โชคดีที่ได้ที่พักของฝ่ายกิจการทหารเรือซึ่งมีห้องพักให้บริการและข้อสำคัญไม่แพง คนธรรมดาสามัญแบบผมจ่ายคืนละ750บาท แต่ถ้าเป็นข้าราชการเขามีส่วนลดให้อีกเหลือเพียงคืนละ550เท่านั้น

ห้องพักที่ผมเข้าพักนั้นเจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นอาคารเก่ายังไม่ปรับปรุงแต่ก็มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบ แถมมีฟรีไวไฟให้ด้วย ผมไม่คิดมากตอบตกลงทันทีเพราะมันเหลืออยู่ห้องเดียวขืนลีลามีหวังนอนข้างถนน(ฮา) ที่นี่เขามีร้านอาหารไว้บริการแถมอาหารก็ราคาไม่แพง อาหารจานเดียวเฉลี่ยจานละ60บาท และตอนเช้าก็มีชุดอาหารเช้า ราคา80บาท ก็กินได้พอดีอิ่ม แต่ผมขอเบิ้ลข้าวผัดกระเผาทะเลอีกจาน(ฮา)


"ห้องพักที่ได้ ราคานี้ติดหาดผมว่าคุ้ม"
บรรยากาศด้านหน้า
"ผมได้ที่ซุกหัวที่นี่(ฮา)"
"นี่เลยครับเดิมดุ่มๆเข้าไปถามเขาเลย"
คืนแรกผ่านเช้าวันรุ่งขึ้นผมตื่นมาแล้วเดินไปตลาดสัตหีบ เพื่อจะหาของกินแต่พอไปถึงปรากฎว่าของกินมีไม่เยอะเพราะส่วนมากเป็นของสดมากกว่า แต่ผมก็ได้ทอดมันมาหนึ่งกระทงกับข้าวมันอะไรก็ไม่รู้จำชื่อไม่ได้รดชาดอร่อยดีพอแก้ขัดก่อนมาจบที่ร้านอาหารของที่พักเช่นเดิม(แล้วตรูจะเดินไปทำไมฟะ ฮา) พอสายๆผมก็ไปเที่ยวหาดเตยงาม วันนี้คนค่อนข้างมากเพราะเป็นช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ทำให้หาที่นั่งลำบากอยู่เหมือนกัน ผมลงเล่นน้ำที่นี่จนเย็นก่อนจะกลับที่พักและม่อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

พักชมภาพบรรยากาศของตลาดเช้าสัตหีบ







เช้าวันที่สองของการพักหลังจัดการอาหารเช้าเรียบร้อย ผมก็ออกไปเที่ยวหาดดงตาล ซึ่งก็เป็นหาดของทหารเรืออีกเช่นเคยแต่หาดดงตาลจะอยู่ใกล้กับที่พักแบบเดินไปได้ ผมจึงไปเที่ยวที่หาดดงตาล แต่ที่นี่บอกก่อนนะครับว่าผมค่อนข้างผิดหวังเพราะมันไม่สะอาดเหมือนหาดเตยงามอาจจะเพราะมันอยู่ใกล้กับแหล่งการทำประมงด้วยและมีกลุ่มเปลี่ยนบรรยากาศกินเหล้าเต็มไปหมด ทำเอาผมเสียอารมณ์พอสมควร แถมในบริเวณหาดดงตาลเขามีพื้นที่อนุรักษ์เต่าทะเล ซึ่งเขาจะกันแนวเชือกไว้ไม่ให้เข้าไปเล่นน้ำหรือนั่งในบริเวณนั้น แต่คนไทยครับ ไม่มีความหมาย กฎข้อห้ามไม่เคยสนใจ บางคนเข้าไปนั่งเซลฟี่หน้าตัวเองข้างๆป้ายห้ามด้วยซ้ำ เห็นแล้วปลงกับพฤติกรรมของคนไทยจริงๆ
"หากดงตาลบางส่วนดูเป็นเลนและไม่สะอาดเหมือนหาดเตยงาม"

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ปั่น ปัน รัก

อันที่จริงผมเริ่มหันกลับมาปั่นจักรยานอีกครั้งหลังจากที่หยุดปั่นจักรยานไปตั้งแต่เริ่มเข้าสู่รั้วมหวิทยาลัยเพราะไปหลงติดกับการขับรถยนต์และชอบซิ่งมอเตอร์ไซด์จีบสาวมากกว่า แต่พอมาถึงจุดหนึ่งเมื่อเวลามันเดินผ่านไปผมเริ่มมองย้อนกลับไปเมื่อช่วงหนึ่งของชีวิต ช่วงที่ผมใช้ชีวิตแบบเต็มที่ กิน เที่ยว อดหลับอดนอนโดยไม่ใส่ใจกับตัวเองมาถึงเวลานี้ผมกลับมาออกกำลังกายรวมถึงการใช้จักรยานเป็นพาหนะในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะปั่นจักรยานไปทำงาน ปั่นไปสังสรรค์กับพรรคพวก ปั่นไปซื้อของปากซอยซื้อกับข้าวที่ตลาด ปั่นจักรยานไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด เรียกว่ารถยนต์รถมอเตอร์ไซด์จอดทิ้งขี้ฝุ่นเกาะ

ตอนที่ผมเริ่มหันมาใช้ชีวิตแบบนี้มีเพื่อนๆของผมหลายคนสงสัยและคิดว่าผมกำลังจะบอกรักษ์โลกบอกรักส้งคมสิ่งแวดล้อมหรืออย่างไร บางคนก็คิดว่าผมแอบไปปิ๊งกับสาวๆที่ชื่นชอบการปั่นจักรยานเป็นแน่ถึงลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองแบบนี้ แต่ทั้งหมดที่ผมทำลงไปนั้นผมอยากจะบอกเลยนะครับว่าไม่ใช่เพราะผมอยากจะทำเพื่อบอกรักใครหรอกนะ ทุกอย่างผมทำเพื่ออยากจะบอกว่าผมรักตัวเองล้วนๆจริงๆ(ฮา)





วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ประสบการณ์ในการปั่นจักรยานเที่ยว

