แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปั่นจักรยานไปทำงาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปั่นจักรยานไปทำงาน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

วิธีป้องกันจักรยานไม่ให้ถูกขโมยง่ายๆ Bicycle safety lock

ตัวอย่างจักรยานที่ล็อคแต่ก็ไม่รอดจากหัวขโมย
สำหรับคนที่ใช้จักรยานนั้นมีปัญหาหนึ่งที่ไม่อยากเจอเลยนั่นก็คือ "จักรยานหาย" แน่นอนว่าเมื่อเราผู้เป็นเจ้าของจักรยานไม่ต้องการเห็นรถของเราหายไปแบบนั้นจึงต้องเตรียมอุปกรณ์ป้องกัน นั่นก็คือ"ที่ล็อคจักรยาน"

แต่ทราบหรือไม่ครับ ไม่ว่าที่ล็อคของเราจะดีเพียงไรโอกาสที่รถจักรยานของเราจะสูญหายก็ยังคงเป็นไปได้เสมอเพราะไม่มีอุปกรณ์ชนิดไหนสามารถป้องการการโจรกรรมได้100%

พอมาถึงแบบนี้หลายคนอาจจะมีคำถามว่าเมื่อที่ล็อคจักรยานไม่สามารถป้องการ
โจรกรรมได้เราควรจะทำอย่างไรในการดูแลจักรยานที่รักของเราไม่ให้ถูกขโมย คำตอบคือ" ไม่มีหรอกครับ เพียงแต่เราต้องป้องกันโดยการที่เราต้องสร้างความลำบากยุ่งยากและเสียเวลาในการขโมยให้มากที่สุด " เพราะอย่างน้อยคนพวกนี้หากเห็นว่าไม่สะดวกและต้องใช้เวลานานในการขโมยมันก็จะถอยไปก่อน หรือมองหาเป้าหมายอื่นแทน

แต่ต้องจำไว้ก่อนนะครับว่าสิ่งที่ผมแนะนำนี่คือหลังจากการที่คุณหาจุดจอดจักรยานที่ปลอดภัยได้แล้วนะครับ เพราะอย่างแรกที่คุณต้องทำในการป้องกันจักรยานของคุณถูกขโมยคือ การหาจุดจอดที่ปลอดภัยซึ่งแนะนำว่าควรเป็นจุดที่เขาทำไว้สำหรับจอดจักรยานและมีพื้นที่ให้เราได้คล้องโซ่หรืออุปกรณ์ล็อคจักรยานเรากับรั้วล็อคที่เขาเตรียมไว้ให้ หรือมีเจ้าหน้ารักษาความปลอดภัยคอยดูแล แต่หากต้องจอดในบริเวณที่ไม่มีที่จอดเฉพาะก็ให้พยามหาจุดที่เราสามารถที่คล้องล็อคเฟรมจักรยานไว้ได้อย่างแน่นหนา เช่น ต้นไม้ใหญ่ เสาไฟ ป้ายบอกทางต่างๆ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการยกไปทั้งคันนั่นเอง สำหรับวิธีการคล้องโซ่ล็อคจักรยานก็ลองทำแบบที่ผมทำดูครับ

1. ล็อคทั้งล้อหน้าและล้อหลัง โดยเฉพาะรถจักรยานที่มีดุมแบบปลดล้อเร็วทั้งหลาย ควรจะคล้องสายล็อคที่คุณคิดว่ามันแข็งแรงที่สุดเอาไว้กับเฟรมรถ เพื่อป้องกันการถอดล้อ

2. ล็อคล้อโยงกับจานโซ่หน้าจักรยาน การล็อคแบบนี้เราอาจจะใช้โซ่ล็อคคล้องลอดระหว่างเฟรมกับจานโซ่หน้า เป็นอีกจุดหนึ่งที่ช่วยประวิงเวลาจากการขโมยได้

3. ถอดล้อไปด้วย วิธีนี้หลายคนนิยมทำเหมือนกันเพราะเราจะล็อคเพียงแค่เฟรมจักรยานเอาไว้โดยไม่ต้องห่วงว่าหัวขโมยจะมาช่วยคุณถอดล้อ

4. ถอดเบาะ วิธีการนี้หลายคนอาจะมองคุณแบบแปลกๆ แต่เชื่อเถอะครับการถอดเบาะออกนั้นช่วยได้เยอะเหมือนกันเพราะเจ้าหัวขโมยไม่สามารถปั่นได้ ถึงปั่นได้ก็ยืนปั่นอย่างเดียวล่ะ(ฮา) วิธีนี้บางท่านบอกว่าถอดเบาะยากต้องใช้เครื่องมือ อันที่จริงผมหมายถึงการถอดหลักอานจักรยานออกไปนั่นล่ะครับ ยิ่งจักรยานรุ่นใหม่ราคาแพงสมัยนี้หลักอานเป็นแบบปลดเร็วทั้งนั้น เพียงแค่ถอดออกไปใส่เป้แค่นี้เรียบร้อยครับ

สำหรับทุกวิธีที่ผมเขียนนี้หลายท่านอาจจะใช้อยู่บ้างแล้วหรือบางท่านยังไม่ได้เคยใช้วิธีเหล่านี้ก็ลองดูครับ ยอมเสียเวลากับการมองหาที่จอดที่ปลอดภัยและล็อคจักรยานคันโปรดของเราให้แน่นหนาดีกว่าจะต้องมาถูกโจรกรรมไป แล้วมานั่งเจ็บใจทีหลัง

ลองชมคลิปนี้ครับ เขาทดสอบว่าที่ล็อคจักรยานนั้นใช้ได้แค่ไหน


คลิปจาก M. Molli สมาชิก youtube




วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เมื่อคนชอบจักรยาน ลุกขึ้นมาทำสติ๊กเกอร์ไลน์กับเขาบ้าง

หลังจากที่ผลัดวันประพรุ่งไปเรื่อยกับเรื่องของการทำสติ๊กเกอร์ไลน์สำหรับคนที่ชอบปั่นจักรยานมาตั้งแต่ต้นปี แม้นจะมีเพื่อนพ้องน้องพี่หลายคนแนะนำให้ผมลองทำออกมาแต่ผมก็ผลัดไปเรื่อยด้วยเหตุผลล้านแปดแต่หลักๆก็ขี้เกียจนั่นล่ะ(ฮา) แต่ในที่สุดวันหนึ่งผมก็มีลูกฮึดลุกตื่นขึ้นมาแต่เช้าแล้วลุยทำสติ๊กเกอร์แบบรวดเดียวเสร็จ เพื่อเอาใจเพื่อนนักปั่นชอบแชตที่อยากมีสติ๊กเกอร์ไลน์แนวสนุกๆบ้าๆบอๆเน้นอารมณ์ความมันส์มากกว่าความน่ารักแบบคิคุอาโนเนะ คาวาอี้ เอาไว้ส่งหากันแทนการพิมพ์ตัวอักษร ใครสนใจก็เข้าไปโหลดมาใช้กันได้นะครับ สำหรับสติ๊กเกอร์ไลน์ชุด "คนปั่นเมือง" พิมพ์ชื่อนี้คนหาในร้านค้าสติ๊กเกอร์ได้เลย หรือจะเข้าไปตามลิิงค์ http://line.me/S/sticker/1208070 ก็ได้ครับ ชุดนี้เป็นชุดแรกเดี๋ยวจะทำชุดสองออกมาถ้าไฟไม่หมอดไปเสียก่อน (ฮา)


วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ไอ้หย๋า...ปั่นจักรยานเหยียบงู เผชิญหน้ากับเหี้ย

ปกติการปั่นจักรยานของคนเมืองกรุงนั้นต้องบอกว่าโอกาสมันน้อยนิดมากๆที่จะปั่นจักรยานแล้วไปป๊ะเท่งป๊ะกับสัตว์ป่าตัวเขื่อง แต่ไม่ใช่ว่าโอกาสมันจะเกิดไม่ได้แม้นจะเป็นการปั่นจักรยานอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรกลางเมืองแท้ๆ
เจ้าดำพับไร้เกียร์คันนี้ล่ะครับที่พาผมไปฟิน
กรณีแรกเมื่อหลายอาทิตย์ก่อนขณะที่ผมกำลังเกิดอารมณ์ฟิน ก็เลยควบเจ้าจักรยานพับคันน้อยของผมออกไปปั่นเสริมความฟินให้ตัวเอง ระหว่างที่ปั่นไปส่งยิ้มกับสาวๆไปนั่นเอง "ปึ่ก!!" เสียงเหมือนเหยียบอะไรเข้าไป ผมรีบชะลอรถแล้วหันกลับไปมอง "ไอ้หย๋า!! งู " ผมไม่ใช่นักสัตววิทยาก็เลยไม่มีความรู้เรื่องงูจึงบอกไม่ได้ว่ามันเป็นงูอะไร แต่ที่แน่นๆมันโดนเหยียบซี้แหงแก๋อยู่บนถนน และโชคดีที่ผมไม่ใช่คนแรกที่เหยียบเพราะหากมันเป็นงูมีพิษแล้วมันเกิดตกใจหันมาฉกผม ความฟินของผมคงจบลงแค่วันนั้น

