แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลงรักประเทศไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลงรักประเทศไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ปั่นๆยกๆ เรื่องเล็กๆของนักปั่นขี้บ่น


ปัญหาของคนเมืองบางกอกสำหรับนักปั่นจักรยานหลายคน ซึ่งมักจะบ่นท้อแท้ไม่อยากปั่นจักรยานก็เพราะต้องข้ามสะพานลอย ที่จริงมันไม่ใช่เรื่องยุ่งยากหรอกครับถ้าคุณจะข้ามสะพานลอยในเมืองบางกอกเพราะส่วนมากคนที่ใช้จักรยานก็จะรู้ว่าจักรยานคุณน้ำหนักเท่าไหร่ ร้อยหรือสองร้อยกิโล เฮ้ย...ไม่ถึงเนอะ(ฮา) ส่วนมากจักรยานมันก็หนักราวๆ20กิโลไม่เกินกว่านี้ นี่เป็นจักรยานธรรมดาๆที่เรียกกันว่าจักรยานแม่บ้านนั่นล่ะครับ ไม่ใช่จักรยานไฟฟ้าe-bike เพราะแบบนั้นบางคันอาจจะหนักได้ถึง25กิโล ส่วนพวกจักรยานเทพๆราคาแพงๆน่ะน้ำหนักทั้งคันไม่ถึง10กิโลด้วยซ้ำไป บางคันหนักแค่4-5กิโล ดังนั้นถ้าคุณมาปั่นจักรยานในบางกอกแล้วจำต้องข้ามถนนด้วยสะพานลอยก็แค่ยกมันข้ามไปครับ เพราะรถน้ำหนักไม่เกิน20กิโลมนุษย์ปกติสามารถยกได้ครับเพราะคนเราโดยหลักแล้วมีความสามารถในยกน้ำหนักได้เกือบเท่าน้ำหนักตัวเอง ยกเว้นคุณเป็นพวกโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง(ALS) แต่ถ้าเอาตามหลักกฎหมายแรงงานในการทำงานแรงงานของประเทศไทยกำหนดไว้ว่าผู้ชายสามารถยกของหนักในการทำงานได้ครั้งละ55กิโล ส่วนผู้หญิงจะยกได้25กิโล ซึ่งนี่หมายถึงการทำงานแบกหามต่อเนื่องทั้งวันๆและ8ชั่วโมงนะครับไม่ใช่ยกเดินวันละไม่กี่ก้าว ไม่กี่นาทีแบบยกจักรยานข้ามสะพานลอย ดังนั้นหากเราจำเป็นต้องปั่นจักรยานในบางกอกหากเจอทางแยกที่ต้องข้ามถนนถ้าไม่มีทางม้าลายหรือทางแยกไฟแดงให้เราข้ามได้ก็ยกขึ้นสะพานลอยสิครับมันจะยากตรงไหน? ยิ่งพวกใช้รถเทพๆด้วยแล้วน้ำหนักเบาหวิวยกมือเดียวสบายๆทำไมมันถึงยกไม่ได้ครับ มันยากลำบากอะไร? ส่วนวิธีการยกก็มีหลายวิธีครับ ผมไม่ทราบว่าเป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุดหรือไม่แต่ผมจะทำแบบนี้

วิธีแรก วิธีมักจะใช้กับจักรยานแม่บ้านหรือจักรยานที่ไม่มีท่อกลางหรือจักรยานพับโดยจับที่แฮนด์จักรจักรยานด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างจับบริเวณปลายท่อนั่งบริเวณบันไดนั่นล่ะครับ แล้วยกขึ้น แบบนี้ถ้ายกข้ามเนินเตี้ยๆหรือทางสะพานที่ไม่ชันมากก็สบายๆ แต่ถ้ายกข้ามสะพานลอยถ้าคุณยกได้ไม่สูงพอบางครั้งล้ออาจจะติดกับบันไดสะพานลอยได้ ดังนั้นก็ยกให้สูงเล็กน้อยแล้วอาจจะใช้วิธีเอียงรถขณะยกเล็กน้อยเพื่อเบี่ยงล้อจักรยานให้พ้นแนวของบันไดสะพานลอยแต่อย่าเบี่ยงไปเยอะนะครับเดี๋ยวจะไปขวางทางคนอื่นเขา

วิธีที่สอง แบกขึ้นบ่าครับวิธีผมใช้ประจำ สำหรับจักรยานพวกเสือๆทั้งหลายไม่ว่าจะเสือหมอบ เสือภูเขา เสือผสมอย่างไฮบริด รถพวกนี้มันจะมีคานท่อกลางก็แค่สอดแขนเข้าไปยกแบบขึ้นไหล่แล้วก็แบกเดินข้ามสะพานลอยแบบตัวปลิวๆได้เลย ยิ่งพวกรถเทพน้ำหนักเบาๆนี่ยิ่งสบายบรื่อ ส่วนจักรยานแม่บ้านอาจจะยกวิธีนี้ไม่ได้ก็ต้องใช้วิธีแรกแทน

แต่ถ้าการข้ามสะพานลอยในบางจุดของเมืองบางกอกเขาก็จะทำรางน้ำฝน เอ้ย...ไม่ใช่!!รางเข็นรถจักรยานไว้ให้สำหรับเข็นขึ้นไป วิธีเข็นคือให้เอาบันไดมาอยู่ในแนวระนาบกับพื้น จากนั้นก็ยกรถขึ้นไปวางในรางแล้วก็เอียงรถประมาณ25-30องศาในขณะที่เข็นขึ้น ซึ่งอาจจะยุ่งยากเล็กน้อยสำหรับคนไม่คุ้น และหลายคนก็ไม่ทราบวิธีก็เลยเข็นขึ้นไม่ได้เพราะบันไดจักรยานจะติดกับราวสะพานลอย

"ยกจักรยานลงสะพานก็ใช้วิธีเดิมเหมือนยกขึ้นมาครับ "

"ยกข้ามสะพานลอยสำหรับผมๆว่ามันปลอดภัยกว่าปั่นข้ามถนน"
เห็นไหมครับวิธีการใช้จักรยานเดินทางในเมืองบางกอกอย่างกรุงเทพทำไมมันจะทำไม่ได้ มันทำได้และไม่ได้มีข้อจำกัดอะไรเลย ทุกอย่างมันอยู่ที่เราต่างหาก ผมเองทุกวันนี้ใช้จักรยานเดินทางสัญจรในชีวิตประจำวันใก้ลบ้างไกลบ้างและผมได้เห็นชัดกับตัวเองแล้วว่า ข้ออ้างที่บอกว่าปั่นจักรยานในเมืองทำไม่ได้น่ะ ไม่จริง เพราะมันทำได้และคนที่พูดแบบนั้นส่วนมากก็ไม่ใช่คนที่ใช้จักรยานในชีวิตประจำวันจริงๆ แต่อาจจะมีจักรยานและปั่นบ้างในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือเวลาไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆตามสถานที่ต่างๆหรือตามงานอีเว้นท์โชว์จักรยาน แต่ถ้าถามว่าทุกวันนี้พวกเขาเดินทางไปทำงานด้วยอะไรหรือเดินทางมาร่วมงานจักรยานต่างๆพวกนี้อย่างไร ซึ่งส่วนมากจะได้ยินคำตอบว่า "เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว" 


วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เติมน้ำมันให้จักรยาน

"เติมน้ำมันให้จักรยาน"

เวลาที่ผมอ่านหนังสือหรือเปิดเวบไซด์ต่างๆและพบกับบทความแนะนำแหล่งท่องเที่ยวโดยการปั่นจักรยานไปเที่ยวที่นั่นที่โน่นไปตลาดนั้นตลาดนี้ไปปั่นสนามนั้นสนามนี้ผมเองก็เข้าใจว่าเขาต้องการเขียนข่าวเพื่อประชาสัมพันธ์สถานที่นั้นๆหรือเพื่อเหตุผลการค้าหรือเหตุผลอื่นๆก็ตามที แต่ผมไม่เข้าใจเลยว่าเวลาอ้างถึงจักรยานที่ใช้พลังงานมนุษย์ขับเคลื่อนทำไมต้อง "เติมน้ำมันให้จักรยาน"


เติมน้ำมันให้จักรยานผมว่าหลายๆคนอาจจะงงกับคำๆนี้ของผม เพราะจักรยานมันเป็นยานพาหนะที่ไม่ต้องเติมน้ำมันแค่เติมแรงของเราลงไปมันก็วิ่งได้แล้ว มันเหมือนขาของเราคือลูกสูบทำหน้าที่สูบพลังงานเพื่อขับเคลื่อนล้อรถจักรยานนั่นเอง แล้วทำไมเราต้องเติมน้ำมันให้จักรยาน หรือผมจะหมายถึงการเติมน้ำมันหยอดโซ่จักรยานหรือเปล่านะคำตอบก็คือไม่ใช่ครับ แต่มันเกี่ยวกับเรื่องความเข้าใจในเหตุผลที่นำมาอ้างกันแบบโลกสวยว่าฉันรักการปั่นจักรยาน ปั่นเพื่อสุขภาพ ปั่นเพื่อลดโลกร้อน ปั่นเพื่อรักษ์โลก ปั่นเพื่อลดคาร์บอนไดออกไซด์บลาๆๆๆ แล้วแต่คำอ้างสวยหรูที่เอามาใช้เอามาแชร์กัน แต่จริงๆมันใช่หรือเปล่า?