เรื่องราวดีๆกับการที่เราได้ปั่นจักรยานท่องเที่ยวนั้นคงไม่สามารถอธิบายหรือบอกได้คุณต้องออกไปสัมผัสด้วยตัวคุณเองเพราะคงไม่มีใครสามารถจะเอาความรู้สึกมาใส่ลงไปในตัวคุณได้ สิ่งเหล่านี้มันเป็นอารมณ์ส่วนตัวล้วนๆไม่มีเรื่องของตรรกะหรือทษฎีอะไร นอกจากออกไปเรียนรู้ด้วยตัวเอง ดังนั้นหากคุณมีความฝันอยากปั่นจักรยานเที่ยว อย่าเก็บมันไว้ให้เป็นแค่ความฝัน





วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2558

เหนื่อยนักก็พักก่อน

หลายครั้งที่ผมเดินทางด้วยจักรยาน ผมจะเจอคำถามว่า"ปั่นมาจากไหน?แล้วจะไปไหน?เหนื่อยมั้ย?" มีเพื่อนผมหลายคนมองว่าผมจะปั่นจักรยานทำไมไกลๆให้เหนื่อย ทำไมไม่เอาจักรยานใส่รถยนต์มาแล้วค่อยไปปั่นแถวสถานที่เราไปท่องเที่ยวก็ได้ที่จริงผมทำแบบนั้นก็ได้ครับ แต่ผมชอบที่จะปั่นเดินทางโดยเริ่มต้นล้อหมุนจากหน้าบ้านไม่ใช่จากปากทางที่พัก เพราะมันให้ความรู้สึกว่าเรากำลังปั่นจักรยานท่องเที่ยวจริงๆไม่ใช่เอาจักรใส่รถไปปั่นเล่น

ดังนั้นหากผมเจอคนถามว่าปั่นจักรยานทางไกลแบบนี้ไม่เหนื่อยหรือ หากจะตอบว่าไม่เหนื่อยก็ดูจะดัดจริตเพราะความจริงมันเหนื่อยจนถึงเหนื่อยมาก แต่หากเราปั่นแบบรู้จักประเมินกำลังตัวเองรู้จักพักร่างกาย ระยะทางมันก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร


การปั่นจักรยานท่องเที่ยวไม่ว่าระยะทางจะไกลแค่ไหนก็ไปถึงแค่ยึดหลักง่ายๆว่า "เหนื่อยก็พัก ไม่ไหวก็หยุด" ซึ่งประสบการ์แบบนี้มันสนุกจริงๆแต่คุณต้องลองด้วยตัวเอง "ไปขี่จักรยานเที่ยวกันนะครับ"

วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2558

กระแสลมกับการปั่นจักรยาน

เมื่อวานอยู่ๆอากาศก็เกิดแปรปรวนขึ้นมาจากที่ไม่มีลมแรงอากาศไม่หนาวอยู่ๆก็เปลี่ยนไป ดันมีลมกระโชกแรงพร้อมกับอากาศเย็นๆที่ตามแบบไม่ให้ปรับตัวกันผมเองก็ต้องเจอกับปัญหานี้เต็มๆเพราะต้องปั่นจักรยานไปทำงานโดนกระแสลมต้านจนทำให้ระยะทางที่เราเคยปั่นไปทำงานทุกวันเหมือนไกลไปกว่าเดิม

ลมที่เกิดขึ้นมานั้นผมไม่มีหลักทางวิทยาศาสตร์อะไรมาเขียนหรอกนะครับว่ามันเป็นลมอะไรมาจากไหนพัดแบบไหนเพราะไม่ได้เป็นกูรูด้านนี้เอาเป็นว่ามันเป็นลมที่เรารับรู้ได้จากความรู้สึกของผมเองจากการปั่นจักรยานไปทำงานทุกวันว่าวันนี้ลมไม่แรงวันนี้ลมมันแรงกว่าทุกวันพอสมควรทำให้ผมได้เรื่องมาเขียนในบล็อคนี้เพื่อแชร์ข้อมูลการปั่นกันเพราะกระแสลมแรงที่ต้านเราขณะปั่นจักรยานนั้นมันส่งผลทำให้นักปั่นเหนื่อยง่ายขึ้นนั่นเอง ดังนั้นครั้งนี้ผมเลยมาแชร์วิธีการเพื่อปั่นผ่านกระแสลมไปโดยที่เราไม่ต้องหอบแฮ่กๆ



วิธีแรกในการแก้ไขการปั่นจักรยานต้านกับกระแสลมนั้นผมใช้วิธีง่ายๆนั่นก็คือกดตัวเองให้ต่ำลงเพื่อลดการปะทะลมตรงๆให้มากที่สุดแต่ในคำว่ามากที่สุดมันต้องไม่ใช่ท่าที่ทำให้เราลำบากในการควบคุมรถหรือเกิดอาการเมื่อล้าจนเกร็งนะครับ เอาเป็นว่าก้มหลบลมโดยจับต่ำเปลี่ยนท่าทางในการจับแฮนด์หรือก้มตัวลงเพื่อมุดลมเท่านั้น เพราะผมปั่นจักรยานในเมืองหลวงของประเทศไทยบางครั้งหากก้มมากมุดมากก็จะเมื่อยล้ากล้ามเนื้อมากพอมันเมื่อยมากก็อาจจะเป็นตะคริวเกร็งขึ้นมาทำให้ควบคุมรถไม่ได้เสียจังหวะอาจโดนรถเมล์รถใหญ่ใจดีทั้งหลายหอบไปพร้อมพวกเขาได้(ฮา)


วิธีที่สองคือผมจะลดเกียร์ลงครับ นั่นคือผมจะปั่นในเกียร์ต่ำ หน้า2หลัง3-4 เพราะผมไม่อยากไปแข่งกับกระแสต้านของลมแค่ต้องการให้รถเคลื่อนไปข้างหน้าและขาสามารถปั่นได้สบายๆไม่หน่วงจนเกินไปซึ่งในส่วนของการใช้เกียร์ก็แล้วแต่คนนะครับว่าใครรู้สึกสบายขากับเกียร์ไหนในกระแสลมที่ต้านคุณอยู่ก็ใช้เกียร์นั้น

ดันนั้นเรื่องของกระแสลมต้านขณะปั่นจักรยานของผมจึงใช้วิธีแก้ง่ายๆแบบนี้เพราะมันเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้าส่วนวิธีที่มีบางท่านแนะนำว่าให้เปลี่ยนขนาดล้อเป็นล้อหน้าเล็กลงกว่าล้อหลังเพื่อตัดกระแสลมหรือเปลี่ยนใส่ล้อคาร์บอนที่มีน้ำหนักเบาใส่หมวกที่ลู่ลมปรื้ดๆใส่ชุดปั่นแนบผิวแบบนักแข่งเอาเป็นว่าผมมันคนงบน้อยไม่มีทุนไปทำอะไรเยอะแยะแบบนั้นก็แค่ปั่นให้สนุกและมีความสุขไปกับการแก้ปัญหาที่เราเจอเท่านั้นก็พอแล้ว (ฮา)




วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2558

การเตรียมตัวปั่นจักรยานท่องเที่ยวทางไกลแบบง่ายๆ

สำหรับนักปั่นจักรยานนั้นมีหลายแบบหลายแนว บางท่านก็ชอบที่จะปั่นจักรยานแบบออกกำลังกาย บางท่านก็เน้นการแข่งขัน บางท่านก็อาจจะเป็นแค่แฟชั่นเห็นเขานิยมกันก็เอาด้วยจึงยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน สำหรับผมแล้วหลักๆผมชอบท่องเที่ยวป่าเที่ยวเขาชื่นชมธรรมชาติทำให้การปั่นจักรยานของผมจึงเป็นแบบทัวร์ริ่งเน้นการท่องเที่ยว ไม่เน้นความเร็ว


ปกติผมจะชอบเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวมากกว่าการเดินทางเป็นกลุ่มคณะเพราะสันดานส่วนตัวของผมเป็นขี้รำคาญก็เลยไม่ชอบไปกันหลายๆคน เพราะคนเยอะมันก็เรื่องเยอะไปด้วย เดี๋ยวคนนั้นปั่นไม่ไหวเดี๋ยวคนโน้นปั่นเร็วไป คนนั้นชอบแวะคนโน้นไม่ชอบแวะ คนนั่นจะกินโน่นคนนี้จะกินนั่น เอาเป็นว่าผมไม่อยากมีปัญหากับเรื่องพวกนี้ผมเลยเลือกที่จะเดินทางคนเดียวมากกว่า และวันนี้ผมของเขียนถึงวิธีการเตรียมตัวเพื่อปั่นจักรยานท่องเที่ยวในแบบของผมกันครับเพื่อจะเป็นแนวทางให้กับเพื่อนๆท่านอื่นๆ



การเตรียมตัวปั่นจักรยานทางไกลนั้นผมแบ่งง่ายๆสองส่วน

1. ก่อนการเดินทางให้คุณเช็คสภาพรถของคุณให้พร้อม
อันดับแรก.เช็คลมยางให้พอดีโดยดูจากข้างขอบยางว่าควรจะเติมลมเท่าไหร่ถ้าคุณไม่มีที่วัดก็ให้ใช้มือกดล้อดูว่ามันแข็งหรือนิ่มเกินไปหรือไม่ อย่าให้ยางแข็งไปเพราะมันจะกระด้างเวลาปั่นและหากปั่นทางร้อนๆเป็นระยะเวลานานๆมันจะมีแรงดันจากลมยางมากขึ้นอาจจะทำให้ยางแตกได้ง่ายและถ้ายางนิ่มเกินไปก็จะทำให้คุณต้องเหนื่อยแน่ในการปั่นระยะทางไกลๆเพราะมันจะหนืดอีกทั้งการเช็คระยะของยางก็ควรคำนึงเรื่องของน้ำหนักบรรทุกด้วยอย่าลืมว่าคุณปั่นทัวร์ริ่งคนเดียวไม่มีรถเซอร์วิสตามตูดแบกของให้คุณดังนั้นคุณต้องตรวจสอบให้เรียบร้อยก่อนเดินทาง
อันดับที่สอง. เช็คเบรค คุณควรเช็คระบบเบรคให้พร้อมก่อนออกเดินทางเพราะระบบเบรคที่ดีก็จะช่วยให้คุณปลอดภัยมากขึ้นด้วย
อันดับสาม. เช็คระยะท่านั่งความสูงต่ำของเบาะให้พอดีกับช่วงขาและแขนของคุณเพื่อลดความเมื่อล้าระหว่างการปั่นทางไกลๆนั่นเอง
2. อุปกรณ์เดินทาง
อุปกรณ์ในการเดินทางแบ่งเป็นสองส่วนดังนี้
ส่วนแรก อุปกรณ์สำหรับรถจักรยานของคุณนั่นก็คือปั๊มลม ยางในสำรอง ชุดปะยาง เครื่องมือสำหรับไขปรับแต่ง ไฟจักรยานแต่ปกติก็ไม่ค่อยได้ใช้หรอกครับเพราะปั่นทัวร์ริ่งไม่นิยมปั่นกลางคืนแต่มีไว้ก็ดี กระดิ่งจักรยานเผื่อไว้เวลาต้องขอทางหรือเพื่อขอความช่วยเหลือ ส่วนพวกไมล์จักรยานใครอยากติดไว้โชว์ตัวเลขก็ติดครับแต่ผมไม่ติดเพราะมันเก่ะก่ะ
ส่วนที่สอง อุปกรณ์สำหรับตัวนักปั่นหลักๆจะประกอบด้วย
-เต็นท์ขนาด1คนนอน เต็นท์ขนาดใหญ่จะหนักยิ่งหนักก็คือภาระในการปั่น
-อุปกรณ์การนอนเช่นผ้ายางเบาะรองนอน
-ชุดเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนแนะนำว่าอย่าขนไปเยอะแค่สองชุดสามชุดก็เพียงพอแล้วเยอะมากมันก็หนัก
-อุปกรณ์ในการทำอาหารในกรณีที่คุณอาจจะต้องทำอาหารทานเองส่วนตัวผมจะใช้เตาแก๊สสนามและหม้อใบเดียวใช้ทั้งต้มน้ำหุงข้าวหรือทำอาหารได้หมด
-มีดพก เอาไว้ใช้ตัดหั่นเจาะขุดและป้องกันตัวในยามฉุกเฉิน
-ยาแก้ปวดลดไข้ ยาทาเวลาแมลงสัตว์กัดต่อย ครีมกันยุงสำหรับสาวๆผิวบอบบาง แปรง+ยาสีฟัน
-รองเท้าที่เหมาะสมในการปั่นจักรยาน เดินป่า เดินเล่น ในคู่เดียวกันจะได้ไม่ต้องเอาไปหลายคู่
-หมวก ผมจะใช้หมวกแบบปีกกว้างและมีผ้าปิดกันแดดเพื่อใช้บังแดดแต่ใครอยากจะใส่หมวกจักรยานก็ตามสะดวกแต่ผมไม่ใส่เพราะมันร้อนยิ่งปั่นไกลยิ่งร้อน
-แบ็ตเตอรี่สำหรองมือถือ Power Bank ตอนนี้ผมใช้แบบมีโซล่าเซลด้วยปั่นไปก็ชาร์ตไป
-ไฟฉายขนาดพอดีอย่าใหญ่ไปเน้นกำลังส่องสว่างโดยเราสามารถใช้มันเป็นไฟหน้าจักรยานได้ด้วย
-แผนที่ เพื่อใช้ดูเส้นทางแม้นเราจะมีปากไว้ถามทางหรือมี GPS , Google mapแต่มีแผนที่ไว้จะดีกว่าเพราะบางพื้นที่เราอาจจะไม่เจอคนให้ถามทางหรือระบบอากู๋GPSมันไม่สามารถหาตำแหน่งได้