นี่ไม่ใช่กรณีแรกที่ผมพบเห็นสัตว์ป่าที่ไม่ควรจะออกมาอยู่บนถนนให้เสี่ยงกับการถูกรถทับ เพราะหลังจากวันที่เหยีบงูผมก็เห็นตัววรนุช(ชื่อใหม่ของคุณตัวเงินตัวทอง หรือคุณเหี้ย ในภาษาเดิมๆ) ตัวใหญ่ยาวประมาณหนึ่งเมตร ยืนจังก้าอยู่บนถนนประดิษฐ์มนูธรรม ช่วงก่อนถึงแยกไปเกษตร ท่าทางของมันทั้งกลัวทั้งตกใจ เพราะเป็นช่วงเวลาเร่งด่วนตอนเช้าซึ่งรถเยอะมากวิ่งกันขวั่กไขว่ ท่าทางของมันเหลียวซ้ายแลขวาอ้าปากขู่รถที่วิ่งผ่าน ผมสังเกตุเห็นแผลบริเวณหางของมันซึ่งน่าจะโดนรถทับมีเลือดไหล แต่ผมเองก็ไม่สามารถจะเข้าไปช่วยมันได้และไม่สามารถหยุดรถเพื่อถ่ายภาพเพราะมันอยู่มุมถนนด้านในส่วนผมอยู่เลนด้านซ้ายเพราะปั่นจักรยาน

เมื่อเห็นแบบนี้ทำให้ผมคิดว่าโลกใบนี้มีสิ่งต่างๆมากมายที่ไม่สามารถเรียกร้องสิทธิในถิ่นที่อยู่เดิมของพวกมันได้เหมือนอย่างที่พวกเราที่เป็นมนุษย์เรียกร้อง พวกมันอยากปลอดภัย พวกมันอยากมีชีวิตที่ปกติได้มีพื้นที่ๆหากินแต่ทุกวันนี้เรารุกรานพวกมัน แย่งพื้นที่อาศัยพื้นที่หากินของพวกมันแถมบางคนยังตั้งข้อรังเกียจพวกมันเสียอีก



ดังนั้นต่อไปนี้เวลาไปปั่นจักรยานผมคงต้องระวังให้มากขึ้น ไม่ใช่แค่รถแต่คงต้องระวังเพื่อนร่วมโลกเหล่านี้ด้วย "เพราะฉันไม่อยากชนหรือเหยียบพวกนายหรอกเพื่อน"

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เราทุกคนคือเหยื่อ

เราทุกคนคือเหยื่อ

ผู้ที่ใช้จักรยานในชีวิตประจำวันนั้นที่จริงมีมานานแล้วและมีมาก่อนกระแสสังคมจักรยานแฟชั่นจะกำเนิดเกิดขึ้น พวกเขาเหล่านั้นใช้ชีวิตร่วมกันกับยานพาหนะชนิดอื่นได้โดยไม่ขัดเขิน ไม่ต้องเติมแต่งก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่ทุกวันนี้สังคมจักรยานแบบกระแสได้เข้ามาและพยามสร้างบทบาทเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหมายถึงโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Infrastructure)เพียงตอบสนองความต้องการทางไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) ของชีวิตเท่านั้น ไม่ได้มองถึงองค์ประกอบอื่นๆที่มากไปกว่านั้น

ผมเองใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน ไม่ได้มาจากการที่ผมโลกสวยหรือเพราะแฟชั่น แต่ผมใช้เพราะมันจำเป็นสำหรับผม เพราะมันทำให้ผมลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันที่แพงหูดับแบบไม่เกรงใจประชาชน ผมลุกขึ้นมาปั่นจักรยานและไม่เคยเรียกร้องว่ารัฐต้องมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ มีหลายคนที่ไม่พอใจและมองว่าผมไม่เข้าใจและถามว่าผมเป็นคนกลุ่มไหนในสังคมจักรยาน

สังคมจักรยานถูกแบ่งออกเป็นรูปแบบพีระมิดมีสามส่วน ส่วนยอดสุดที่มีจำนวนน้อยที่สุดคือกลุ่มนักแข่งขันจักรยาน กลุ่มตรงกลางคือกลุ่มที่เป็นสีสันของสังคมจักรยาน กลุ่มนี้รวมถึงกลุ่มที่ปั่นเพื่อสุขภาพ ปั่นตามเพื่อนๆคนรอบตัว หรือเพราะเขาฮิตฉันก็ฮิตด้วย ซึ่งหมายถึงกลุ่มแฟชั่นจักรยาน คนกลุ่มนี้จะจัดเต็มตั้งแต่รถจักรยาน เครื่องแต่งกายที่ราวกับจะไปแข่งตรูเดอฟร้อง นิยมปั่นเป็นกลุ่ม ปั่นไปถ่ายรูปเซลฟี่ไป ปั่นกันเฉพาะวันหยุดหรือเวลาเย็นๆเพื่อออกกำลังกายเท่านั้น และกลุ่มสุดท้ายที่เก่าแก่และมีจำนวนมากที่สุดที่อยู่ฐานล่างของพีระมิดนั่นคือ กลุ่มผู้ใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน

หลายคนสับสนและไม่เข้าใจว่ากลุ่มแฟชั่นกับกลุ่มผู้ใช้จักรยานในชีวิตประจำวันต่างกันอย่างไร มันต่างกันตรงที่ผู้ใช้ในชีวิตประจำวันเขาใช้จักรยานในการเดินทาง ไปธุระ ไปซื้อของ ไปส่งบุตรหลานไปโรงเรียน หรือใช้ไปทำงาน กลุ่มนี้จึงมีความคล้ายคลึงกับกลุ่มแฟชั่นและคนในกลุ่มแฟชั่นบางคนก็เปลี่ยนตัวเองมาเป็นคนกลุ่มนี้  ดังนั้นเข้าใจให้ตรงกัน ผมไม่ได้แบ่งคนสองกลุ่มนี้จากชนิดของจักรยาน ราคาของจักรยาน หรือเสื้อผ้าหน้าผมรวมถึงอุปกรณ์ แต่แบ่งตามลักษณะการใช้งาน ย้ำว่าแบ่งกันตามลักษณะการใช้งานไม่ใช่แบ่งที่การแต่งตัว ชนิดหรือราคาของจักรยาน