มาลองทำความเข้าใจกับความหมายของคำว่า "เติมน้ำมันให้จักรยาน" มันก็เริ่มมาจากเวลาที่เราบอกว่าเราไปปั่นจักรยานที่นั่นโน่นนี่ มันก็ต้องย้อนกลับครับว่า"ไปกันอย่างไร?" ลองทบทวนกันดูไหมครับ หลายครั้งที่ผมเห็นบทความหรือโพสต์ต่างๆในโลกออนไลน์มันจะเป็นลักษณะนี้ "ฉันไปปั่นจักรยานเที่ยวที่นั่นที่โน่นมานะ โอ๊ยสวยๆๆมากๆ เวลาปั่นแล้วมันรู้สึกสดชื่นเข้ากับธรรมชาติจัง ดีใจที่ได้เที่ยวด้วยพลังจากตัวเราเอง ปั่นจักรยานเที่ยวแบบนี้แล้วเป็นการช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาตินะจ๊ะ"...โอ๊ะๆๆๆหยุดก่อน!!จริงหรือครับ ใช่จริงหรือ ไม่โกหกตัวเองโกหกโลกนะ...เพราะผมเห็นหลายครั้งว่าผู้ที่ไปปั่นจักรยานแบบนั้นพวกเขาขับรถยนต์ไปตามสถานที่นั้นๆเอาจักรยานใส่ท้ายรถไปพอขับรถไปถึงก็จอดแล้วขนจักรยานลงมาปั่นแล้วก็เซลฟี่หน้าตัวเองก็อ้างว่านี่คือกิจกรรมปั่นเพื่อสุขภาพและอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม มันก็เหมือนหลายกิจกรรมจักรยานที่บอกมาปั่นลดโลกร้อนกันเถอะบลาๆๆๆ แต่สุดท้ายทั้งคนจัดงานทั้งคนไปร่วมงานทั้งสื่อมวลชนก็แห่กันขนจักรยานใส่รถยนต์เพื่อไปร่วมกิจกรรมและถ่ายภาพหมู่โดยพร้อมเพรียม (ฮา...ไม่ออกเลย)


ผมมีคำแนะนำสำหรับคนที่เป็นผู้ที่อยากอนุรักษ์การใช้พลังงานฟอลซิลจริงๆ ผู้ที่อยากลดคาร์บอนให้โลกใบนี้จริงๆ และผู้ที่อยากออกกำลังกายเพื่อสุขภาพจริงๆลองทำแบบนี้ดูครับถ้าคุณอยากไปเที่ยวที่ไหนถ้าไม่ไกลสามารถปั่นจักรยานไปได้ก็ให้ปั่นไปครับแต่ถ้าระยะทางมันไกลก็ต้องมาคำนวณกันผมจะยกตัวอย่างระยะทางประมาณ200กิโล ให้คุณลองถามตัวเองครับว่าคุณปั่นจักรยานได้ระยะทางเท่าไหร่โดยไม่หยุดและเริ่มรู้สึกเหนื่อย ยกตัวอย่างถ้าคุณปั่นได้ระยะทางต่อเนื่อง20กิโลจึงเริ่มเหนื่อย ก็ให้คุณปั่นแล้วพักทุกๆ20กิโลก็หมายความว่าระยะทาง200กิโลคุณจะพักประมาณ10ครั้ง แต่ถ้าคุณพลังเยอะสามารถปั่นยิงยาวๆแบบ40-50กิโลได้ ก็ไปพักที่ช่วงนั้น ซึ่งมันก็เท่านั้นเองในการปั่นจักรยานเที่ยววิธีการที่ผมแนะนำนี้ไม่ใช่วิธีการปั่นจักรยานแข่งขันนะครับแต่เป็นการปั่นจักรยานเที่ยวโดยให้คุณรู้จักการใช้แรงของคุณอย่างฉลาดเพื่อไม่ให้เหนื่อยและล้าเกินไป ส่วนอีกวิธีหากคุณบอกฉันไม่อยากปั่นไกลๆกว่าจะไปถึงหมดแรงหมดอารมณ์เที่ยวก็ลองใช้บริการขนส่งมวลชนครับจะใช้รถไฟ รถทัวร์ ก็ลองไปสถามเจ้าหน้าที่ว่ามีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ในการนำจักรยานไปด้วย เพราะถ้าคุณเที่ยวแบบนี้ไแบบนี้มันก็เป็นการลดการใช้พลังงานฟอลซิลแบบส่วนตัวได้จริงๆอย่างที่ปากคุณอ้าง

ส่วนผู้ที่ต้องการออกกำลังกายก็ไม่จำเป็นต้องเติมน้ำมันให้จักรยานโดยเอาใส่ท้ายรถไปปั่นตามสถานที่ต่างๆเพื่อเซลฟี่หน้าตัวเองหรอกครับ ปั่นแถวบ้านคุณนั่นล่ะแล้วถ้าคุณอยากจะออกกำลังกายจริงๆก็ลองหาเส้นทางปั่นในตรอกซอกซอยบริเวณที่พักของคุณโดยให้ระยะเวลาในการปั่นต่อเนื่องอย่างน้อยๆ30นาที เพราะน้อยกว่านี้มันไม่ช่วยเรื่องการเผาผลาญพลังงานอะไรแต่บางท่านอาจจะบอกว่าปั่นแถวบ้านมันไม่สนุกไม่มีอะไรน่าสนใจก็แนะนำว่าให้คุณปั่นและมองหาสถานที่ๆไม่เคยเข้าแวะดูสถานที่ๆปกติถ้าคุณขับรถยนต์คุณจะผ่านไปโดยไม่ได้สนใจมันแต่ตอนนี้เมื่อคุณปั่นจักรยานคุณก็ลองเข้าไปปั่นในส่วนนั้นดูและคุณอาจจะได้เห็นมุมมองใหม่ๆเรื่องราวใหม่ๆที่คุณอาจจะไม่เคยรู้เพียงแค่นั้นคุณก็ได้ปั่นออกกำลังกายได้เที่ยวและยังได้เซลฟี่หน้าตัวเองโดยวิวรอบข้างไม่ซ้ำซากกับใครๆ(ฮา)


การเอาจักรยานใส่รถยนต์แล้วขับไปตามสถานที่ต่างๆไปปั่นโชว์ ไปแค่รวมกลุ่มถ่ายภาพแล้วก็เอาจักรยานมาใส่รถขับกลับบ้านหรือขับไปเที่ยวไปสังสรรค์กันต่อ แบบนี้ล่ะครับที่ผมเรียกว่า"เติมน้ำมันให้จักรยาน"เพราะมันไม่ใช่การใช้จักรยานเป็นพาหนะเดินทางเพื่อลดการใช้พลังงานฟอลซิลอะไรทั้งนั้นแต่ก็แปลกที่เวลาถามผู้ที่หันมาปั่นจักรยานหลายๆครั้ง หนึ่งในคำตอบยอดเท่+ยอดฮิตก็คือ"ปั่นจักรยานเพื่อลดโลกร้อน เพื่อลดการใช้พลังงาน" แต่ในความเป็นจริงนอกจากพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ช่วยลดภาระโลกร้อนหรือการใช้พลังงานฟอลซิลแต่พวกเขากลับเพิ่มภาระการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้นเพราะการบรรทุกรถจักรยานไปกับรถยนต์ถึงแม้นจะมีข้อโต้แย้งว่าจักรยานน้ำหนักเบาแต่การเพิ่มน้ำหนักบรรทุกโดยสิ่งของที่ไม่จำเป็นเท่ากับเป็นการเพิ่มภาระให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้นและใช้พลังงานมากขึ้น ขอร้องล่ะ อย่าใช้คำพูดที่สวนทางกับการกระทำเลยครับ


วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

วันเดียว ปั่น เที่ยว ถ่าย

ช่วงวันหยุดวันปิยะมหาราชที่ผ่านมา ผมวางแผนจะออกไปเที่ยวเพื่อพักผ่อนแต่เนื่องจากเป็นวันหยุดแค่วันเดียวดังนั้นจะไปเที่ยวสถานที่ไกลๆก็คงจะไม่ค่อยเหมาะนัก ผมคิดว่าวันหยุดหนึ่งวันนี้ผมอยากจะเที่ยวสถานที่ใกล้ๆกรุงเทพเดินทางไม่ลำบากเพราะครั้งนี้ผมจะไม่ขับรถไปเองแต่วางแผนว่าจะนั่งรถไฟไปเที่ยว ไปปั่นจักรยานและถ่ายภาพ ในคอนเซ็ป "วันเดียว ปั่นเที่ยวถ่าย"