เพียงเท่านี้ครับเพราะเราปั่นจักรยานทัวร์ริ่งท่องเที่ยวทางไกลในประเทศไทย ดังนั้นจึงไม่ควรแบกอะไรไปเยอะนักเอาแค่พอใช้และเท่าที่จำเป็นก็พอส่วนอุปกรณ์จักรยานเช่นกระเป๋าจักรยานก็ตามสะดวกครับใครจะเน้นหรูเน้นถูกหรือDIYก็ตามสะดวกเพราะมันไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้คุณปั่นจักรยานท่องเที่ยวได้หรือไม่ได้ และผมอยากจะฝากข้อสำคัญอีกอย่างก่อนการปั่นจักรยานท่องเที่ยวทางไกลเราควรวางแผนการเดินทางให้ดีว่าเราจะปั่นไปไหนทางไหนผ่านอะไรบ้างและมีระยะทางเท่าไหร่สภาพเส้นทางสภาพภูมิอากาศเป็นอย่างไรเพราะทั้งหมดเหล่านี้จะส่งผลกับความเร็วในการปั่นของเราในแต่ละวันและสุดท้ายกฎเหล็กสำหรับการปั่นจักรยานท่องเที่ยวนั่นก็คือเราต้องเคารพกฎจารจรและระมัดระวังหลีกเลี่ยงเส้นทางที่อาจจะทำให้เราเกิดอุบัติเหตุอย่าไปแคร์เรื่องความเร็วหรือห่วงความเท่แบบโง่ๆมันก็จะทำให้การเดินทางท่องเที่ยวด้วยจักรยานของคุณปลอดภัยขึ้นนั่นเอง


ขอให้มีความสุขกับการเดินทางท่องเที่ยวด้วยจักรยานครับ


วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ปั่นจักรยานเที่ยว น้ำฟ้าป่าเขา

ใกล้เทศกาลปีใหม่ ผู้คนส่วนมากก็เริ่มวางแผนที่จะท่องเที่ยวกันและแน่นอนผมก็เป็นหนึ่งในคนจำนวนนั้นเพียงแต่ผมวางแผนเอาไว้ว่าจะไม่ไปเที่ยวช่วงปีใหม่แต่ผมจะไปก่อนวันหยุดยาวสิ้นปีเพราะผมไม่ต้องการที่จะไปเจอกับฝูงมนุษย์ที่แออัดกันอยู่บนท้องถนนและแหล่งท่องเที่ยวเพราะผมตั้งใจจะปั่นจักรยานไปเที่ยวและกางเต็นท์นอนเพื่อพักสมองให้สงบดังนั้นผมไม่อยากจะไปเจอสภาพที่เรียกกันว่า"สลัมเต็นท์" ก่อนที่จะต้องกลับมาลุยงานในช่วงปีใหม่นั่นเอง ดังนั้นผมจึงเลือกสถานที่ไม่ไกลจากกรุงเทพมากนักเพื่อจะได้มีเวลาเดินทางโดยไม่ต้องเร่งรีบผมจึงตัดสินใจปั่นจักรยานไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาสามหลั่น จังหวัดสระบุรี และก่อนออกเดินทางผมพยามเลือกเส้นทางที่ไม่ใช่ถนนหลักแต่พยามเลือกถนนรองหรือทางหลวงชนบทเพื่อเลี่ยงการเจอกับรถใหญ่ หลังจากกำหนดสถานที่และเส้นทางในการปั่นแล้วเย็นวันอาทิตย์หลังจากกลับมาจากการทำงานผมก็เก็บของขึ้นหลังเจ้าปรอทเตรียมพร้อมเดินทางในวันรุ่งขึ้น เช้าวันจันทร์22ธันวาคม เวลา 7.00น. ล้อเจ้าปรอทพาหนะเดินทางในทริปนี้ของผมก็หมุนออกจากบ้านพักย่านรามอินทรามุ่งหน้าเข้าจังหวัดสระบุรีโดยปั่นมาเรื่อยๆมุ่งออกทางสายไหมและตัดเข้าทางหลวงชนบท3010และทางหลวงชนบท1021ก่อนมุ่งหน้าเข้าสู่ถนนพหลโยธินตรงไปเรื่อยๆผ่านวังน้อยอยุธยาผ่านหินกองและเลี้ยวเข้าวัดพระฉายและจากวัดพระฉายผมมุ่งหน้าต่อไปอีก3กิโลก็เข้าสู่อทุยานแห่งชาติเขาสามหลั่น

**ชมคลิปกันก่อนครับ**





ภาพบรรยากาศระหว่างปั่นจักรยานเที่ยวในทริปนี้
"เส้นทางสวยแปลกตา"








"หออัครศิลปิน"