มาเข้าเรื่องโครงสร้างพื้นฐานกันต่อ โครงสร้างพื้นฐาน หรือสาธารณูปโภคพื้นฐานในส่วนนี้ผมหมายถึงเฉพาะถนนที่ใช้ในการคมนาคม เรามามองกันตามหลักความเป็นจริง ถนนในเมืองกรุงเทพมีความกว้างแบ่งช่องจารจรได้ 2-3ช่องทาง ซึ่งทุกวันนี้โดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วนรถมันก็เต็มทุกช่องจารจร เบียดกันจนกระจกข้างแทบจะเกี่ยวกัน แล้วอยู่มาวันหนึ่งพวกเราชาวจักรยานก็ลุกขึ้นมาบอกว่าพวกฉันปั่นจักรยานไม่สะดวก ปั่นแล้วเดี๋ยวรถชน ให้แบ่งช่องถนนออกมาเพื่อจักรยานหนึ่งช่อง บางคนก็บอกกว้าง1เมตร บางคนบอกจะเอา2เมตร ถามจริงๆเถอะครับ ไอ้ถนนที่มันมีอยู่ทุกวันนี้มันก็ไม่เพียงพอต่อการจารจรโดยยานพหนะหลักอยู่แล้ว จะให้แบ่งมาให้พวกเราที่ไม่ได้ใช้จักรยานเดินทางเพียงกี่คนมาใช้ มันคุ้มกันหรือเปล่า แล้วไปสอบถามคนที่เขาใช้ยานพาหนะชนิดอื่นหรือยังครับว่าเขารู้สึกเห็นด้วยหรือไม่ ที่ผ่านมาตีสีแบ่งเส้นเป็นช่องจักรยานผมถามจริงๆเคยมีคนเอาเครื่องมือไปนั่งกดนับแบบคนเข้าห้างน่ะ ลองดูสิครับว่าวันหนึ่งมันมีกี่คนที่ใช้จักรยานสัญจร เพราะผมทั้งปั่นจักรยาน ทั้งขี่มอเตอร์ไซด์ ทั้งขับรถยนต์ในกรุงเทพมายี่สิบกว่าปี ผมว่าผมนั่งเช้ายันเย็นเห็นจักรยานใช้กันไม่เกินสิบคันถ้าไม่มีการจัดอีเว้นท์นะ แล้วจะให้คนส่วนใหญ่เขาต้องเสียพื้นที่ในการสัญจรที่มีอยู่น้อยนิดอยู่แล้วให้หรือครับ
เหมือนกับที่บางคนบอกทางจักรยานที่มีมันไม่ดีปั่นไม่ได้ มีคนเอาของมาตั้งขวาง มีมอเตอร์ไซด์วิ่งสวน มีรถมาจอด ผมตอบให้ก็ได้ก็เพราะมันไม่มีจักรยานมาใช้ยังไงล่ะครับ บอกแล้วว่านั่งนับดูสินับแบบไม่ตอแหลไม่สร้างภาพแล้วดูสิครับว่าหนึ่งชั่วโมงมีจักรยานผ่านมาใช้กี่คน หนึ่งวันมีจักรยานใช้กี่คัน มันไม่มีเพราะบางคนที่เรียกร้องก็ไม่ได้ใช้จักรยานในการเดินทางในชีวิตประจำวันจริงๆเลยด้วยซ้ำ ผมกล้าพูดแบบนี้ผมพูดตรงๆใครจะคิดยังไงก็อยู่ตัวเขาเหล่านั้นว่าอยากจะโกหกตัวเองหรือสังคมมากแค่ไหนก็ตามใจเพราะมีบางคนถามว่าผมเป็นคนกลุ่มไหนในพีระมิด ผมอยากให้ถามว่าผมเห็นคนกี่คนใช้จักรยานเดินทางในชีวิตประจำวันจะดีกว่า แล้วย้อนกลับไปที่ตัวคนถามด้วยว่าใช้จักรยานแบบไหน ตอบตรงๆไม่ต้องโกหกแล้วคุณจะรู้เองว่าการไปเปียดบังพื้นที่การจารจรหลักนั้นมันจำเป็นหรือไม่

การที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐทำโน่นนี่นั่นผมจึงมองว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ตรงประเด็นนักหากกลุ่มที่เรียกร้องมองแค่ว่าฉันจะได้มีที่ปั่นจักรยานเป็นกลุ่มๆได้ มีที่ปั่นออกกำลังกายผมว่ามันผิดถนัดเลยล่ะ ถ้าอยากรวมกลุ่มปั่นจักรยานออกกำลังกายปั่นแถวบ้านก็ได้ ปั่นในตรอกในซอยหรือสวนสาธารณะแถวบ้านหรือบางหมู่บ้านมีพื้นที่มีสวนสาธารณะก็สามารถใช้ได้ไม่จำเป็นต้องให้รัฐไปตีสีขีดเส้นแบ่งถนนในการสัญจรหลักเฉพาะจักรยานหรอก ขืนทำแบบนั้นเกิดพวกขี่มอเตอร์ไซด์บอกผมอยากได้เลนมอเตอร์ไซด์เพราะวิ่งตามรถยนต์มันช้า มันอันตรายเดี๋ยวไปเกี่ยวกับรถยนต์แล้วล้ม วิ่งขวาก็ไม่ได้คุณตำรวจเขาจับทั้งที่รถมอเตอร์ไซด์ก็วิ่งได้เร็วไม่แพ้รถยนต์ยิ่งบิ๊กไบค์นี่วิ่งได้เร็วรถยนต์เสียอีก เป็นแบบนั้นคุณว่าเขามีสิทธิเรียกร้องไหมล่ะ ผมว่ามีนะ...และถ้าเขาเกิดรวมตัวกันเรียกร้องขึ้นมาแบบกลุ่มจักรยานแฟชั่นจะทำอย่างไร มันไม่ยุ่งตายห่ะเรอะครับ คนใช้มอเตอร์ไซด์มากกว่าคนใช้จักรยานแบบเทียบไม่ติดซะด้วย

ดังนั้นที่ผ่านมาผมพยามบอกกับทุกคนที่ผมรู้จักและที่มีโอกาสได้พูดคุยด้วยในเรื่องการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันว่า "จักรยานใช้ในการเดินทางได้ และมันอันตราย ไม่ต่างจากพาหนะชนิดอื่น เราจึงต้องมีความระมัดระวังเสมอ" สำหรับผมตราบใดที่ยังมีผู้ใช้จักรยานเดินทางในชีวิตประจำวันแทนยานพาหนะหลักเป็นจำนวนที่ไม่มากกว่าที่เป็นอยู่ มันก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงสร้างขนาดใหญ่เพราะที่ผ่านมามันเป็นการทำเพื่อการท่องเที่ยวมากกว่าใช้ในการสัญจรจริงๆ และถ้าอยากจะเริ่มให้สังคมไทยเป็นสังคมจักรยานมันต้องเริ่มต้นที่ระเบียบวินัยในการขับขี่ การเคารพกฏจารจร เคารพสิทธิของกันและกัน รู้จักแบ่งปันเอื้อเฟื้อกันในการสัญจร และหากจะทำก็ควรจะเริ่มที่จุดเชื่อมต่อถนนหรือทางข้ามทางกลับรถให้สะดวกและปลอดภัยขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องแบกจักรยานข้ามสะพานลอยทุกครั้ง(ตอนนี้ผมยังนิยมแบกจักรยานข้ามสะพานลอยเสมอ) ส่วนเส้นทางถนนหลักนั้นผมปั่นไปทำงานปั่นไปเที่ยวผมก็ไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็นปัญหา ปัญหาของผมมีอย่างเดียวคือเวลานี้คนบางกลุ่มเริ่มไม่พอใจคนที่ปั่นจักรยานบนถนนเสียแล้ว



ผมเขียนบทความนี้เพราะผมหมายความแบบนั้นจริงๆหากเราพร่ำเพ้อเรียกร้องให้รัฐทำอะไรๆเพื่อสนองตัญหาโดยไม่ยอมมองที่ความเป็นจริง สิ่งที่เราจะการตอบรับจากกระแสตรงนี้คือ การร่วมมือกันระหว่างรัฐ นักการเมือง และนักธุรกิจเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากกระแสชิ้นเนื้อนี้โดย "เราทุกคนคือเหยื่อ" เหยื่ออันโอชะสำหรับผู้ที่หวังเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากเรา จากกระแสสังคมที่เกิดโดยพวกเราผู้ที่ใช้จักรยาน ที่ไม่สามารถแยกแยะได้ระหว่างความจำเป็นพื้นฐานของสังคมส่วนใหญ่กับตัญหาส่วนตัว

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2558

ใช้จักรยานในเมืองอันตรายจริงหรือ?


ผมนั่งเถียงกับเพื่อนหน้าดำคร่ำเครียดเรื่องการใช้จักรยานบนถนน เพื่อนบอกว่าเมืองไทยร้อนจะตาย(ห่ะ) แถมรถก็เยอะไม่เหมาะกับการใช้จักรยานเป็นอย่างยิ่ง ส่วนผมก็บอกว่าก็เพราะรถมันเยอะจะตาย(ห่ะ)นั่นล่ะเลยต้องหันมาใช้จักรยาน และถ้าเราทุกคนคิดว่าเมืองไทยมันร้อนเลยต้องใช้รถยนต์ติดแอร์รถมันก็มีแต่จะเยอะขึ้นและก็ติดจะตาย(ห่ะ)เหมือนเดิม