ดังนั้นจังหวัดอยุธยาจึงเป็นตัวเลือกแรกที่ผมเลือก เพราะอยุธยาอยู่ไม่ไกลกรุงเทพและสามารถใช้บริการรถไฟไทยได้ อีกทั้งอยุธยามีแหล่งโบราณสถานให้เราไปเที่ยวไปถ่ายภาพได้โดยไม่จำเป็นต้องขับรถยนต์เพราะเราสามารถเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวได้ด้วยจักรยาน และทริปนี้ผมไม่เอาจักรยานของตัวเองไปแต่จะไปเช่าจักรยานปั่นแทน

เช้าวันที่ 23ตุลาคม 2557 วันเดินทางผมตื่นนอนตอนเช้าอาบน้ำแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสบายๆที่สุด นั่นคือเสื้อยืด กางเกงขาสั้นเพราะอากาศมันร้อนใส่ขายาวดูจะไม่ไหวอีกทั้งผมคิดไว้ว่าจะต้องปั่นจักรยานและสะพายกระเป๋ากล้องจึงไม่อยากแต่งตัวสร้างภาระให้ร่างกายในระหว่างปั่นจักรยาน(ฮา) 
ผมเดินทางมาขึ้นรถไฟที่สถานีหลักสี่ในตอนประมาณ7.40 รถไฟเดินทางราวๆหนึ่งชั่วโมงนิดหน่อยก็ถึงสถานีอยุธยาซึ่งถือว่าใช้เวลาไม่นานหลังจากลงจากรถไฟแล้วผมก็เดินข้ามถนนมาหาของเติมพลังให้กระเพาะตัวเองหน้าสถานี และหลังจากนั้นผมก็เดินไปเช่ารถจักรยานจากร้านให้เช่าซึ่งมีอยู่หลายร้านมากในบริเวณสถานีรถไฟอยุธยาโดยค่าเช่าจักรยานคือคันละ40บาท/วัน หลังจากพยามเลือกจักรยานที่ดูเหมาะกับตัวผมเองที่สุดก็ได้มาหนึ่งคันสภาพแบบพอทนได้(ก็สมราคาค่าเช่าล่ะครับแต่ถ้าใครต้องการรถจักรยานดีๆก็คงต้องยกจักรยานมาเองครับ)จักรยานที่เช่าเป็นจักรยานแม่บ้านสภาพเดิมเคยมีเกียร์ดุมแต่ตอนนี้เกียร์เจ๊งใช้ไม่ได้แต่ผมไม่ได้สนใจตรงจุดนั้นมากนักเพราะคิดว่าเรามาปั่นเที่ยวในระยะทางไม่ไกลคือราวสักสิบกว่ากิโลเมตรส่วนการเช่าก็ไม่ได้ยุ่งยากครับให้บัตรประชาชนกับร้านไว้พร้อมกับชำระเงินค่าเช่าจากนั้นทางร้านก็ให้โซ่ล็อคกุญแจมาหนึ่งชุดเพื่อล็อคจักรยานและให้แผนที่มาหนึ่งแผ่นพร้อมเขียนแนะนำว่ามีสถานที่ตรงนั้นโน่นนี่ซึ่งผมไม่ได้ใช้ครับเพราะผมอ่านแผนที่ร้านทำมาไม่รู้เรื่องก็เลยตัดสินใจใช้ GPปาก ถามทางชาวบ้านดีกว่าถึงชัวร์ไม่มีหลง(ฮา)

"สถานีรถไฟอยุธยา"


หลังเช่าจักรยานเรียบร้อยผมก็มุ่งหน้าปั่นจักรยานไปยังวัดมหาธาตุทันทีเพราะผมต้องการไปถ่ายภาพเศียรพระที่ถูกต้นโพธิ์ขึ้นคลุมครอบไว้และหลังจากนั้นในช่วงบ่ายผมก็วางแผนไว้ว่าจะปั่นจักรยานไปที่ตลาดน้ำอโยธยาเพื่อชมบรรยากาศตลาดน้ำย้อนยุคก่อนที่จะปั่นจักรยานกลับมาที่สถานีรถไฟเพื่อคืนรถจักรยานและรอรถไฟกลับบ้านตอนช่วงเย็นซึ่งก็เป็นการจบแผนการเที่ยวในทริปนี้


หลังจากที่ได้จักรยานเรียบร้อยผมก็ปั่นจักรยานผ่านหน้าสถานีรถไฟตรงไปยังวัดมหาธาตุโดยเมื่อปั่นผ่านหน้าสถานีรถไฟไปสักพักก็ถึงทางแยกผมก็เลี้ยวขวาขึ้นสะพานปรีดี-ธำรงข้ามแม่น้ำป่าสักมุ่งไปตามถนนหลักและไปเลี้ยวขวาปั่นผ่านศูนย์กีฬาอยุธยาวิทยาลัยตรงผ่านวงเวียนไปอีกเล็กน้อยก็ถึงวัดมหาธาตุแล้วครับ ระยะทางก็ราวๆ4กิโลเท่านั้น เส้นทางที่ผมปั่นในวันนั้นก็ถือว่าสบายๆครับ สะพานไม่สูงชันอะไรรถบนถนนก็ไม่แน่หนา และเมื่อเลี้ยวขวาเข้ามาในบริเวณวัดมหาธาตุนั้นรู้สึกร่มรื่นเพราะมีต้นไม้ใหญ่เยอะมากผมจอดจักรยานเอาไว้ในบริเวณที่มีรถจักรยานมาจอดซึ่งตรงนี้ผมสังเกตเห็นว่ามีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติซึ่งจะเป็นชาวยุโรปส่วนใหญ่เช่าจักรยานมาปั่นเที่ยวกันเยอะมากส่วนนักท่องเที่ยวชาวเอเชียผมเห็นมากันเป็นกรุ๊ปกับรถทัวร์ไม่เห็นปั่นจักรยานเที่ยวสงสัยกลัวร้อนหรือไม่ก็กลัวตัวดำ(ฮา) หลังจากจอดจักรยานเรียบร้อยผมก็เข้าไปถ่ายภาพในบริเวณวัดเพื่อถ่ายภาพเศรียพระโดยการเข้าชมวัดมหาธาตุนั้นมีการเก็บค่าบริการเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติแต่คนไทยเข้าชมฟรีครับ(เย้...) เมื่อผมเดินเข้าไปถึงจุดที่มีเศียรพระก็พบว่ามีคนมารุมถ่ายภาพกันเยอะมากๆทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติซึ่งผมก็เพิ่งทราบว่ายูเนสโกยกย่องให้"เศียรพระในรากต้นโพธิ์" เป็น 1 ในที่สุดของมรดกโลก936แห่งทั่วโลกดังนั้นจึงมีนักท่องเที่ยวมาถ่ายภาพกันเยอะและหลังจากเดินท่อมๆถ่ายภาพอยู่ในวัดมหาธาตุจนถึงเวลาเที่ยวกว่าๆผมก็กลับออกมาเพื่อเตรียมตัวปั่นจักรยานไปยังตลาดน้ำอโยธยา ซึ่งผมจะปั่นย้อนกลับไปทางเดิมที่ปั่นมาเมื่อเช้าโดยปั่นข้ามสะพานปรีดี-ธำรงเช่นเดิมและตรงลงจากสะพานไปจนถึงเจดีย์วัดสามปลื้มแล้วเลี้ยวซ้ายปั่นตรงไปราวๆสักหนึ่งกิโลก็จะถึงตลาดน้ำอโยธยา ซึ่งรวมระยะทางจากวัดมหาธาตุถึงตลาดน้ำอโยธยาก็ราวๆ5กิโลแค่นั้น เมื่อผมปั่นจักรยานมาถึงตลาดน้ำอโยธยาพบว่ามีรถเยอะมากเพราะมีคนมาเที่ยวกันค่อนข้างมากที่นี่ผมสามารถจอดจักรยานได้เพราะเขามีที่จอดจักรยานไว้ให้แต่ก็ไม่ดีนักหรอกครับแต่ก็ดีกว่าไม่มีเลย
"วัดมหาธาตุ"

"ตลาดน้ำอโยธยา"