ผมมาถึงอุทยานก็ราวบ่ายสามโมงซึ่งช้ากว่าที่ผมกำหนดเอาไว้หลายชั่วโมงเพราะระหว่างทางผมแวะลั่นล้าไปเรื่อยปั่นแบบกินลมชมวิวแวะกินแวะถ่าบรูปแวะเข้าไปปั่นเที่ยวบริเวณหออัครศิลปิน แวะคุยกับชาวบ้านข้างทางแม่ค้าขายกาแฟสดและคุยกับคุณตำรวจที่กวักมือเรียกผมเข้าสอบถามด้วยความห่วงใยเพราะบริเวณหินกองมีการปรับปรุงถนนอยู่และปิดเลนด้านหนึ่งอีกทั้งมีรถบรรทุกวิ่งกันเยอะก็ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจครับ หลังจากมาถึงอทุยานแห่งชาติเขาสามหลั่นผมก็มองหาที่กางเต็นท์เพราะที่นี่้เราสามารถเลือกจุดกางเต็นท์ได้ตามสะดวกแต่ผมเลือกกางในพื้นที่โล่งๆใกล้กับศูนย์อำนวยการนักท่องเที่ยวใกล้ห้องน้ำและไม่อยู่ใต้ต้นไม้เพราะช่วงนี้ลมแรงกิ่งไม้อาจจะหักโค่นลงมาไม่สนุกแน่ถ้ามาโดนกิ่งไม้หักโค่นทับเต็นท์ขณะกำลังนอนหลับ โดยระหว่างนั้นมีเจ้าหน้าที่อุทยานชื่อพี่โต้งแกเข้ามาสอบถามว่าผมทานอะไรมาหรือยังเพราะร้านค้าสวัสดิการที่นี่ปิดผมก็เลยบอกว่าผมไม่ได้เตรียมอาหารมาเพราะก่อนมาผมหาข้อมูลเขาบอกว่าที่นี่มีร้านค้าสวัสดิการ(เป็นความประมาทของผมเอง)แกก็ใจดีครับเอาข้าวเหนียวกุนเชียง น้ำเย็นหนึ่งขวดและกล้วยน้ำหว้าอีกครึ่งหวีเพื่อรองท้องผมจะให้เงินตอบแทนก็ไม่รับบอกไม่เป็นไรเพราะแกก็เป็นชอบปั่นจักรยานเหมือนกัน แถมตอนเย็นแกก็ยังออกไปซื้อข้าวผัด กาแฟและขนมมาให้ผมอีกน้ำใจงามมากๆครับ
"พี่โต้งเจ้าหน้าที่อุทยาน"

"พี่สมคิดเจ้าที่พิทักษ์ป่า"
"ข้าวเหนียวกุนเชียงช่วยชีวิต"





เช้าวันรุ่งขึ้นผมตื่นขึ้นมาแต่เช้ามืดออกมายืนสูดอากาศบริสุทธิ์ที่กำลังเย็นสบายซึ่งไม่พบเจอในกรุงเทพ ลุงสำเนียงยามก่ะกลางคืนของอุทยานก็เข้ามาชวนผมคุยเรื่องต่างๆมากมาย ลุงแกเป็นคนพูดเก่งครับเล่าเรื่องราวต่างๆให้ผมฟังเยอะโดยเฉพาะประวัติของอุทยานแกจำได้หมดว่าเปิดเมื่อไหร่เป็นสวนป่าปีไหนเป็นวนอุทยานปีไหนและเป็นอุทยานปีไหนมีหัวหน้าอุทยานมาแล้วกี่คนชื่ออะไรบ้างและลุงแกยังบอกผมอีกว่าอทุยานแห่งชาติเขาสามหลั่นนี้เป็นอุทยานที่มีขนาดเล็กที่สุดในประเทศไทยและยังมีอีกหลายเรื่องที่แกเล่าให้ผมฟังแกเป็นคนพูดเก่งมากแต่แปลกที่แกบอกตลอดว่าผมพูดเก่งทั้งที่จริงผมเป็นคนฟังซะมากกว่า(ฮา) พอตะวันเริ่มส่องแสงผมก็ปั่นจักรยานออกมาจากอุทยานโดยตั้งใจจะขึ้นไปเที่ยวเขาพระพุทธฉาย สำหรับพระพุทธฉายนั้นเป็นภาพสีของสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า มีลักษณะเป็นเงาสีแดงคล้ายประภามณฑล หรือรัศมีโดยรอบพระพุทธรูป คล้ายสีดินเทศ มีความสูงประมาณ 5 เมตร ปรากฏประทับติดอยู่กับชะง่อนหน้าผาสูงบริเวณเชิงเขาปถวี ประดิษฐานอยู่ในมณฑป ณ เงื้อมเขามาฎะกะ (เขาช่องลม) ค้นพบสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ซึ่งค้นพบพร้อมกับรอยพระพุทธบาทที่สระบุรี ในบริเวณใกล้เคียงมีมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทเบื้องขวามณฑปหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าเสือและมีต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่อัญเชิญมาจากลังกา เมื่อ พ.ศ. 2492 ทุกปีจะมีงานนมัสการพระพุทธฉายพร้อมกับงานนมัสการรอยพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรี แต่น่าเสียดายช่วงที่ผมไปนั้นยังเช้าอยู่ผมไม่ได้เข้าไปถ่ายภาพรอยพระฉายเพราะเขาบอกยังไม่เปิดผมจึงเดินขึ้นไปบนยอดเขานัมัสการรอยพระบาทซึ่งตอนผมไปยังไม่เปิดเหมือนกันแต่โชคดีมีเจ้าหน้ากำลังทำความสะอาดบริเวณนั้นอยู่เขาจึงเปิดให้ผมเขาไปนมัสการรอยพระพุทธบาท