เพื่อนผมมันก็บอกว่าก็ใช้มอเตอร์ไซด์ก็ได้นี่หว่า จักรยานมันอันตราย ผมก็ถามกลับไปว่า เคยเห็นข่าวรถมอเตอร์ไซด์คว่ำตายมั้ย เคยเห็นข่าวมอเตอร์ไซด์ถูกชนมั้ย เพื่อนผมก็บอกเคยสิเห็นบ่อยๆ ผมก็ว่านั่นน่ะสิ แล้วที่เพื่อน(มึง)บอกจักรยานมันอันตรายน่ะ ไอ้รถอื่นๆมันไม่อันตรายเรอะ ผม(กู)ไม่ได้บอกว่าจักรยานไม่อันตราย แต่จักรยานมันเคลื่อนที่ช้ากว่ามันก็อันตรายน้อยกว่าโดยทษฎีแต่ถ้ามันปั่นแบบโง่ๆอวดเก่งโชว์พาวแล้วโดนรถใหญ่สอยร่วงเป็นเศษเนื้อข้างเขียงหรือคุมรถไม่อยู่แหกโค้งล้มหัวกระแทกพื้นนั่นก็ถือว่ามันเปิดโอกาสให้อันตรายเข้ามาหามันเอง แต่ถ้าคุณเพื่อนคิดว่าปั่นเฉยๆก็อาจโดนรถใหญ่เชี่ยวชนได้ ถ้าแบบนั้นมันก็เหตุสุดวิสัยและมันไม่ได้เกิดกับจักรยานเท่านั้นแต่มันเกิดกับทุกคนไม่เว้นแม้นแต่คนเดินถนน ยืนรอรถเมล์หรือนั่งกินข้าวอยู่ข้างทาง

ดังนั้นถ้าจะสรุปเหตุการณ์แบบที่มีการชนกันของวัตถุสองสิ่ง เช่น รถยนต์กับจักรยาน หรือ จักรยานกับมอเตอร์ไซด์ มันก็ถือเป็นอุบัติเหตุ เพียงแต่เป็นอุบัติเหตุสองแบบ คือ

1.อุบัติเหตุจริงๆ ส่วนนี้มันเกิดขึ้นถึงแม้นว่าเรา(จักรยาน)หรือเขา(รถคู่กรณี)จะใช้ความระมัดระวังทั้งคู่ แต่ก็ยังเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้อาจจะเกิดแบบตรงๆระหว่าเรากับคู่กรณีหรือเราหรือคู่กรณีเป็นบุคลที่สามที่โดนหางเลขจากคนอื่น เช่น รถคันแรกเสียหลักชนคันที่สอง คันที่สองเลยเสียหลักมาชนเราหรือมีคราบน้ำมันหกบนถนนซึ่งกรณีแบบนี้มันสุดวิสัย มันก็เรียกว่าอุบัติเหตุจริงๆ

2.อุบัติเหตุที่มาจากการเปิดโอกาส ส่วนนี้ล่ะที่มันมีปัญหามากเพราะโดยหลักแล้วจักรยานเป็นยานพาหนะที่เดินทางได้ช้ากว่ายานพาหนะชนิดอื่น ดังนั้นหากคนใช้จักรยานไม่ทำเจ๋ง โชว์พาว ไม่เคารพกฎจารจร หรือไปปั่นต่อกันเป็นขบวนพาเรทเก่ะก่ะรถที่เขาเคลื่อนที่ได้เร็วกว่ามันก็เท่ากับว่าเป็นการกระทำที่เปิดโอกาสให้เกิดอุบัติเหตุนั่นเอง เพราะเมื่อคุณไปเก่ะก่ะแล้วเขาไม่สามารถหยุดได้ทันชนโครมหรือเฉี่ยวคุณล้มกลิ้ง คุณก็มาแหกปากโวยวายด่าทอยานพาหนะชนิดอื่น ผมมองว่าคนแบบนี้เป็นพวกเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจและเป็นกลุ่มที่ทำให้สังคมผู้ใช้รถส่วนใหญ่รังเกียจคนใช้จักรยานในที่สุด

ดังนั้นใช้จักรยานเดินทางในชีวิตประจำวันมันอันตรายมั้ย สำหรับผมมันอันตรายไม่ต่างกับการขี่รถมอเตอร์ไซด์แต่โอกาสที่จะเจ็บตัวนั้นมันน้อยกว่าเพราะสำหรับผมการเดินทางด้วยจักรยานมันคือความเนิบนาบเคลื่อนที่อย่างช้าๆ แต่ถ้าปั่นแบบแข่งสปีดเป็นพวกขาแรงตรูเดอฟร้อง อันนี้ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ช่วยไม่ได้และไม่สงสารด้วยเพราะตามกฎหมายและตามสามัญสำนึกของมนุษย์ต้องเข้าใจว่า"ไม่ว่าจะเป็นรถจักรยาน มอเตอร์ไซด์หรือรถยนต์ ถนนไม่ใช่สนามแข่งขัน"


วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2558

ปัญหาการปั่นจักรยานกับสายฝน

เมื่อวันก่อนมีฝนตกหนักลงมา ผมเองไม่ได้รู้สึกกังวลใจอะไรมากนักกับฟ้าฝนเพราะจะปั่นจักรยานตากฝนหรือตากแดดมันไม่มีอะไรที่ต้องกังวลสำหรับผม อาจจะเพราะผมชินกับการที่เมื่อก่อนผมขี่รถมอเตอร์ไซด์ตากแดดโต้ฝนมาเป็นสิบปีมันจึงเป็นเรื่องธรรมดา แต่กับนักปั่นบางท่านที่ไม่เคยต้องตากแดดโต้ฝนมาก่อนอาจจะมีบ่นกันบ้าง แต่เชื่อไหมครับวันที่ฝนตกหนักผมปั่นจักรยานไปเรื่อยๆผ่านสายฝนไปช้าๆและมีคุณป้าสองท่านใช้จักรยานแม่บ้านปั่นไปกางร่มไปไม่มีเสียงบ่นจากป้าทั้งสอง แต่นักปั่นที่ชอบบอกว่าฉันคือเทพหลายคนแหกปากโวยวาย เห็นแล้วขำการจะเป็นเทพนี่มันลำบากจริงๆ ดังนั้นผมเลยขอยกตัวอย่างปัญหาที่ผมได้ยินมาเมื่อยามฝนตกให้ฟังว่าปัญหาไหนมันแก้ได้

ปัญหาที่หนึ่ง มันเปียก(ฮา) อันนี้เราคงนี้ไม่พ้นหรอกก็ฝนมันตกมันก็ต้องเปียกแน่ๆถึงจะใส่เสื้อกันฝนก็เหอะ มันก็ต้องมีส่วนที่เปียกไม่ว่าจะมือ แขน ขา หน้า เอาล่ะอย่าไปสนใจเลยถ้าเราจะปั่นจักรยานเพราะมันไม่มีหลังคาคลุมกันฝนเหมือนรถยนต์ดังนั้นถ้ากลัวเปียกมากนักก็อย่าปั่นนอนกอดจักรยานอยู่ที่บ้านก็ไม่มีใครตำหนิอะไร เห็นมั้ยล่ะปัญหานี้ตัดไปได้แล้ว

ปัญหาที่สองมันที่มากับสายฝนนอกจากเรื่องเปียกแล้วก็ยังมีเรื่องของลมที่บางครั้งมันก็แรงเอาเรื่อง ลมแรงๆที่มาพร้อมสายฝนเม็ดเป้งๆนี่ล่ะเจ็บแสบชะมัดยิ่งบวกกับความเร็วของจักรยานที่ปั่นฝ่าไปด้วยนี่ อูยยยย...สุดยอด แต่ก็บอกเลยว่ามันไม่แสบเท่าตอนขี่มอเตอร์ไซด์ลุยฝนแน่นอนเพราะไอ้แบบนั้นน่ะ โอย...โครตแสบ ดังนั้นเรื่องนี้ผมก็ทนได้(ฮา)

ปัญหาที่สาม น้ำใจ...ปัญหานี้มันแก้กันยากมากและเป็นปัญหาที่ผมในฐานะคนใช้จักรยานเดินทางในชีวิตประจำวันต้องเจอ ไม่ว่าวันนั้นฟ้าจะใสอากาศจะดีโครตๆหรือฝนจะตกกระหน่ำจนน้ำท่วมห้างแบบเมื่อวันก่อน เพราะปัญหาเรื่องน้ำใจของผู้ใช้รถบนถนนกับจักรยานมันทำให้ผมลำบากใจที่สุด ในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึงผู้ใช้รถชนิดอื่นๆนิสัยแย่ฝ่ายเดียวนะครับ แต่ผมหมายถึงทั้งสองฝ่าย เพราะคนขี่จักรยานบางครั้งก็แย่และมีนิสัยห่วยแตกเห็นแก่ตัวและเข้าข้างตัวเองมากเสียจนน่ารำคานแม้นแต่ผมเองที่ใช้จักรยานก็ยังรังเกียจไอ้คนพวกนี้เลย