สำหรับบรรยากาศตลาดน้ำอโยธยาผมขอบอกตามตรงครับว่าผมไม่ประทับใจและผมค่อนข้างผิดหวังเพราะมันไม่เหมือนกับที่ผมคาดไว้ว่าจะต้องเป็นตลาดน้ำย้อนยุคที่ดูดีมีบรรยากาศที่ริมน้ำที่ร่มรื่น แต่พอเข้ามาปรากฎว่าไม่ใช่ครับ มันไม่โดน บริเวณตลาดน้ำเป็นเหมือนคลองที่ขุดขึ้นมาใหม่มีเรือนำเที่ยวตลาดน้ำด้วยนะเรือผมเห็นแต่งแบบเรือมาดเรือโบราณสมัยก่อนแต่ดันติดเครื่องแบบเรื่องหางยาวซะงั้น เฮ้อ... ส่วนบรรยากาศร้านค้าก็ไม่น่าตื่นตาตื่นใจหลายๆร้านเป็นร้านขายของทั่วๆไปมีขายกระทั่งซองมือถือ ขากล้องถ่ายภาพเซลฟี่ บลาๆๆเป็นอะไรที่เราพบเจอได้ตามห้างหรือเปิดท้ายขายของทั่วๆไปส่วนที่ดูเหมือนจะเป็นไฮไลท์คือช้างนำเที่ยวผมไม่ได้ขึ้นขี้กียจเพราะเคยขึ้นบ่อยแล้วและเห็นมีอีกกิจกรรมคือให้คนไปถ่ายภาพกับเสือโคร่งโดยคิดค่าถ่ายภาพกับเสือ100บาท นอกนั้นก็มีให้หญ้าให้นมแพะ ให้อาหารปลาไม่รู้สิครับสำหรับผมไม่ตื่นเต้นอะไรกับของพวกนี้เลยแต่สำหรับเด็กๆอาจจะตื่นเต้นนอกจากนั้นก็มีโรงละครซึ่งผมก็เข้าไปนั่งรอดูนะครับแต่ไม่ทันได้ดูเพราะเวลามันกระชั้นจึงต้องรีบกลับมาก่อนแต่โดยรวมๆสำหรับผมการมาเที่ยวตลาดน้ำอโยธยามันไม่มีความรู้สึกแบบว่า เฮ้ย...กรูชอบ กรูประทับใจไม่มีความรู้สึกเช่นนี้เลยครับเมื่อมาเที่ยวที่ตลาดน้ำอโยธยาแต่หากจะมาเที่ยวอีกได้มั้ยคำตอบก็คือได้ครับแต่ผมคงไม่คาดหวังว่าจะได้เห็นอะไรที่มันอลังการถ้าจะมามันคงเป็นเพียงแค่การมาเปลี่ยนบรรยากาศที่นั่งกินข้าวที่เดินเล่นเท่านั้น

ผมกลับออกมาจากตลาดน้ำอโยธยาก็ปั่นจักรยานกลับมายังร้านจักรยานบริเวณสถานีรถไฟอยุธยา ซึ่งก็มีระยะทางสั้นๆประมาณ2กิโลเมตรกว่าๆหลังจากทำเรื่องส่งคืนจักรยานเรียบร้อยผมก็มาซื้อตั๋วรถไฟกลับกรุงเทพเที่ยวบ่ายสามโมงกว่า อ้อ...ลืมบอกไปครับการนั่งรถไฟมาปั่นจักรยานเที่ยวที่อยุธยาผมเสียค่าตั๋วรถไฟเพียงเที่ยวละ20บาทเท่านั้นไปกลับก็เพียง40บาท และระยะทางรวมในทริปการปั่นจักรยานเที่ยวอยุธยาครั้งนี้ก็ประมาณ11กิโล ซึ่งก็เป็นระยะทางที่ปั่นได้สบายๆและเป็นการท่องเที่ยวที่ประหยัดและได้ประสบการณ์การท่องเที่ยวไปอีกแบบและแม้นในทริปนี้ผมจะไม่ประทับใจสถานที่เที่ยวบางส่วนแต่โดยรวมผมก็ชอบที่ได้มาเช่าจักรยานปั่นเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของอยุธยาเมืองมรดกโลกแห่งนี้



รวมภาพบรรยากาศการท่องเที่ยวเมืองอยุธยาในทริปนี้ครับ
"นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาตินิยมเช่าจักรยานปั่นเที่ยว"

"บริเวณวัดมหาธาตุ อยุธยา"


"ตลาดน้ำอโยธยาตลาดย้อนยุค แต่เรือนี่ทำให้ผมเสียฟิลเลย"

"ไหว้พระก่อนเข้าตลาด"

"บรรยากาศในตลาดน้ำอโยธยา"

"เวทีแสดงภายในตลาดน้ำอโยธยา"

"ช้างงาสวยทีเดียว"

"มีให้อาหารแก่ะ"

"ก๋วยเตี๋ยวเรือ"

"บริเวณด้านทางเข้าตลาดน้ำอโยธยา"

"ที่จอดจักรยานภายในตลาดน้ำอโยธยา"

วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557

9 เหตุผลปั่นหรือไม่ปั่นจักรยานในเมือง

วันก่อนผมได้คุยกับผู้ปกครองเด็กนักเรียนท่านหนึ่งที่ตอนนี้เริ่มหันมาสนใจการปั่นจักรยาน โดยเรื่องที่พูดคุยกันก็เป็นเรื่องทั่วๆไปเกี่ยวกับจักรยานทั้งประเภทของจักรยาน ราคา อุปกรณ์ตกแต่ง บราๆๆๆมาจนถึงเรื่องการเตรียมตัวปั่นจักรยานไม่ว่าจะปั่นไปทำงานในชีวิตประจำวัน หรือปั่นไปเที่ยวออกทริป ซึ่งประเด็นมันก็อยู่ตรงที่เราจะต้องเตรียมตัวอย่างไร? เพราะการปั่นทั้งสองแบบนั้นมันไม่เหมือนกัน การปั่นไปทำงานในชีวิตประจำวันมันก็เรื่องหนึ่งการปั่นไปเที่ยวออกทริปมันก็อีกเรื่องหนึ่ง เพราะการเดินทางด้วยจักรยานทั้งสองวิธีนั้นมันต่างกันในความรู้สึกของผมนะครับ

เรามาเริ่มกันที่การปั่นจักรยานไปทำงานกันก่อน การปั่นจักรยานไปทำงานหรือการใช้จักรยานเป็นพาหนะเดินทางในชีวิตประจำวัน อันนี้มันเป็นเป้าหมายหลักของผมเลยครับในการที่มาปั่นจักรยาน บางครั้งผมชอบเขียนอะไรสนุกๆเอาฮาแบบว่า ปั่นลดพุง ลดความอ้วน ซึ่งมันก็มีส่วนอยู่บ้างแต่จริงๆแล้วเป้าหมายหลักๆของผมในการปั่นจักรยานนั่นก็คือเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายจากพลังงานฟอลซิสอย่างน้ำมัน เพราะทุกวันนี้ประชาชนอย่างเราๆซื้อน้ำมันใช้ในราคาที่แพงฉิบหาย ขอโทษครับที่ไม่สุภาพเดี๋ยวลงโทษกระโดดเตะปากตัวเอง (ฮา) มาลองดูว่าผมลดค่าใช้จ่ายได้เท่าไหร่กันก่อนครับ เพื่อท่านที่เข้ามาอ่านบทความนี้จะได้กลับไปลองคำนวณดู ผมปั่นจักรยานจากที่บ้านไปที่ทำงานระยะทาง 18 กิโเมตร หากใช้รถยนต์ผมต้องใช้เวลาราวๆหนึ่งชั่วโมงกว่าๆถ้ารถติด ถ้าใช้มอเตอร์ไซด์ก็จะใช้เวลาราวๆ30-45นาที ขึ้นอยู่กับสภาพการจารจรโดยการเดินทางด้วยพาหนะทั้งสองชนิดนี้ผมต้องเผาผลาญพลังงานน้ำมันไม่ใช่น้อยคิดโดยเป็นค่าใช้จ่ายทั้งเดือนก็เป็นพันบาทต่อเดือน แต่เมื่อผมหันมาใช้จักรยานค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผมเท่ากับศูนย์เพราะผมไม่ต้องเติมน้ำมันรถจักรยานและเวลาที่หลายคนกังวลว่ามันจะใช้เท่าไหร่หากต้องเดินทางด้วยพาหนะที่ช้าที่สุดในโลกแบบนี้ ผมขออธิบายให้ฟังครับครั้งแรกที่ผมเริ่มปั่นจักรยานไปทำงาน ระยะทาง 18กิโลเมตร ในเมืองฝ่าการจารจรช่วงเช้า ผมใช้เวลาไปราวๆ1ชั่วโมง20นาที โดยหยุดหอบเป็นระยะ(ฮา) แต่เมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวได้กับการเดินทางแบบนี้มันทำให้ผมใช้เวลาน้อยลงครับแถมไม่ต้องหยุดพักเป็นหมาหอบแดดเหมือนวันแรกๆและล่าสุดระยะทาง18กิโลเมตรในสภาพการจารจรของกรุงเทพมหานครเร็วที่สุดโดยการเดินทางด้วยรถจักรยานผมใช้เวลาเพียง 47นาทีเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าวันแรกๆเยอะเลย