หลังจากเดินเที่ยวในเขาพระฉายพร้อมกับถ่ายภาพวิวสวยๆและเจ้าจ๋อที่อาศัยอยู่บริเวณวัดพระฉายแล้วผมก็เดินทางกลับมาที่อุทยานเพื่อที่จะขึ้นไปเที่ยวบริเวณน้ำตกเขาสามหลั่น สำหรับการมาเที่ยวน้ำตกเขาสามหลั่นในช่วงนี้นั้นไม่มีน้ำเรียกว่าน้ำแห้งเลยก็ได้ผมได้รับคำตอบจากพี่โต้งว่าที่น้ำแห้งเพราะอ่างเก็บน้ำด้านหน้าอุทยานแตกตั้งแต่ปี54เมื่อคราวน้ำท่วมใหญ่ประเทศไทยนั่นล่ะครับ แต่ทางอุทยานยังไม่ได้งบประมาณมาซ่อมแซมจึงทำให้ไม่สามารถกักน้ำไว้ได้ในฤดูฝน แต่พี่โต้งก็บอกว่าปีหน้าอุทยานอาจจะได้งบประมาณมาพัฒนาพื้นที่และซ่อมแซมอ่างเก็บน้ำซึ่งก็จะเร่งทำถ้าได้งบมา และระหว่างที่ผมกำลังเดินถ่ายภาพน้ำตกเขาสามหลั่นอยู่ผมก็เจอกับพี่สมคิดเจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยานเดินลงมาจากบนยอดเขาและพี่เขาก็แนะนำให้ผมเดินขึ้นต่อไปอีกจะมีอ่างเก็บน้ำเขาสามหลั่นซึ่งตอนนี้พวกพี่สมคิดกำลังปรับปรุงตัดถางต้นกระถินยักษ์ออกเพื่อปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและกางเต็นท์ซึ่งเมื่อผมเดินขึ้นไปก็ต้องบอกว่าสวยจริงครับและมีร่องรอยการตัดต้นไม้ถางหญ้าเพื่อเปิดพื้นที่ของพี่สมคิดตลอดแนวถ้าทำเสร็จผมว่าที่นี่คือจุดกางเต็นท์ที่น่ามาพักผ่อนมากเพราะอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ นอกจากนั้นพี่สมคิดกับเพื่อนๆเจ้าหน้าที่ยังบอกกับผมว่าที่เขาสามหลั่นนั้นมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจและอยากให้รัฐบาลพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ นั่นก็คือรอบเขาสามหลั่น เขาแดง จะมีแนวบังเกอร์ของกองทัพญี่ปุ่นในยุคสงครามโลกครั้งที่สองอยู่ ซึ่งถูกขุดเอาไว้เป็นหลุมเพาะรอบทั้งเขา แต่ละหลุมมีความลึกท่วมหัวและมีร่องรอยการเอาท่อนไม้มาปิดแนวหลุมไว้เพื่อกันไม่ให้ทหารสัมพันธมิตรเห็นอีกทั้งแต่ละแนวจะยาวเชื่อมกันมีจุดที่เป็นป้อมปืนที่ซุกซ่อนอยู่ในโพรงหินซึ่งปากกระบอกปืนจะจ่อไปทางกรุงเทพและอยุธยานอกจากนั้นพวกพี่เขายังบอกว่าในสมัยก่อนสามารถมองได้ไกลถึงรังสิตพื้นที่นี้จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่กองทัพญี่ปุ่นมาตังไว้นั่นเอง เสียดายที่ผมเซฟรูปและคลิปวีดีโอมาจากคอมของพี่สมคิดไม่ได้แต่ก็บอกกับแกว่าไว้มีโอกาสผมจะให้เขาพาขึ้นไปดูแนวบังเกอร์เหล่านั้นพี่สมคิดบอกว่าเวลานี้บางหลุมก็โดนชาวบ้านไปรื้อขโมยไม้ที่ปิดปากหลุมไปทำให้ดินถล่มถมหลุมจนตื้นบางแห่งก็มีการขุดเอาของใช้ทหารญืี่ปุ่นไปขายซึ่งน่าเสียดายมากและยังบอกว่าที่บริเวณนั่นทุกปีจะมีชาวญี่ปุ่นเดินทางมาเพื่อสักการะดวงวิญญาณของบรรพบุรุษพวกเขา
"อ่างเก็บน้ำเขาสามหลั่นที่กำลังพัฒนาเพื่อเป็นจุดกางเต็นท์"


ผมเดินกลับลงมาจากอ่างเก็บน้ำเขาสามหลั่นก็มาเจอกับคณะของเด็กๆจากโรงเรียนพระฉายที่มาเข้าค่ายธรรมะกันกำลังส่งเสียงเจี้ยวจ้าวทำให้เริ่มมีความรู้สึกเหมือนกับที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาอีกครั้งเพราะตลอดวันที่ผมมาถึงมีเพียงผมคนเดียวหัวโด่ที่เป็นนักท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่อทุยานบอกกับผมว่าส่วนมากคนมาเที่ยวจะถามก่อนเลยว่าน้ำตกมีน้ำมั้ยพอบอกไม่มีน้ำก็จะกลับกันไม่เข้ามาเที่ยวทำให้ที่นี่มีคนเข้ามาเที่ยวค่อนข้างน้อยนั่นเอง แสงตะวันเริ่มอ่อนลงผมปั่นเจ้าปรอทออกไปหาอะไรกินนอกอุทยานเช่นเดิมเพราะร้านค้าสวัสดีการที่นี่ปิด(ก็ไม่มีนักท่องเที่ยวนี่นา)ก่อนจะกลับมาอาบน้ำและเตรียวตัวนอนพักผ่อนเพราะพรุ่งนี้ผมจะเดินทางกลับบ้าน แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรลุงสำเนียงก็มาเข้าเวรพร้อมหอบหมอนและผ้าห่มมาให้เพราะกลัวผมหนาวและเริ่มชวนผมคุยอีก กว่าผมจะร่ำลาขอตัวแกได้ก็เกือบสามทุ่ม และแกก็ทิ้งท้ายว่า "ผมคุยเก่ง (ฮา)"

เช้ารุ่งขึ้นผมร่ำลาอุทยานแห่งชาติที่เล็กที่สุดในประเทศในช่วงสายๆ และปั่นออกมาพร้อมกับรอยยิ้มในใจแม้นที่นี่จะเล็กและไม่สวยเด็ดเหมือนอุทยานที่มีชื่อเสียงแต่ก็มีน้ำใจมากมายจากเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งนี้ ไว้มีโอกาสผมจะกลับมาเยี่ยมเยียนที่นี่อีกโดยเฉพาะเรื่องบังเกอร์ของทหารญี่ปุ่นที่ผมยังอยากจะไปดูด้วยตาของตัวเอง สายลมเย็นๆพัดผ่านตัวผมไปล้อจักรยานยังหมุนต่อไปเรื่อยๆเช่นเดียวกับชีวิตของเราที่ยังคงต้องหมุนเดินต่อไป
**ชมภาพถ่ายจากทริปนี้ได้ที่นี่นะครับ**



วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

รีวิวกล้อง Action Camera ราคาถูกสำหรับนักปั่น

สำหรับนักปั่นจักรยานในยุคดิจิตอลนี้การถ่ายภาพตัวเองหรือการถ่ายเหตุการณ์ขณะปั่นจักรยานดูจะเป็นเรื่องราวที่หลายคนชื่นชอบ เพราะมันเหมือนได้บันทึกเรื่องราวส่วนหนึ่งของชีวิตเอาไว้เป็นรูปภาพเป็นภาพเคลื่อนไหว ผมเองก็ชอบการถ่ายภาพไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหวและผมเคยลองใช้มือถือถ่ายภาพวีดีโอขณะปั่นจักรยานแม้นไฟล์ภาพวีดีโอที่ทำออกมาจากกล้องมือถือ(ของผม)จะไม่ขี้เหร่แต่ก็ค่อนข้างที่จะไม่สะดวกเพราะผมไม่มีอุปกรณ์เสริมในการช่วยจับยึดกล้องเอาไว้ให้ติดกับตัวรถ ดังนั้นผมจึงมองหากล้องที่จะเอามาถ่ายวิดีโอได้และยึดติดกับรถจักรยานได้ซึ่งเมื่อลองไปหาดูก็พบว่ามันมีราคาที่แตกต่างกันมากทั้งถูกและแพง สำหรับคนกระเป๋าเบาแบบผมตัวเลือกจึงไปตกอยู่กับกล้อง Action Camera ราคาถูก ดังนั้นเพื่อไม่ให้เสียเวลาผมจัดการสั่งซื้อมาทันที เย้...