ดังนั้นสิ่งที่ผมคิดว่ามันคือปัญหาสำหรับการเดินทางด้วยจักรยานในชีวิตประจำวันของผมมันจึงไม่ใช่เรื่องของสภาพอากาศ เลนจักรยาน ที่จอดจักรยาน แต่มันมาจากนิสัยและพฤติกรรมการใช้ยานพาหนะของคนไทยต่างหาก การจะแก้ปัญหาของการใช้จักรยานให้ปลอดภัยไม่ใช่การสร้างเลนจักรยาน ทำแผนสวยหรูวิมานในอากาศ หรือการแหกปากโวยวายด่าทอฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ แต่มันต้องแก้ที่พฤติกรรม แก้ที่ความเข้าใจในเรื่องกฎหมาย การเคารพสิทธิของกันและกัน เคารพสิทธิของสังคมที่มีทั้งพฤตินัยและนิตินัย ซึ่งเรื่องพื้นฐานจากจิตใจนี่ล่ะครับที่มันจะทำให้สังคมในการเดินทางสัญจรปลอดภัยจริงๆ เพราะถ้าแก้ไม่ได้ก็ไร้ความหมายเพราะคนพวกนี้ก็จะไม่เคารพกฏ ไม่มีมารยาท และไร้ระเบียบวินัย เหมือนที่ผ่านๆมานั่นล่ะ

ดังนั้นที่ผมใช้จักรยานเดินทางในชีวิตประจำวันผมจึงไม่เคยเรียกร้องให้มาสนใจ ผมแค่ขอให้เข้าใจกันก็พอแล้ว เพราะถ้าเราอยู่บนพื้นฐานของการเข้าใจกัน เอื้ออาธรกัน และแบ่งปันกัน สังคมนั้นก็จะไร้ปัญหาไปเอง




วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2558

ผิดที่ผิดทาง ก็ไม่มีความหมาย

ตามที่ได้มีการจัดสัมนาโต๊ะกลมเรื่อง "มาตรฐานที่จอดจักรยาน...บ้านเมืองของเรา" ของชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพและกรมโยธาธิการเมื่อวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2558 ณ โรงแรมมิโด ถนนประดิภัทร์ที่ผ่านมา ผมเองก็มีโอกาสได้เข้าร่วมสัมนาในครั้งนี้ด้วย


จากการที่ผมได้เข้ารับฟังในที่ประชุมมีการเสนอถึงแนวทางในการจัดสร้างพื้นที่จอดจักรยานและพูดถึงรูปแบบการจัดการต่างๆโดยอิงรูปแบบการจัดการจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะจากญี่ปุ่นหรือฮอลแลนด์ ในส่วนนี้ทาง ดร.ธงชัย ประธานชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทยได้กล่าวถึงแผนผังของกลุ่่มผู้ใช้จักรยานซึ่งแบ่งเป็นขั้นแบบพีระมิดสามชั้น โดยชั้นบนสุดก็คือกลุ่มที่เป็นนักแข่งจักรยานซึ่งในกลุ่มนี้มีจำนวนไม่มากและมีความชัดเจนที่มุ่งไปในการใช้จักรยานเพื่อเป็นกีฬาเท่านั้นซึ่งท่านก็บอกว่ามีน้อยมาก ส่วนกลุ่มที่สองที่อยู่ตรงกลางคือกลุ่มที่เราจะเรียกว่ากลุ่มนักจักรยาน(cyclists)คนกลุ่มนี้คือพวกที่ปั่นจักรยานเพื่อเป็นกิจรรมยามว่าง เพื่อใช้ในการท่องเที่ยว หรือรวมตัวกันจัดกิจกรรมงานอีเว้นจักรยานต่างๆแต่ส่วนตัวผมเรียกกลุ่มนี้ว่า"กลุ่มแฟชั่นจักรยาน" และกลุ่มสุดท้ายที่อยู่ล่างสุดของพีระมิตรแต่เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของผู้ใช้จักรยานกลุ่มนี้คือกลุ่มคนทั่วไปที่ใช้จักรยานเพื่อการเดินทางในชีวิตประจำวัน หรือบางครั้งกลุ่มนี้ถูกเรียกจากกลุ่มนักจักรยานว่ากลุ่มจักรยานแม่บ้าน ซึ่งท่าน ดร.ธงชัย เน้นว่าเราต้องให้ความสำคัญคนกลุ่มนี้ที่สุดเพราะนี่คือคนที่ใช้จักรยานตัวจริง

และในการสัมนาครั้งนี้จึงมีการเชิญกรมโยธาธิการและผังเมือง ตัวแทนผู้ประกอบการเอกชน เช่น ห้างสรรพสินค้า คอนวีเนียสโตร์ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบวิชาชีพแขนงต่างๆและรวมถึงกลุ่มผู้ใช้จักรยานมาสัมนาร่วมกัน 

ผมนั่งฟังอย่างเงียบๆและมีส่งเสียงอะไรในที่ประชุมสัมนาเฝ้ารอฟังว่าเรื่องราวมันจะเป็นอย่างไร แต่ผลที่ผมรู้สึกก็คือมันผิดที่ผิดทาง เพราะหากเป้าหมายของงานในครั้งนี้ต้องการหาแนวทางในการจัดทำที่จอดจักรยาน ก็คงต้องถามกลับไปยังจุดเริ่มต้นว่า เรากำลังทำอะไร?

มองประเด็นแรก
ธุรกิจกลุ่มผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า-ตึกสูง-อาคารสำนักงาน 

"พื้นที่จอดจักรยานร่วมกับรถจักรยานยนต์ ห้างแฟชั่นไฮส์แลนด์"
คงจะมีแค่คำถามสั้นๆว่า ทำแล้วพวกเขาจะได้อะไร? หากเราตอบแบบกำปั้นทุบดินว่ามันเป็น Corporate Social Responsibility (CSR)ของธุรกิจเขา ทำแล้วเขาจะได้ลูกค้าเพิ่ม มันไม่ได้ใช้พื้นที่มากนัก มันก็ต้องมองกลับไปหลักความจริงว่าไม่มีโครงการ CSR ไหนที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงหรอกครับ เขาไม่ได้ผลประโยชน์เขาก็ไม่ทำ หากจะบอกว่าทำแล้วจะได้ลูกค้าเพิ่ม ก็ต้องถามว่า เพิ่มมาเท่าไหร่? เป็นคนกลุ่มไหน? เป็นฐานลูกค้าเก่าหรือใหม่? เพราะถ้าเป็นคนกลุ่มเดิมลูกค้ากลุ่มเดิมที่มาใช้บริการของเขาอยู่แล้วแม้นจะไม่ที่จอดจักรยานเขาก็มา แบบนั้นไร้ประโยชน์ที่จะไปบอกเขาให้สร้างเพิ่มเติม ดังนั้นผมมองว่าประเด็นแบบนี้เราเล่นเหมือนเด็กที่เอาแต่ใจ อยากได้โน่นนี่นั่น แต่เราไม่มองว่ามันมีประโยชน์มากน้อยแค่ไหนกับผู้ประกอบการตรงนั้น  ดังนั้นในส่วนนี้ผมคิดว่าไม่จำเป็นหรอกครับที่ถึงขั้นจะออกกฏมาควบคุมบังคับว่าพื้นที่ให้บริการเหล่านี้ต้องมีที่จอดจักรยานได้เท่านั้นเท่านี้คันตราบเท่าที่เราไม่สามารถตอบคำถามง่ายๆเหล่านั้นได้ แต่ให้มองย้อนกลับไปว่าห้างเหล่านั้นมีลานจอดรถจักรยานยนต์ให้บริการอยู่แล้วเราเพียงขอความร่วมมือเขาให้จัดบริการในการอำนวยความสะดวกในการดูแลและนำจักรยานเข้าไปจอดในลานจอดจักรยานยนต์ได้หรือไม่ ซึ่งผมบอกตามตรงเลยว่าเขาคงไม่ปฎิเสธเพราะที่ผ่านมาผมปั่นจักรยานไปห้างผมก็จอดที่จอดจักรยายนต์นั่นล่ะ มันไม่เปลืองพื้นที่ของเขาเพราะจักรยานกับจักรยานยนต์ใช้พื้นที่ในการจอด/คันใกล้เคียงกัน แล้วถ้าไปจอดในที่จอดจักรยานยนต์มันจะไปเก่ก่ะที่จอดเขาหรือไม่ ผมคิดว่ามันไม่มีปัญหามากเท่ากับไปบังคับเขาให้เปิดพื้นที่ใหม่หรอกนะครับ 