แล้วเราจะเริ่มปั่นในเมืองกันอย่างไรท่านผู้ปกครองเด็กนักเรียนก็สอบถามผมเพราะเขาไม่เคยปั่นจักรยานในเมืองอาจจะมีบ้างก็นิดๆหน่อยๆแบบปั่นออกมาที่ถนนเพื่อไปซื้อของในปั๊มน้ำมัน หรือปั่นข้ามไปหมู่บ้านใกล้ๆ
แต่ยังไม่เคยปั่นออกถนนจริงๆจังๆเพราะเขากังวลว่าหากปั่นออกไปอาจจะเกิดอุบัติเหตุ จะโดนคนด่าเพราะไปเก่ะก่ะรถบนถนน ถ้ารถติดจะทำอย่างไร เลนจักรยานก็ไม่มีแล้วถ้าจะข้ามแยกข้ามถนนไปอีกฝั่งจะทำยังไง บราๆๆๆ มากมายกับข้อวิตกกังวลผมจึงให้เหตุผลไปดังนี้

1. เมื่อผมปั่นจักรยานบนถนนในเมืองผมจะปั่นชิดซ้ายสุด ไม่ทำซ่าทำเจ๋งอวดเก่งเป็นขาแรงออกแลนขวาเด็ดขาด เวลาจะแซงก็ต้องมองหลังก่อนว่ามีรถตามหรือไม่ หรือพูดง่ายๆคือเคารพกฎจารจรและรักษามารยาทในการขับขี่ให้มากที่สุดนั่นล่ะครับ

2. เมื่อปั่นผมพยามปั่นตามกำลังไม่ปั่นอัดเร็วๆ แต่จะพยามให้กำลังรอบขาอยู่ในอัตราความเร็วที่คงที่เพื่อให้รถยนต์ที่ตามหลังสามารถคำนวณความเร็วของเราได้ ดังนั้นเมื่อเขาจะแซงก็จะไม่รู้สึกรำคานว่าเราเก่ะก่ะ เคยเจอไหมครับเวลาขับรถพอจะเร่งแซงแล้วเจอนักปั่นบ้าพลังปั่นๆๆๆเร่งเหมือนจะแข่งกับเราพวกปั่นแบบนี้ทำให้รถยนต์ที่ตามเสียจังหวะครับ ดังนั้นใจเขาใจเราไม่อยากโดนด่าหรือโดนชนกระเด็นตายโหงเป็นผีข้างถนนก็อย่าทำครับ

3. จักรยานผมจะติดกระจกมองหลัง แม้นบางคนจะบอกว่ามองไม่ชัดหลอกตา หันไปมองมันเท่กว่าติดกระจกแล้วเก่ะก่ะ  แต่เชื่อเถอะครับผมกระจกมองหลังทำให้คุณสามารถมองได้ว่ามีรถอยู่ข้างหลังคุณหรือไม่โดยคุณไม่ต้องเสียสมาธิหันไปหันมาบ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อคุณปั่นในเมืองที่มีรถวิ่งกันมากมาย สำหรับบางคนที่บอกมุดลำบากอันนี้ผมไม่ทราบนะครับมันคงอยู่ที่ความเคยชินกับทักษะของแต่ละคนแต่สำหรับผมติดกระจกปลายแฮนด์ก็ยังมุดซ้ายขวาเวลารถติดได้ปกติสุขดีครับ และนอกจากกระจกมองหลังแล้วพวกไฟท้ายไฟหน้าก็ควรติดไว้นะครับเพื่อความปลอดภัยโดยเฉพาะในเวลากลางคืน

4. เลนจักรยานไม่มี ปั่นยาก ส่วนนี้ผมได้ยินเยอะที่สุดแต่ผมมองต่างกันผมไม่คิดว่ามันยาก และไม่ได้สนใจว่าต้องมีเลนจักรยานเพราะคนใช้จักรยานบนถนนจริงๆน้อยมากๆๆๆผมยกตัวอย่างแค่เส้นทางผมปั่นไปทำงาน18กิโล ผมยังไม่เคยเจอจักรยานคันอื่นที่ปั่นไปทำงานเลยทั้งถนนมีผมอยู่คันเดียว ดังนั้นหลักของผมคือปั่นไปบนถนนเลนซ้ายสุดหากไม่สะดวกก็ยกขึ้นฟุตบาทถ้าทางฟุตบาทโล่งไม่มีใครมาทำธุรกิจบนฟุตบาทมีทางให้ปั่นจักรยานได้ก็ปั่นแต่ถ้าไม่ได้ฟุตบาทแคบ ฟุตบาทพังมีการก่อสร้าง มีคนมายึดทำธุรกิจก็จูงเดินแค่นั้นก็ไปได้ทั่วกรุงเทพแล้วครับ

5. ถ้าจะข้ามแยกข้ามถนนจะทำอย่างไร สำหรับผมมันก็ไม่เห็นจะยุ่งยากอีกนั่นล่ะครับก็ถ้ามันเป็นสี่แยกไฟแดงผมก็จอดติดไฟแดงแบบชาวบ้านเขา แต่ถ้ามองซ้ายมองขวาแยกนั้นมีทางอื่นที่ผมสามารถจูงรถข้ามได้ผมก็จูงข้ามไปไม่ต้องรอติดไฟแดงนานๆ และอย่างที่บอกครับพยามรักษากฎจารจรไม่ทำผิดก็ไม่เกิดอุบ้ติเหตุ

6. สะพานลอยข้ามแยกไม่มีทางลาดเพื่อจักรยาน ส่วนนี้ก็ได้ยินมาเยอะครับแต่สำหรับผมถ้ามีทางลาดเพื่อใช้จูงจักรยานขึ้นสะพานลอยได้ก็จะดีมากครับแต่ถ้าไม่มีผมก็ไม่เดือดร้อนเพราะที่ผมปั่นไปทำงานผมก็ต้องข้ามสะพานลอย 2-4สะพานเป็นประจำ(อยู่ที่เส้นทางที่ผมเลือกปั่นด้วยครับ) แล้วผมข้ามยังไง ง่ายๆครับก็ยกข้ามไปสิครับ ผมเห็นบางคนชอบบ่นเรื่องข้ามสะพานลอยแต่ก็ชอบอวดว่ารถจักรยานที่ใช้นั้นสุดยอดน้ำหนักโครตเบาบางคนทำท่ายกจักรยานโชว์ด้วยแล้วทำไมแค่สะพานลอยยกข้ามไม่ได้ ก็ยกข้ามสิครับรถผมหนัก14กิโล ผมก็ยกข้ามได้สบายๆแล้วพวกรถจักรยานดีๆน้ำหนักเบาๆบางคันไม่ถึง10กิโลยกไม่ไหวเรอะครับ ส่วนบางคนบอกจักรยานแม่บ้านยกไม่ได้ผมก็ตอบเหมือนเดิมครับยกข้ามได้ครับไม่มีจักรยานคันไหนมันหนักเป็นร้อยกิโลหรอกครับอย่างมากก็20กิโลนิดๆ แต่ถ้ายังยืนยันว่ายกไม่ไหวงั้นก็จูงข้ามถนนตรงทางม้าลายหรือแยกไฟแดงครับแค่นั้นเอง

7. จอดแล้วกลัวรถหายเมืองไทยขโมยมันเยอะ บ๊ะๆๆเจอคำพูดแบบนี้ก็ไม่รู้จะบอกยังไงประเทศไหนมันก็มีขโมยทั้งนั้นครับ โซ่ล็อคจักรยานไม่ได้ผลิตและขายแต่ในประเทศไทยใช่มั้ยครับ นั่นก็หมายความที่ไหนๆมันก็มีขโมยทั้งนั้นดังนั้นอย่ามาดราม่าด่าเฉพาะประเทศบ้านเกิดตัวเองเลยครับและเมื่อเราจะใช้จักรยานก็ต้องหาอุปกรณ์มาถ่วงเวลาโจรเพราะมันไม่มีอุปกรณ์ตัวไหนกันได้100% ส่วนตัวผมก็ใช้โซ่ล็อคโดยพยามล็อคกับวัสดุที่หนักหรือเคลื่อนย้ายไม่ได้เพื่อกันการยกไปทั้งคันและไม่จอดจักรยานทิ้งไว้ในที่ลับตาคนก็ทำได้เท่านี้ล่ะครับ

8. อยากใช้ปั่นไปห้างก็ไม่มีที่จอด นี่ก็อีกดราม่าที่ผมได้ฟังบ่อยๆ ผมอาจจะโชคดีที่ผมชอบขี่รถมอเตอร์ไซด์ดังนั้นเมื่อผมปั่นจักรยานเวลาผมจอดในห้างผมก็ไปจอดที่จอดมอเตอร์ไซด์นั่นล่ะครับ โดยพยามจอดให้ใกล้กับยามไว้ ออกปากให้เขาช่วยดูให้หน่อยแม้นเขาจะไม่ได้ดูก็เหอะและล็อครถให้แน่นหนา อีกอย่างผมมีความคิดว่าโจรที่มาในลานจอดรถมอเตอร์ไซด์น่ะมันมาขโมยมอเตอร์ไซด์ไม่ใช่จักรยานครับ(ฮา) และถ้าห้างทำที่จอดจักรยานแล้วเอาไปไว้ในมุมอับของห้างผมว่ามันจะหายง่ายกว่าผมไปจอดที่ลาดจอดมอเตอร์ไซด์เสียอีก อันนี้ความรู้สึกของผมนะ