หลังจากซื้อกล้องมาเรียบร้อยคราวนี้ผมก็มาแก่ะกล่องทดสอบกันเลยว่ามันจะดีเยี่ยมแค่ไหน หรือว่าห่วยตามราคา อ้อ...ลืมไปครับ ข้างๆกันคือ Power Bank อันนั้นซื้อมาพร้อมกันเอาไว้มีโอกาสจะมารีวิวอีกครั้ง
เอาล่ะครับหลังจากได้กล้องมาผมก็แก่ะกล่องเลย ภายในกล่องมีตัวกล้องและอุปกรณ์เสริมเพื่อใ้งานในรูปแบบต่างๆ อันแรกคือสายชาต์จ อันที่สองคือแคสกันน้ำ(อันนี้ล่ะตัวเหตุผลหลักที่ผมสนใจและเลือกซื้อกล้องนี้)อันที่สามคือตัวยึดติดแฮนด์จักรยาน(นี่ก็เหตุผลหนึ่งที่ผมซื้อ) อันที่สี่คือตัวยึดกับกระจกหรือคอนโซลรถยนต์รวมถึงยึดติดกับหมวกกันน็อคมอเตอร์ไซด์แต่ผมไม่ได้ลองติดกับหมวกกันน็อคมอเตอร์ไซด์นะครับ คือผมเกรงว่ามันจะปลิวไปกับแรงลมก่อน(ฮา)เพราะตัวยึดติดมันเป็นแค่ตัวยางดูดอากาศแต่ถ้าติดคอนโซลหน้ารถยนต์หรือบนหน้าปัดรถมอเตอร์ไซด์ไม่มีปัญหาเพราะผมลองติดกับรถยนต์และมอเตอร์ไซด์ของผมมาแล้วติดได้สบายๆครับ อันสุดท้ายเป็นที่ติดกับหมวกจักรยานเป็นแบบสายรัดคล้องลงในรูระบายอากาศของหมวกจักรยานผมลองดูแล้วติดได้แน่นหนาทีเดียว อ้อ..และอีกชิ้นผมลืมถ่ายภาพมาด้วยจะเป็นเคสสำหรับกล้องเพื่อติดกับอุปกรณ์ขาเสริมต่างๆ

"กล้องเมื่อใส่เคสปกติ"

"กล้องเมื่อใส่เคสกันน้ำ"


เอาล่ะครับคราวนี้เรามาลองดูประสิทธิภาพของกล้องตัวนี้คร่าวๆตามที่โรงงานระบุบมาก่อนนะครับ มันบันทึกภาพถ่ายต่างๆลงในหน่วยความจำภายนอกด้วย micro SD card รองรับได้สูงสุด32 GB ไฟล์ภาพที่ถ่ายเป็นภาพนิ่งจะเป็น JPEG ความละเอียดภาพ 5.0 Mega Pixels พร้อมระบบซูมดิจิตอล 4x พร้อมหน้าจอสีขนาด2นิ้วระบบทัชสกรีน บันทึกไฟล์วีดีโอแบบ AVI ที่ความละเอียดสูงสุด 720P ที่23-31 เฟรม/วินาทีและในระบบ VGA ที่ 640x480 Pixels ที่49-63เฟรม/วินาที ส่วนไมค์ของกล้องรุ่นนี้เป็นแบบ Built-in แปลว่ามันบันทึกเสียงได้ และมีน้ำหนักเพียง48กรัม หมดปัญหาเรื่องหนักหัวได้เลยหากเราเอากล้องไปติดบนหมวกจักรยาน สำหรับพลังงานของกล้องตัวนี้เป็นแบตแบบลิเธียมขนาด 440 mAh และเปิดบันทึกต่อเนื่องได้90นาทีหรือจนกว่าหน่วยความจำจะเต็ม เอาล่ะครับทราบรายละเอียดกันบ้างแล้วคราวนี้ไม่ต้องเสียเวลามาทดสอบประสิทธิภาพของกล้องตัวนี้เลยดีกว่าครับ ผมเริ่มจากการถ่ายภาพนิ่ง เผื่อเพื่อนๆท่านไหนที่ชอบแชลฟี่คิดว่าจะกล้องตัวนี้ไปใช้งานในการถ่ายภาพนิ่งหรือแชลฟี่ตัวเองล่ะก็มองข้ามมันไปเลยครับเพราะไฟล์ภาพที่ผมลองถ่ายออกมานั้นอยู่ในระดับกล้องมือถือยุคต้นๆ
"ไฟล์ภาพถ่ายจากกล้อง Action Camera"
"ไฟล์ภาพถ่ายจากกล้อง Action Camera"
คราวนี้เรามาลองดูประสิทธิภาพของการบันทึกด้วยเคสกันน้ำของกล้องรุ่นนี้แต่ขอบอกก่อนนะครับว่าเจ้าเคสกันน้ำตัวนี้เขาระบุบมาข้างกล่องแค่ว่า drive shooting แต่ไม่บอกว่ามันลงน้ำได้ลึกเท่าไหร่และส่วนตัวผมก็มองว่าลึกสักเมตรนี่ก็เกินคาดแล้วครับเพราะแรงดันของน้ำยิ่งลึกยิ่งมาก และเพื่อความชัดเจนว่ามันกันน้ำได้ในกรณีที่นักปั่นจักรยานทั้งหลายต้องลุยแอ่งน้ำลุยฝนที่ตกลงมาหนักๆผมจึงเอามันลงไปทดสอบถ่ายภาพในตู้ปลาขนาด24นิ้ว ซึ่งผลออกมาก็คือมันกันน้ำได้100%ครับ ไม่มีน้ำรั่วเข้าไปในกล้องตรงจุดนี้ผมว่าโอเคเลยล่ะ หลังจากนั้นผมก็ลองทดสอบบันทึกวีดีโอโดยติดไว้กับเจ้าปรอทจักรยานคันเก่งของผมโดยบันทึกในความละเอียดสูงสุดที่720p สำหรับกล้องรุ่นนี้มีระบบบันทึกวีดีโออยู่สองโหมดนะครับ นั่นคือโหมดขับรถและโหมดวีดีโอ ซึ่งจะต่างกันคือ โหมดขับรถจะสามารถบันทึกได้เพียง5นาที กล้องก็จะตัด ส่วนโหมดวีดีโอมันสามารถบันทึกต่อเนื่องได้จนกว่าแบตจะหมดหรือหน่วยความจำเต็ม ซึ่งมันก็ดีเสียต่างกันไปเพราะถ้าตัดทุก5นาทีข้อดีคือมันประหยัดพลังงาน แต่ข้อเสียคือบางครั้งมันทำให้อารมณ์เราปูดได้เพราะฟิลลิ่งมันไม่ต่อเนื่อง(ฮา) ส่วนระบบเสียงในการบันทึกก็พอใช้ได้ครับแต่ไม่ถึงกับดี และถ้าใครอยากบันทึกเสียงตัวเองขณะปั่นจักรยานก็พอจะได้แต่อย่าเอากล้องใส่เคสกันน้ำแล้วบันทึกเสียงพูดนะครับเพราะมันจะแทบจะไม่ได้ยินเสียงเราเนื่องจากเศสมันปิดสนิทด้วยยางกันน้ำทำให้เสียงพูดไกลๆลอดเข้าไปยาก หลังจากลองบันทึกและนำวีดีโอมาตัดต่อดูแล้วต้องบอกว่าคุณภาพของไฟล์ภาพไม่ว่าจะภาพนิ่งหรือวีดีโออยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้สำหรับการบันทึกภาพเหตุการณ์ประทับใจจากกิจกรรมที่เราชื่นชอบในราคาต้นทุนที่ไม่หนักกระเป๋าจนเกินไป