ในส่วนของสถานที่ราชการและองค์ท้องถิ่นต่างๆ

"ผมปั่นจักรยานไปทำงานบนถนนหลักทุกวัน"
ในที่ประชุมมีคุณผู้หญิงท่านหนึ่งซึ่งออกตัวว่าทำงานอยู่ที่อบจ,ในจังหวัดแห่งหนึ่ง มาแย้งว่าจะไปทำที่จอดจักรยานทำไมเพราะเจ้าหน้าที่ในอบจ.เองก็ไม่มีใครใช้จักรยานแต่ส่วนมากใช้รถจักรยานยนต์ แล้วผู้ที่มาติดต่อราชการก็ไม่มีใครใช้จักรยาน แล้วจะไปทำให้มันเสียงบประมาณทำไม ในส่วนนี้ผมก็มองเป็นประเด็นว่าเราจะไปสร้างกฏข้อบังคับว่าต้องมี มันก็ดูเหมือนเราเอาแต่ใจอีกเช่นเคยเพราะพื้นที่ราชการเหล่านี้มีลานจอดรถจักรยานยนต์อยู่แล้วเช่นกัน ดังนั้นเราสามารถขอความร่วมมือได้เช่นกันในการให้ราชการส่วนนั้นๆบริการและบริหารพื้นที่เพื่อจัดแบ่งในการจอดจักรยานร่วมกับจักรยานนต์จะไม่ดีกว่าหรือครับ ดีกว่าไปบอกเขาว่าต้องทำเพราะคุณมีพื้นที่เท่านั้นขนาดเท่านี้ตรม.มีคนทำงานเท่านี้คนมีคนมาติดต่อราชการเท่านั้นเท่านี้ต้องทำที่จอดจักรยานย่างน้อยกี่คัน ผมว่ามันเหมือเราแสดงความกร่างมากเกินไปหรือเปล่า นอกจากนั้นมีคุณผู้ชายอีกท่านบอกปั่นจักรยานจากบ้านมาทำงานแต่ไม่สามารถอาบน้ำได้ไม่สามารถต้อนรับแขกได้เพราะในห้องทำงานของท่านมีตู้ใส่เสื้อมีจักรยานจอดอยู่ ท่านบอกปั่นจากบ้านมา3-4กิโล ท่านบอกว่าควรจจะมีที่อาบน้ำผมอยากทราบว่ามันจำเป็นหรือครับ แล้วทำไมท่านต้องเอาจักรยานไปไว้ในห้องทำงาน ที่ทำงานไม่มีที่จอดรถจักรยานยนต์หรือครับจอดร่วมกับจักรยานยนต์ไม่ได้เพราะอะไรครับ ผมปั่นจักรยานจากบ้านไปทำงานระยะทางประมาณ20กิโล ไปกลับ40กิโล สมัยก่อนที่ทำงานผมไม่มีห้องอาบน้ำแต่ผมก็สามารถใช้เพียงผ้าขนหนูชุบน้ำในห้องน้ำมาเช็ดตัวก็ได้ หรือแม้นแต่วันที่มาสัมนาครั้งนี้ผมก็ปั่นจักรยานจากบ้านไปที่โรงแรมที่จัดสัมนาผมก็ไม่ได้อาบน้ำก่อนเข้าสัมนานะครับ จักรยานผมก็จอดที่ลานจอดจักรยานยนต์ ผมมองว่าเราเรียกร้องกันมากหากมองย้อนกลับที่พี่ผู้หญิงท่านแรกบอกว่าที่ทำงานท่านไม่มีใครปั่นจักรยานมาทำงาน แต่ที่ทำงานของคุณพี่ผู้ชายอีกท่านบอกท่านปั่นไปทำงานแล้วที่ทำงานนั้นมีกี่คนครับที่ปั่นจักรยานไปทำงาน คุ้มค่าหรือครับที่ต้องเอางบประมาณมาสร้างห้องอาบน้ำให้คนหนึ่งหรือสองคนอาบน้ำ คนที่มาติดต่อราชการมีคนปั่นจักรยานไปกี่คนแล้วเขาจะไปอาบน้ำอีกรอบหรือครับ คิดให้ดีก่อนว่ามันสิ้นเปลืองงบประมาณหรือเปล่าดีกว่าครับกับประเด็นนี้

เราจะทำที่จอดจักรยานอย่างไร เพื่อใคร?
"จักรยานของผมจอดในที่จอดวันไปสัมนา"
ในวันที่ประชุมกันท่าน ดร.ธงชัย ก็ออกมาย้ำสองรอบว่าให้ดูที่ตัวเลขว่าเราต้องการที่จอดจักรยานกี่คันในแต่ละสถานที่พร้อมยกตัวอย่างแบบสำรวจความต้องการของผู้ร่วมประชุมและตัวเลขตามสูตรของกรมโยธา แต่ผมก็ยังมองว่าเรากำลังหลงประเด็นอยู่ดี ตัวเลขของกรมโยธามันก็ยังลอยแคว้งคว้างแบบสับสนกันเองเพราะมีสองสูตรในการคิด คือคิดแบบตามขนาดพื้นที่และตามจำนวนรถยนต์ที่จอด ตัวเลขของผู้ที่มาประชุมมันใช่ตัวเลขของคนที่ใช้จักรยานในชีวิตประจำวันจริงๆหรือ? เพราะมีบางท่านบอกเองว่าไม่ได้ปั่นจักรยาน ดังนั้นหากถามผมๆมองว่ากลุ่มที่ประชุมที่ทางชมรมเชิญมานั้นไม่ใช่คนที่ใช้จักรยานในชีวิตประจำวันเลย ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆในที่ประชุมวันนั้นมีใครปั่นจักรยานมาประชุมบ้าง มีปั่นมากันกี่คน เอาเป็นว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ปั่นจักรยานมาประชุมผมจอดจักรยานเห็นมีจักรยานจอดอยู่ประมาณ4-5คัน ไม่รวมรถของผมนะครับ ถ้าทุกคันที่จอดเป็นของผู้มาร่วมประชุมผมว่ามันก็น้อยอยู่ดีเพราะมีผู้มาร่วมประชุมน่าจะราว50คนโดยประมาณ หากจะอ้างว่ามันไม่มีที่จอดผมก็ตอบว่ามีครับก็ผมจอดอยู่นี่ไง จอดร่วมกับรถจักรยานยนต์ ถ้าจะอ้างว่ามันไกลมันก็ต้องถามว่าแค่ไหนเรียกว่าไกล? ผมปั่นจากบ้านรามอินทรา กม.8ไปที่โรงแรมที่ตั้งอยู่ถนนประดิพัทธ์ ระยะทางร่วมๆน่าจะเกือบ20กิโล สรุปแบบนั้นผมปั่นมาไกลเกินไปหรือเปล่าครับ?

หากเราจะทำที่จอดจักรยานผมไม่สนับสนุนให้บังคับราชการหรือพื้นที่เอกชนต้องมีที่จอดจักรยานแยกออกไปจากส่วนเดิม อย่างเช่นที่น้องสถาปนิกคนหนึ่งในที่ประชุมบอกว่าที่จอดรถยนต์มีกฎหมายหรือข้อกำหนดบังคับแต่ที่จอดรถจักรยานยนต์ยังไม่มีแล้วเราทำไมข้ามขั้นตอนจะทำกฎที่จอดจักรยานเลย ใช่...ผมเห็นด้วยเพราะในสังคมปัจุบันคนใช้รถจักรยานยนต์มากกว่าใช้รถจักรยาน แล้วทำไมเราต้องเร่งสร้างกฎ ทำไมเราไม่ขอความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐขอความร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชนในการจัดพื้นที่จอดร่วมกับรถจักรยานยนต์ล่ะครับ มันง่ายกว่าไหม มันจะรวดเร็วกว่าไหมและสำคัญมันจะประหยัดเงินงบประมาณมากกว่าหรือไม่? 

"นี่คือคนที่ใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน"
และหากเราจะทำที่จอดจักรยานผมแนะนำครับว่าให้ลงพื้นที่ชุมชนใหญ่ก่อนดีกว่าครับ ชุมชนแต่ละชุมชนจะมีพื้นที่หลัก เช่น ตลาด ป้ายรถเมล์ เน้นที่ชุมชนเพราะที่เหล่านี้ล่ะครับคือคนที่ใช้จักรยานในชีวิตประจำวันจริงๆ เขาใช้มันไปจ่ายกับข้าวที่ตลาด เขาใช้มันไปต่อรถเมล์ ส่วนที่บอกว่าขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟฟ้า ผมก็เรียนถามตรงๆก็ได้ ถ้าบ้านผมอยู่ กม.8 ผมจะไปสะพานควายแบบวันที่มาประชุม ผมจะปั่นจักรยานไปจอดแล้วต่อรถไฟฟ้าที่ห่างบ้านผมเป็นสิบโลทำไมครับ? หากผมอยากจะเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนผมก็คงปั่นไปจอดจักรยานผมไว้ที่หน้าปากซอยมากกว่า อย่างที่ท่านดร.ธงชัย เอาตัวเลขสถิติมาบอกเองว่าคนใช้จักรยานในชีวิตประจำวันเขาปั่นกันแค่4-5กิโล/วัน เท่านั้น

ผมว่าเรามาคิดให้รอบครอบกันก่อนดีหรือไม่ว่า พวกเรากำลังหลงประเด็นกันหรือเปล่า ผมว่าเริ่มต้นที่จุดเล็กๆแต่สำคัญที่สุดจะดีกว่าครับ เพราะวันนี้ท่านลากคนกลุ่มสองของพีระมิดมานั่งคุยทั้งนั้น


วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อัปรถ ไม่อัปคน

กระแสการปั่นจักรยานทำให้เกิดการแข่งขันกันค่อนข้างมากในตลาดนี้โดยเฉพาะการอัปเกรดรถจักรยานให้เป็นสุดยอดจักรยาน บางคนซื้อจักรยานมาก็อัปเกรดเปลี่ยนล้อ เปลี่ยนชุดเกียร์เปลี่ยนโน่นนี่นั่นเพื่อยกระดับรถให้เต็มพิกัดเทพก่อนออกไปปั่น แต่พอไปปั่นก็ยังห้อยท้ายเขาเหมือนเดิม ปั่นไกลมากๆก็ไม่ไหว สปริ้นก็ไม่สามารถยืนระยะได้ สุดท้ายก็มานั่งหอบแฮ่กๆหัวใจจะวาย สาเหตุเพราะหลงลืมไปว่าจักรยานมันมีปัจจัยหลักอยู่นั่นคือ แหล่งของกำลังงานที่จะขับเคลื่อนมันให้พุ่งไปข้างหน้า ดังนั้นบ่อยครั้งที่จะเห็นนักปั่นจักรยานที่จัดเต็มทั้งชุดปั่น จัดเต็มทั้งการอัปเกรดรถจักรยานแบบอลังการงานสร้างแต่ปั่นสู้รถเดิมๆหรือรถราคาถูกๆไม่ได้ เพราะมัวแต่อัปรถแต่ไม่เคยอัปคน "รถแต่งเติมได้ แต่เติมแรงต้องฝึกฝนนะครับ"



วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2558

กระแสลมกับการปั่นจักรยาน

เมื่อวานอยู่ๆอากาศก็เกิดแปรปรวนขึ้นมาจากที่ไม่มีลมแรงอากาศไม่หนาวอยู่ๆก็เปลี่ยนไป ดันมีลมกระโชกแรงพร้อมกับอากาศเย็นๆที่ตามแบบไม่ให้ปรับตัวกันผมเองก็ต้องเจอกับปัญหานี้เต็มๆเพราะต้องปั่นจักรยานไปทำงานโดนกระแสลมต้านจนทำให้ระยะทางที่เราเคยปั่นไปทำงานทุกวันเหมือนไกลไปกว่าเดิม

ลมที่เกิดขึ้นมานั้นผมไม่มีหลักทางวิทยาศาสตร์อะไรมาเขียนหรอกนะครับว่ามันเป็นลมอะไรมาจากไหนพัดแบบไหนเพราะไม่ได้เป็นกูรูด้านนี้เอาเป็นว่ามันเป็นลมที่เรารับรู้ได้จากความรู้สึกของผมเองจากการปั่นจักรยานไปทำงานทุกวันว่าวันนี้ลมไม่แรงวันนี้ลมมันแรงกว่าทุกวันพอสมควรทำให้ผมได้เรื่องมาเขียนในบล็อคนี้เพื่อแชร์ข้อมูลการปั่นกันเพราะกระแสลมแรงที่ต้านเราขณะปั่นจักรยานนั้นมันส่งผลทำให้นักปั่นเหนื่อยง่ายขึ้นนั่นเอง ดังนั้นครั้งนี้ผมเลยมาแชร์วิธีการเพื่อปั่นผ่านกระแสลมไปโดยที่เราไม่ต้องหอบแฮ่กๆ



วิธีแรกในการแก้ไขการปั่นจักรยานต้านกับกระแสลมนั้นผมใช้วิธีง่ายๆนั่นก็คือกดตัวเองให้ต่ำลงเพื่อลดการปะทะลมตรงๆให้มากที่สุดแต่ในคำว่ามากที่สุดมันต้องไม่ใช่ท่าที่ทำให้เราลำบากในการควบคุมรถหรือเกิดอาการเมื่อล้าจนเกร็งนะครับ เอาเป็นว่าก้มหลบลมโดยจับต่ำเปลี่ยนท่าทางในการจับแฮนด์หรือก้มตัวลงเพื่อมุดลมเท่านั้น เพราะผมปั่นจักรยานในเมืองหลวงของประเทศไทยบางครั้งหากก้มมากมุดมากก็จะเมื่อยล้ากล้ามเนื้อมากพอมันเมื่อยมากก็อาจจะเป็นตะคริวเกร็งขึ้นมาทำให้ควบคุมรถไม่ได้เสียจังหวะอาจโดนรถเมล์รถใหญ่ใจดีทั้งหลายหอบไปพร้อมพวกเขาได้(ฮา)


วิธีที่สองคือผมจะลดเกียร์ลงครับ นั่นคือผมจะปั่นในเกียร์ต่ำ หน้า2หลัง3-4 เพราะผมไม่อยากไปแข่งกับกระแสต้านของลมแค่ต้องการให้รถเคลื่อนไปข้างหน้าและขาสามารถปั่นได้สบายๆไม่หน่วงจนเกินไปซึ่งในส่วนของการใช้เกียร์ก็แล้วแต่คนนะครับว่าใครรู้สึกสบายขากับเกียร์ไหนในกระแสลมที่ต้านคุณอยู่ก็ใช้เกียร์นั้น

ดันนั้นเรื่องของกระแสลมต้านขณะปั่นจักรยานของผมจึงใช้วิธีแก้ง่ายๆแบบนี้เพราะมันเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้าส่วนวิธีที่มีบางท่านแนะนำว่าให้เปลี่ยนขนาดล้อเป็นล้อหน้าเล็กลงกว่าล้อหลังเพื่อตัดกระแสลมหรือเปลี่ยนใส่ล้อคาร์บอนที่มีน้ำหนักเบาใส่หมวกที่ลู่ลมปรื้ดๆใส่ชุดปั่นแนบผิวแบบนักแข่งเอาเป็นว่าผมมันคนงบน้อยไม่มีทุนไปทำอะไรเยอะแยะแบบนั้นก็แค่ปั่นให้สนุกและมีความสุขไปกับการแก้ปัญหาที่เราเจอเท่านั้นก็พอแล้ว (ฮา)




วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สถิติโลกการปั่นจักรยาน คือ26.92กิโลเมตรในหนึ่งชั่วโมง

ผมคิดว่าเพื่อนๆนักปั่นหลายท่านอาจจะหัวเราะก๊ากๆๆๆดังๆเป็นแน่ๆหากบอกว่า "ปั่นจักรยานได้ 26.92กม./ชั่วโมง หรือ16.7ไมล์" หลายท่านอาจจะมองว่าไม่เห็นจะเร็วเลยนี่หว่าและหลายท่านอาจจะหัวเราะแล้วบอกว่าไอ้พวกขาอ่อนเอ้ย...ความเร็วแค่นั้นมันไม่เฉียดสถิติโลกเลยเว้ย...แต่ถ้าผมบอกว่าคนที่ปั่นความเร็วขนาดที่เขียนมาตอนต้นน่ะ ไม่ใช่ขาอ่อนนะ แต่เป็นขาแก่เลยล่ะ(ฮา) เพราะชายเจ้าของสถิติโลกคนนี้คือโรเบิร์ดมาร์ช วัย102ปี อ่านไม่ผิดครับคุณทวดโรเบิร์ดมาร์ช อายุ 102ปี ซึ่งคุณทวดโรเบิร์ดมาร์ชนั้นบอกว่าปั่นจักรยานมาแล้ว52ปี (ผมยังไม่เกิดเลย) และทุกวันนี้ก็ยังปั่นอยู่ ดังนั้นจึงนับได้ว่าสถิติที่คุณปู่โรเบิร์ดมาร์ชได้ทำไว้นั้นคือสถิติโลกสำหรับคนที่มีอายุขนาดนี้เลยครับ และผมว่าเผลอๆคนที่ยังหนุ่มยังสาวก็อาจจะปั่นได้ไม่เร็วเท่านี้เลย