"ภาพvdoจากกล้องขณะปั่นจักรยาน"

"ภาพvdoจากการบันทึกในตู้ปลา"




วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ปั่นจักรยานอ้อยอิ่ง ชมทุ่งดอกทานตะวัน

จั่วหัวมาแบบนี้เพื่อนๆหลายคนอาจจะคิดว่าผมไปปั่นจักรยานชมทุ่งดอกทานตะวันแถวๆลพบุรีเป็นแน่ แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ครับ เพราะที่ผมปั่นชมทุ่งดอกทานตะวันแถวๆบ้านผมในกรุงเทพนี่ล่ะไม่ได้ไปไกลถึงลพบุรีเลย(ฮา)



กรุงเทพมหานครช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นสบายขึ้นมาบ้างทำให้การปั่นจักรยานไปทำงานตอนเช้าของผมมีความรู้สึกสบายๆ โดยเฉพาะเมื่อได้ปั่นผ่านแถวหมู่บ้านที่ผมอยู่ทำให้มีความรู้สึกว่าเฮ้ย...ถึงเราไม่มีเวลาออกไปเที่ยวต่างจังหวัดแต่เราก็มีฟิลลิ่งของต่างจังหวัดและทุ่งดอกทานตะวันด้วย เพราะที่หมู่บ้านเขาปลูกดอกทานตะวันไว้และตอนนี้พวกมันเริ่มบานรับแสงตะวันและลมหนาวทำให้ดูสดชื่นขึ้น ดังนั้นผมจึงงัดโทรศัพท์มือถือออกมาบรรเลงการถ่ายภาพทุ่งดอกทานตะวันแถวบ้านซะเลย แชะๆๆๆๆๆ หยุดพักถ่ายภาพสวยๆได้หลายภาพ อ้อยอิ่งกับสิ่งงามๆที่มี


"ผมมีเวลาที่จะอ้อยอิ่งกับ #การถ่ายภาพ อาจจะเป็นเพราะผม #ปั่นจักรยาน ทำให้สามารถมองเห็นว่า #ดอกทานตะวัน มีฝูงผึ้งมาบินวนกันเยอะมาก จนต้องจอดรถเพื่อลงมาเก็บภาพผึ้งแต่ถ้าขับรถยนต์ผมก็คงแค่ผ่านไปแล้วคิดว่าเฮ้ย...มีดอกทานตะวันด้วย"

"ผึ้งเยอะมากนะแต่ผมถ่ายไม่ทันเพราะมือถือมันไม่สามารถจับจังหวะการบินของผึ้งได้ แต่ก็ถือว่า
ได้ภาพที่พอใจระ
ดับหนึ่งล่ะ"







อันที่จริงแล้วการที่เราปั่นจักรยานบางคนมองว่ามันช้าและเสียเวลาอีกทั้งเหนื่อยต่างจากการขับรถยนต์ที่เย็นสบายกว่า แต่เชื่อหรือไม่ครับว่าการปั่นจักรยานไปทำงานหรือไปเที่ยวของผมมันไม่เคยต้องเร่งรีบต่างกับการขับรถยนต์ที่ต้องเร่งรีบไปหมดทั้งที่รถยนต์มันสามารถทำความเร็วได้มากกว่าการปั่นจักรยานแต่กลับไม่มีเวลาอ้อยอิ่งกับธรรมชาติและสิ่งต่างๆรอบตัว นั่นเพราะเมื่อเราขับรถยนต์เราก็จะกลัวรถติดกลัวว่าจะไปทำงานไม่ทัน และเรื่องจริงที่น่าแปลกที่การปั่นจักรยานไปทำงานในวันปกติของผมเมื่อเทียบกับกับการขับรถยนต์ผมกลับใช้เวลาน้อยกว่าและมีความสุขกับการอ้อยอิ่งกับสิ่งต่างๆสองข้างทางมากกว่า

จักรยานอาจจะไม่ใช่พาหนะที่เลิศหรูและรวดเร็ว แต่มันก็พาเราเดินทางไปได้แม้นมันจะไม่สะดวกสบายแต่มันก็ถึงที่หมายพร้อมกับสุขภาพที่ดีของเรา มาปั่นจักรยานกันครับ




EZ noneny AD