เห็นหรือยังการปั่นจักรยานมันดีอย่างไร มาปั่นจักรยานกันครับ

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

จักรยานกระดาษ Cardboard Bike

มีคนเคยถามผมว่าทำไมผมถึงมาปั่นจักรยาน อะไรทำให้ผมมาหลงชื่นชมการปั่นจักรยานบนท้องถนนแทนที่จะขับรถยนต์หรือซิ่งมอเตอร์ไซด์เหมือนเดิมๆ มันก็คงเพราะจักรยานมันมีเสน่ห์มีอะไรให้เราหลงใหล และอีกอย่างที่ผมมองก็คือจักรยานมันเป็นงานศิลปะผมชอบเพราะมันเป็นงานศิลปะที่เก่าแก่สวยงามที่อาศัยโครงเส้นของเหล็กมาเชื่อมต่อทำเป็นเฟรมที่สวยงามและยังสามารถใช้เป็นพาหนะเดินทางได้อีกด้วย


จักรยานนั้นมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและอย่างหนึ่งที่จักรยานมีการพัฒนาคือ วัสดุที่ใช้ในการผลิด เพราะจักรยานต้องอาศัยแรงกำลังขาของมนุษย์ในการปั่นดังนั้นวัสดุที่นำมาทำจักรยานจึงควรมีน้ำหนักเบาที่สุดแต่ต้องแข็งแรงทนทาน เราจึงได้เห็นจักรยานพัฒนาเรื่องวัสดุที่จากเหล็ก มาเป็นอลูมิเนียม และมาเป็นคาร์บอน

แต่ที่ผมเอามาเขียนในคราวนี้เป็นจักรยานนี้ถูกพัฒนาและสร้างMr. Izhar Gafni ซึ่งเป็นวิศวกรเครื่องกล ชาวอิสราเอล โดยเขามีความคิดจะนำวัสดุที่พบบ่อยๆมากๆนั่นคือ"กระดาษแข็ง" หรือ Cardboard อย่าสับสนนะครับมันไม่ใช่ Carbon อย่างที่นักปั่นจักรยานคุ้นเคย โดยเขาได้คิดค้นวิธีการพับกระดาษและการติดกาวและทาสารเคลือบผิวเพื่อให้มันมีความทนทานและกันน้ำได้ และสามารถรับน้ำหนักได้ถึง 200กิโลกรัม ซึ่งตอนนี้มันยังคงเป็นจักรยานต้นแบบในลักษณะของจักรยาน fixed-gear ซึ่งต่อไปก็คงจะมีการพัฒนาเพิ่มเติมส่วนอนาคตจะมีการผลิตเชิงพาณิชย์หรือไม่อันนี้ยังไม่แน่ชัดแต่เห็นแล้วมันก็เจ๋งไม่ใช่เล่นเลยใช่ไหมล่ะครับ เอาล่ะครับมาลองชมคลิปการสร้างจักรยานจากกระดาษแข็งกันดีกว่าครับ




วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ตามหาทางจักรยาน

วันนี้มาปั่นตามหาทางจักรยาน



เจอบ้าง ไม่เจอบ้าง ทางหายบ้าง เป็นหลุมเล็กบ้างใหญ่บ้าง โดนขวางบ้าง เจอป้าย...เฮ้ยป้ายมีใบงอกออกมาด้วย ปั่นมาเจอทางเชื่อม เอ้า...งามไส้ ร้านก๋วยเตี๋ยวแกตั้งเต็มเลน หลบร้านก๋วยเตี๋ยวได้ กลับเข้าเลนจักรยาน อ่า...เจอรถจอขวางทาง ปั่นๆไปอ้าว!!นี่มันถนนร้านขายต้นไม้นี่หว่า

ทางจักรยานของประเทศไทยจำเป็นไหม...ถ้าถามผมในฐานะที่เป็นคนใช้จักรยานเดินทางในชีวิตประจำวัน มันก็จำเป็นแต่ไม่ถึงขั้นต้องไปลงทุนเป็นเมกะโปรเจคอะไร แค่ปรับพื้นที่บางส่วน เช่นทางเท้าหรือถนนหลักให้จักรยานสามารถใช้ได้ อย่าให้ฟุตบาทเป็นพื้นที่จับจองทำการค้าถาวรหรือวางป้ายโฆษณา เสาไฟ หรือแม้นแต่การจัดสวนหย่อมบนทางเท้าก็ไม่รู้จะจัดกันทำไมมันกีดขวางทั้งคนเดินเท้าและคนปั่นจักรยาน ถนนหลักก็เพียงแค่ปรับขอบเขตให้จักรยานสามารถใช้ทางได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องถึงขั้นไปไล่ที่รถยนต์เขาหรอกอันนั้นมันก็เวอร์ไป แค่ปรับและส่งเสริมทำความเข้าใจให้ผู้ใช้ถนนอย่างรถยนต์หรือมอเตอร์ไซด์ได้รับรู้ว่าเลนซ้ายสุดด้านนี้เป็นพื้นที่จักรยานเขาจะใช้ร่วมกับคุณ อย่ามาละเมิดหรือกีดขวางก็เท่านั้น

ประเทศไทยมันไม่ต้องเยอะ ไม่ต้องเวอร์ ไม่ต้องทำอะไรให้มันมากมายหรอก ผมเขียนในฐานะที่ผมเดินทางด้วยจักรยาน ปั่นไปทำงานจากบ้านไปถึงที่ทำงานไปกลับวันหนึ่งร่วมๆ40กิโล ผมไม่อยากได้อะไรที่วุ่นวายแค่อยากให้สังคมเข้าใจว่าจักรยานสามารถใช้เดินทางได้ในชีวิตประจำวัน ผมไม่ได้เรียกร้องว่าต้องมาทำเมกะโปรเจคทางจักรยาน ไล่ที่รถยนต์เอามาสร้างเลนจักรยาน อย่าไร้สาระขนาดนั้นเลยเพราะคนใช้จักรยานในชีวิตประจำวันจริงๆมีไม่มากหรอกครับ แค่อยากให้รัฐหันมาปรับปรุงพื้นที่ที่มีอยู่ให้ดีขึ้น กวดขันเรื่องการตั้งสิ่งของหรือสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำทางเท้า ปรับปรุงเข้มงวดเรื่องกฎหมายจารจรกับผู้ที่ขับรถและจอดกีดขวางขอบทาง เอาแค่ง่ายๆแบบนี้ก่อนครับ อย่าไปคิดหาเมกะโปรเจคผลาญงบประมาณกันเลย




อย่าไปมองว่าต่างประเทศเขาทำอะไรเพราะประเทศเราเพิ่งตื่นตัวเรื่องจักรยานมาไม่นานทั้งที่จริงจักรยานในประเทศเราก็เข้ามาพร้อมๆกับรถยนต์ในสมัยรัชกาลที่5 แต่เราไม่ได้เน้นเรื่องจักรยานแต่เราเน้นรถยนต์ ดังนั้นระยะเวลาที่ผ่านมาร้อยกว่าปีที่เราปูโครงสร้างพื้นฐานให้รถยนต์อยู่ๆจะมาเปลี่ยนเป็นจักรยานมันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกครับ อย่าตื่น อย่าบ้าจี้ไปกับกระแสแฟชั่นของคนกลุ่มหนึ่งจนไปลุกล้ำสิทธิของคนที่เป็นโครงสร้างหลักในการจารจร เอาเป็นว่าทางจักรยานควรมีไหม มันควรจะมี แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องปรับทุกอย่างรื้อทั้งระบบ เอาแค่พื้นฐานกวดขันเรื่องระเบียบวินัยจารจร ดูแลปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่ประยุกตให้จักรยานสามารถใช้ร่วมได้โดยไม่เกิดอันตราย คนที่ใช้จักรยานจริงๆในชีวิตประจำวันต้องการแค่นี้ล่ะครับ พวกเราไม่ต้องการทางจักรยานเพื่อปั่นแข่งขัน ปั่นแว้นกันเป็นแก๊งค์หรือไว้เป็นถนนโชว์รถ เราต้องการแค่เส้นทางที่สะดวกและปลอดภัยเพื่อใช้ในการเดินทางสัญจรในชีวิตประจำวันจริงๆ








EZ noneny AD