9. ปั่นในเมืองไปทำงานไม่มีห้องอาบน้ำ นี่ก็อีกประเด็นที่ผมได้ยินบ่อยๆ ส่วนตัวผมปั่นจักรยานไปทำงานก็ต้องมีเหงื่อออกมาเยอะและที่ทำงานผมก็ไม่มีห้องอาบน้ำด้วย แล้วจะทำอย่างไรล่ะ ก็ไม่เห็นยากเลยครับโดยทุกครั้งที่ผมปั่นจักรยานผมจะพกทิชชู่เปียกหรือที่ผ้าเย็นไว้เช็ดตูดเด็กเล็กนั่นล่ะครับติดตัวไว้พอปั่นไปถึงที่หมายผมก็เอาออกมาเช็ดตัว หรือถ้าเหงื่อมันเยอะผมก็จะใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กๆชุบน้ำในห้องน้ำแล้วก็เช็ดตัว จากนั้นบางครั้งผมก็เปลี่ยนเสื้อตัวใหม่แทนเสื้อที่ใช้ปั่นจักรยานมาก็แค่นี้(เวลาปั่นจักรยานผมใส่เสื้อยืดธรรมดาๆนี่ล่ะครับไม่ใช่เสื้อนักปั่นจัดเต็มอะไร) และที่ผ่านมาผมก็ไม่เห็นมันจะยุ่งยากตรงไหน แต่ถ้าคุณเป็นพวกรักสวยรักงามกลัวไม่หล่อกลัวตัวเหม็นมากนักก็อย่าลำบากเลยครับ จักรยานในชีวิตประจำวันไม่เหมาะกับคุณแน่นอน

จะเห็นว่าทั้งหมดที่ผมเขียนมาถึงการปั่นเดินใช้ชีวิตในเมืองนั้นผมไม่พูดเรื่องเครื่องแต่งกายแบบจัดเต็มแบบแฟชั่นเพราะมันไม่เกี่ยวกับการใช้ในชีวิตประจำวัน อุปกรณ์ที่เกียวกับจักรยานที่ผมใช้เวลาเดินทางในเมืองก็คือ ไฟท้าย ไฟหน้า กระจกมองหลัง ไมล์จักรยานเท่านั้น ส่วนอุปกรณ์เสริมก็ได้แก่กระเป๋าจักรยานโดยผมใช้ก็ไม่ใช่ของดีราคาแพงแค่เก็บของใช้จำเป็นได้ เช่นกระเป๋าเงิน โทรศัพท์ แว่นตา ขนมลูกอมทิชชู่เปียก เสื้อยืด ถุงมือ อุปกรณ์จักรยานเช่นไฟท้ายไฟหน้าและไมล์จักรยานที่เราต้องถอดเก็บเมื่อจอดรถ และบังเอิญว่ากระเป๋าจักรยานที่ผมใช้มันสามารถปรับเป็นกระเป๋าสะพายได้ ส่วนหมวกผมใช้หมวกแก๊บซึ่งมันก็สามารถเอามาห้อยเท่ๆไปกับกระเป๋าได้ไม่มีปัญหาทำให้ผมไม่ต้องแบกเป้หลังอีกใบทั้งหมดนี่เป็นหลักที่ผมใช้ในการปั่นจักรยานในชีวิตประจำวันไม่เห็นต้องคิดมากมาย ไม่ต้องเยอะ ไม่ต้องลีลา ไม่ต้องมากพิธี ไม่ต้องจัดเต็มแค่ชิลล์ๆไปกับมันแค่นั้น




วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

แค่ปั่น ชิลล์ๆเดี๋ยวก็ถึง

ทุกวันผมจะปั่นจักรยานออกจากบ้านเพื่อเดินทางไปที่ต่างๆในกรุงเทพจนเรียกได้ว่าเวลานี้ผมใช้จักรยานเป็นพาหนะหลักในการเดินทางมากกว่ารถมอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์ซะอีก โดยเฉพาะรถยนต์นี่ไม่ต้องพูดถึงเลยเพราะเมื่อก่อนที่ผมขี่มอเตอร์ไซค์รถยนต์ก็จอดเอาไว้ไม่ได้ใช้ขับจนแบตเสื่อมแล้วเสื่อมอีก มาตอนนี้ยิ่งผมใช้จักรยานแทนรถมอเตอร์ไซค์ยิ่งทำให้รถยนต์กลายเป็นวัตถุเหล็กขนาดหนึ่งตันที่จอดเอาไว้เฉยๆไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยในที่สุดผมก็ตัดสินใจว่าจะขายรถยนต์เอาเงินสดมาเก็บไว้ในกระเป๋าดีกว่า(ฮา)

ถนนในเมืองผมยกข้ามสะพานลอยง่ายกว่า
เส้นทางในเมืองเราเลือกถนนได้
ผมเริ่มปั่นจักรยานจริงจังโดยเน้นไปในการใช้งานเป็นพาหนะเดินทางในชีวิตประจำวันไม่ใช่เรื่องแฟชั่นจักรยานแบบคนอื่นๆที่กำลังฮิตกัน และจากการที่ผมออกปั่นบนนท้องถนนทั้งถนนใหญ่และตรอกซอกซอยทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากเส้นทางที่ผมผ่านไป แม้นจะในเส้นทางเดิมๆที่เคยขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านทุกวันแต่เมื่อมาปั่นจักรยานผมกลับมีมุมมองที่ต่างกันออกไป ผมเห็นอะไรหลายอย่างมากขึ้น เห็นผู้คน เห็นพฤติกรรมต่างๆของมนุษย์ที่อยู่บนถนนและข้างทาง ได้กลิ่น ได้ยินเสียงพูดคุยได้รับรู้สึกถึงบรรยากาศมากกว่าที่ขี่มอเตอร์ไซค์ โลกรอบตัวของผมมันเริ่มช้าลง หมุนไปอย่างช้าๆทำให้ผมมีเวลาที่คิดอะไรให้ละเอียดรอบครอบมากขึ้นเมื่ออยู่บนอานจักรยาน

และเมื่อสักหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาผมปั่นจักรยานผ่านสถานที่ต่างๆถ้ามีจังหวะรถไม่มากเกินไปผมก็จะพยามถ่ายภาพจากมือถือเพื่อบันทึกมุมสวยๆในบรรยากาศที่หากเราขับรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์เราอาจจะผ่านมันไปอย่างรวดเร็วจนไม่มีโอกาสได้สังเกตเลยว่าบรรยากาศสวยงามเหล่านี้เราหาดูได้แม้นจะอยู่ในเมืองกรุง บางจุดอาจจะเป็นเพียงพื้นที่เล็กๆ มุมเล็กๆ แต่หากเราได้หยุดชื่นชมบรรยากาศตรงนั้นมันก็มีความสุขจริงๆนะครับไว้มีโอกาสผมจะพยามถ่ายภาพของบางกอกในมุมสวยๆกับจักรยานมาลงไว้ให้ชมกัน แต่ออกตัวก่อนนะครับผมไม่ใช่ช่างถ่ายภาพมืออาชีพส่วนมากผมใช้กล้องจากมือถือถ่าย อาจจะมีบางครั้งถ้าพกกล้องคอมแพ็คไปก็อาจจะถ่ายด้วยกล้องคอมแพ็ค

มุมสวยๆในบางกอก





มุมสวยๆในบางกอก
สำหรับอีกหลายคนที่ยังไม่เคยปั่นจักรยานในชีวิตประจำวันหรือออกไปปั่นบนถนนจริงจังก็อาจจะมีความวิตกกังวลว่าจะมีปัญหาโน่นนี่นั่นมากมายแต่หากเราลองหยุดสร้างกรอบปัญหาเพื่อกันตัวเองไม่ให้ออกไปปั่นจักรยาน แต่ความจริงแล้วการออกไปปั่นจักรยานบนถนนในเมืองกรุงไม่ได้อยากอย่างที่หลายคนกังวลเลย ที่ผมเขียนแบบนี้คุณจะเชื่อหรือไม่ผมไม่ทราบเพราะมันอยู่ที่ตัวคุณเองแต่สำหรับผมๆลองแล้วทำแล้ว ผมก้าวข้ามข้ออ้างต่างๆไปหมดแล้ว และได้พิสูจน์กับตัวเองแล้วว่าจักรยานพาเราไปได้ทุกทีในเมืองไม่ว่าหนทางนั้นจะเป็นอย่างไรหรือไกลแค่ไหน...แค่ปั่นชิลล์ๆเดี๋ยวก็ถึง


วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

ปั่นเที่ยว ปั่นชิลล์ ปั่นจริงกับชีวิตที่เริ่มใหม่

ผมถามตัวเองก่อนที่จะเริ่มปั่นจักรยานอย่างจริงจังว่า ผมจะปั่นทำไม? และอะไรคือเหตุผลในการปั่นจักรยานของผม ซึ่งแน่นอนครับว่าเหตุผลของแต่ละคนนั้นย่อมไม่เหมือนกัน บางท่านอาจจะปั่นจักรยานเพราะตอนนี้มันกำลังเป็นกระแส บางท่านอาจจะปั่นเพื่อออกกำลังกาย ปั่นเพื่อสุขภาพ บางท่านปั่นเพื่อท่องเที่ยว บางท่านปั่นเพราะเพื่อนชวนปั่น บางคนจำต้องปั่นเพราะแฟนปั่น บางคนปั่นเพราะสาวข้างบ้านที่กำลังปิ๊งเธอปั่น(ฮา)  บางท่านปั่นเพื่อลดโลกร้อน บางท่านปั่นเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของตัวเองซึ่งก็ยังคงมีเหตุผลอื่นๆอีกมากมายอันนี้ก็แล้วแต่บุคล

สำหรับผมปั่นจักรยานเพราะอะไร? และมีอะไรเป็นแนวทางในการปั่น? แล้วมันเกี่ยวอะไรกับบล็อคนี้ ผมจึงอยากให้เพื่อนๆที่ได้เข้ามาอ่านบล็อคของผม อยากให้ลองกลับไปอ่านบทความแรกดูจะเห็นว่าผมเขียนเรื่องไปเที่ยวถ้ำพระยานครและในบทความแรกนั้นผมบ่นเรื่องสุขภาพเฮงซวยของผมเองที่ไม่ฟิตเปรี๊ยะแค่เดินขึ้นเขาไม่กี่ร้อยเมตรก็หอบเป็นหมาหอบแดด...นั่นล่ะครับสาเหตุที่ทำให้ผมเริ่มมองและตั้งคำถามตัวเอง

เรื่องสุขภาพเป็นสาเหตุหลักๆเลยที่ผมต้องกลับมาทบทวนตัวเองว่าผมเริ่มมีสุขภาพที่แย่แค่ไหนและผมจะแก้ไขอย่างไร ผมบอกตามตรงว่าผมรับไม่ได้กับร่างกายตัวเองที่อ่อนแอนปวกเปียกแบบนั้นเพราะผมเคยเป็นนักกีฬา ผมเคยแข่งขันกีฬาทั้งระดับโรงเรียน ระดับชุมชน ระดับท้องถิ่นและระดับชาติแต่มาวันนี้แค่เดินผมก็เหนื่อยจนจุกทำให้ผมเริ่มสำรวจตัวเองแล้วว่ามันเป็นเพราะอะไร? และการไปเที่ยวถ้ำพระยานครคราวนั้นทำให้ผมเริ่มตระหนัก โดยมันเริ่มเมื่อกลับจากการไปเดินถ้ำแล้วผมก็ไปพักที่รีสอร์ทติดชายหาดแห่งหนึ่งและภายในรีสอร์ทก็มีจักรยานให้ปั่นเล่นผมจึงเอาจักรยานออกไปปั่นรับอากาศริมทะเล ปั่นผ่านทางสวนมะพร้าวและปั่นขึ้นไปเที่ยวบนวัดที่อยู่บนเขาริมหาดใกล้กับที่พัก(จำชื่อวัดไม่ได้แล้ว)

การได้ปั่นจักรยานผ่านสวนมะพร้าวอย่างเชื่องช้า ได้ปั่นขึ้นเนินเขาเพื่อไปเที่ยววัดและตอนที่กำลังปั่นขึ้นเนินเขาไปผมก็บ่นกับตัวเองไปในใจตลอดว่า "มรึงๆๆๆช่างหาเรื่องให้ตัวเองลำบากได้เก่งจริงๆ(ฮา)" แต่เพราะผมไม่ยอมแพ้ด้วยนิสัยแบบนักกีฬาที่อยากเอาชนะตัวเองเหมือนตอนเดินขึ้นไปเที่ยวถ้ำพระยานครนั่นล่ะครับ เหนื่อยใจจะขาดแต่ผมไม่ยอมแพ้ผมสู้เดินต่อจนถึงที่หมาย และครั้งก็เช่นกันเมื่อขึ้นไปถึงวัดตรงจุดนั้นได้เห็นบรรยากาศได้สัมผัสสายลมที่พัดมาแม้นมันจะเป็นสายลมร้อนอ้าวๆแต่ผมกลับรู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูกอารมณ์มันต่างกับการขับรถติดแอร์ขึ้นมาอย่างสิ้นเชิงเพราะถ้าเราขับรถติดแอร์ขึ้นมาแบบนี้พอลงรถปุ๊บเจอแดดร้อนๆหลายคนก็จะรีบวิ่งหาที่หลบแดดพร้อมกับบ่นถึงความร้อนอบอ้าวและสายลมที่พัดผ่านมาก็ไม่ได้ช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นเพราะมันเป็นลมร้อนๆมันจึงกลายเป็นความทรมารเพราะต้องลงจากรถที่ติดแอร์เย็นฉ่ำมาโดนแดดร้อนๆเผาผิวเลียหน้าให้หมองจนทำให้การไปท่องเที่ยวนั้นกลายเป็นความทุกข์มากกว่าความสุข กลายเป็นความเร่งรีบ (รีบกลับไปนั่งในรถเปิดแอร์เย็นๆ)แทนที่จะได้เที่ยวพักผ่อนและดื่มด่ำกับบรรยากาศสองข้างทางของแหล่งท่องเที่ยว

บรรยากาศมุมมองจากวัดที่ผมขึ้นไปเที่ยว


วัดที่อยู่บนเขาติดหาดที่ผมไปพัก

และนั่นคือจุดเริ่มต้นทำให้ผมรู้สึกชื่นชอบกับบรรยากาศการท่องเที่ยวช้าๆด้วยแรงตัวเองทำให้ผมมีโอกาสดื่มด่ำกับบรรยากาศและมองเห็นสิ่งต่างๆรอบตัวผ่านไปอย่างช้าๆอ้อยอิ่งไม่เร่งรีบ มีความสุขกับการได้เที่ยวได้พักผ่อนและสัมผัสกับบรรยากาศจริงๆของแหล่งท่องเที่ยวที่เราไป บวกกับสุขภาพที่ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีร่างกายที่อ่อนแอลงไปมากทำให้ผมได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า ผมต้องกลับมาออกกำลังกายอีกครั้งหลังจากหยุดเล่นกีฬาไปหลายปี สาเหตุที่ผมหยุดก็เพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์จนทำให้ผมต้องเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดใส่เหล็กดามหน้า ดามขา ดามไหล่พักพื้นร่างกายกายทำภาพบำบัดเป็นปีๆ และเมื่อผมตัดสินใจกลับมาออกกำลังกายอีกครั้งผมคิดแล้วว่าผมคงไม่สามารถเล่นกีฬาอย่างที่เคยเล่นมาได้แน่นอนเพราะกีฬาที่ผมเล่นมาก่อนนั้นมันต้องอาศัยพละกำลังมันต้องมีการปะทะผมจึงคิดถึงการปั่นจักรยานและคิดถึงบรรยากาศการได้ปั่นจักรยานของรีสอร์ทเที่ยวบริเวณชายหาดและขึ้นเขาไปไหว้พระ ประกอบกับผมเป็นคนชอบขี่รถมอเตอร์ไซค์และบ่อยครั้งที่ผมขี่มอเตอร์ไซค์ไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆรวมถึงการใช้มอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะเดินทางในชีวิตประจำมานานหลายสิบปีโดนทั้งแดดทั้งควันท่อไอเสียในฐานะมนุษย์เมืองที่ชาชินกับความร้อนบนนถนนดังนั้นการใช้จักรยานจึงเป็นคำตอบสุดท้ายของการเริ่มต้นชีวิตและสุขภาพใหม่ของผมด้วยหลายเหตุผลดังนี้ครับ

1.มันมีสองล้อเหมือนรถมอเตอร์ไซค์(ฮา)
2.ผมยังสามารถใช้จักรยานเป็นพาหนะเดินทางในเมืองได้แทนรถมอเตอร์ไซค์ไม่ใช่แค่มันมีสองล้อเหมือนกันแต่เพราะมันประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางมากกว่าด้วย
3.จักรยานมันก็สามารถใช้ท่องเที่ยวได้เพียงแต่ช้ากว่าเหนื่อยกว่า
4.ข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ "มันช่วยทำให้ผมมีสุขภาพดีขึ้นได้" 

นั่นคือเหตุผลที่ผมหันมาปั่นจักรยานผมไม่มีเป้าหมายเป็นนักปั่นมืออาชีพหรือนักแข่ง สำหรับผมจักรยานเป็นพาหนะที่อำนวยความสะดวกและเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตของผม เปลี่ยนวิธีเดินทาง วิธีไปเที่ยวและวิธีสร้างสุขภาพ โดยรวมแล้วผมจึงเป็นแค่คนใช้จักรยานในชีวิตประจำวันเท่านั้น  แล้วเพื่อนๆล่ะครับ จักรยานของเพื่อนๆเป็นอย่างไร?


วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เที่ยวตลาดน้ำดอนหวาย ล่องเรือชมบรรยากาศริมน้ำ ของกินอร่อย

อาทิตย์ที่ 5 ก.ค. 2557 ที่ผ่านมา ผมตั้งใจว่าจะไปทำธุระแถวจังหวัดนครปฐมโดยตอนแรกตั้งใจจะแวะไปหาเพื่อนแล้วก็ไปไหว้พระปฐมเจดีย์ ดังนั้นพอสายๆของวันหลังจากทำธุระส่วนตัวที่บ้านเรียบร้อยผมก็ขับรถออกจากบ้านโดยมุ่งหน้าไปตามเส้นทางสายพุทธมณฑล-นครปฐมและเมื่อขับรถเลยจากแยกศาลายาที่พุทธมณฑลสายสี่มาไม่นานก็จะเจอทางแยกเลี้ยวซ้ายเข้าตลาดน้ำดอนหวายครับ ผมเลยตัดสินใจว่าแวะเที่ยวที่ตลาดน้ำดอนหวายก่อนดีกว่า เพราะที่ตลาดน้ำดอนหวายนี่ผมขับรถผ่านบ่อยแต่ไม่เคยแวะเข้าไปเที่ยวเลยสักครั้ง

พอเลี้ยงซ้ายจากถนนหลักขับเข้ามาก็ตรงตามทางมาเรื่อยๆ ราวสักสิบนาทีก็มาถึงตลาดน้ำดอนหวาย ซึ่งหากเรามาทางนี้ตลาดจะอยู่ทางขวามือ ผมเลี้ยงรถเข้าไปหาที่จอดแต่ที่จอดรถค่อนข้างแน่นครับเพราะที่ผมมามันเป็นวันหยุด จึงมีคนมาเที่ยวกันค่อนข้างมาก

หลังจากหาที่จอดรถได้เรียบร้อยผมก็ลงเดินเข้าสู่ตลาด เนื่องจากผมไม่เคยมาเที่ยวตลาดน้ำดอนหวายมาก่อนดังนั้นในจินตนาการของผมตลาดน้ำดอนหวายน่าจะมีเรือพายเรือแจวขายของเหมือนตลาดอื่นๆ แต่พอเดินลัดเลาะผ่านบริเวณวัดดอนหวายเข้าไปก็ปรากฏว่าผิดคาด เพราะตลาดน้ำดอนหวายนี่เป็นเหมือนตลาดเก่าที่ปลูกกันอยู่ในอาคารไม้ริมแม่น้ำท่าจีน รายล้อมบริเวณวัด ผมเดินเข้าไปในตลาดเห็นของขายหลายอย่างเลย ทั้งอาหารทะเล ขนมหวาน อาหารไทยๆ รวมถึงพืชผักผลไม้ต่างๆเยอะแยะมากมาย ผมเดินไล่ตามทางเดินเข้าไปเรื่อยๆโดยแวะดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยเปื่อย พร้อมกับยกกล้องขึ้นมาถ่ายภาพเก็บบรรยากาศที่พบเห็นเท่าที่จะทำได้เพื่อเอามาเขียนใน Blog Morning Thailand แห่งนี้ ซึ่งเรื่องราวที่ผมจะเขียนมันก็เป็นมุมมองของผม ผ่านสายตาและความความรู้สึกของผมเอง ผมไปเที่ยวอาจจะเก็บความประทับมาบอกเล่าหรือเอาเรื่องแย่ๆมาพูดถึงเพื่อให้เกิดการปรับปรุง

ภายในตลาดน้ำดอนหวายเท่าที่ผมเดินดูเหมือนมีอยู่สองส่วน ส่วนหนึ่งจะเป็นเหมือนตลาดใหม่ที่ตั้งเต็นฑ์ขึ้นมาเพื่อให้ร้านค้าเข้ามาขายของ อีกส่วนผมมองว่าน่าจะเป็นพื้นที่อาคารเก่าที่ปลูกสร้างมาก่อนหน้าที่จะมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างทุกวันนี้ และจะมีส่วนหนึ่งปลูกล้ำลงไปในริมขอบตลิ่งของแม่น้ำท่าจีน ส่วนฝั่งตรงข้ามตลาดยังคงมีสภาพเป็นสวนผลไม้ริมน้ำ ซึ่งหากได้เห็นก็รู้สึกสบายตาดี



































**เฉาก๊วย อร่อยเหนียวนุ่ม**
ที่ตลาดน้ำดอนหวายเท่าที่เห็นนั้นผักผลไม้ขายราคาไม่ค่อยแพงนัก บางชนิดดูเหมือนผักพื้นบ้านที่ชาวบ้านปลูกแล้วเอามาขาย หลังจากเดินเข้ามาอากาศร้อนๆผมจึงแวะซื้อน้ำเฉาก๊วยดื่ม 20บาท เฉาก๊วยอร่อยเส้นเหนียวหนึบดีจริงๆ หลังจากได้ดื่มน้ำเฉาก๊วยดับร้อนเดินดูของสักพักผมเริ่มหิวจึงแวะหาอะไรทานเสียก่อนโดยเข้าไปสั่งอาหารในแพที่ทำเหมือนฟู๊ดเซ็นเตอร์ตามห้าง โดยแบ่งเป็นหลายแพซึ่งแต่ละแพดูแล้วก็น่าจะแบ่งโซนร้านค้ากันด้วย หลังจากเข้าไปนั่งผมเห็นว่าที่นี่ขายเป็ดย่างเยอะผมจึงสั่งข้าวหน้าเป็ดมา ซึ่งราคาก็ไม่แพงครับจานละ 40บาท และหมูสะเต๊ะอีกหนึ่งชุด แต่พออาหารมาเสิร์ฟนี่สิครับ...




โห...นี่มันข้าวหน้าวิญาณเป็ดชัดๆ แต่เอาเหอะไหนๆก็ไหนๆสั่งมาแล้วมันก็ต้องกิน รสชาดถือว่าพอใช้ได้แต่ปริมาณนี่ถ้าคนกินเก่งคงต้องมีเปิ้ลสองสามชามกันล่ะ(รวมถึงตัวผมด้วย ฮา...) ส่วนหมูสะเต๊ะรสชาดอร่อยเลยล่ะครับ ถือว่าคุ้มราคาอยู่ ชุดละ90บาท ระหว่างนั่งทานข้าวอยู่นั้นผมเห็นว่าที่ตลาดน้ำดอนหวายเขามีบริการเรือท่องเที่ยวด้วย ซึ่งน่าสนใจดีเหมือนกันเท่าที่มองเรือเป็นเรือใหญ่ไม่ใช่เรือพาย ก็เล็งไว้ว่าเดี๋ยวทานข้าวเสร็จก็จะไปนั่งเรือท่องแม่น้ำท่าจีนซะหน่อย แต่เมื่อทานข้าวเสร็จเดินออกมาเพื่อจะไปสอบถามราคาค่าเดินทางเมื่อผมสอบถามมาเขาบอกนั่งเรือเที่ยวแม่น้ำท่าจีนใช้เวลาราวๆหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ค่าบริการก็คนละ50บาท สำหรับผู้ใหญ่ และ25บาท สำหรับเด็ก แต่ผลปรากฏผมต้องยกเลิกการนั่งเรือเพราะว่าฝนตกครับ เอาสิ...ตอนมาถึงแดดนี้ร้อนเปรี้ยงๆ มาตอนนี้สายฝนเทลงมาหนักเสียด้วยแผนการนั่งเรือของผมก็เลยหยุดไว้ก่อน เพราะฝนตกหนักแบบนี้นั่งเรือไปก็ไม่สนุก สำหรับท่านที่จะไปเที่ยวตลาดน้ำกอนหวานนั้นหากต้องการจะนั่งเรือเที่ยวก็ลองสอบถามกันได้ครับ จะมีท่าเรืออยู่หลายที่ และผมเห็นว่ามีโฮมเสตย์เปิดให้บริการด้วยนะครับ แต่ไม่ได้เข้าไปสอบถาม

ผมเดินดูตลาดต่อไปเรื่อยๆเพราะสายฝนยังไม่หยุด อย่างที่บอกครับตลาดแห่งนี้เหมือนเป็นพื้นที่ใหม่และพื้นที่เก่ารวมกัน เมื่อผมเดินมาถึงจุดในภาพ จะสังเกตเห็นสายไฟที่เก่ามากจนน่ากลัว ยิ่งฝนตกผมยิ่งรู้สึกว่าน่ากลัว นอกจากนั้นพื้นที่ทางเดินบางส่วนก็เตี้ยมากครับ เขาจะมีป้ายเตือนเอาไว้ สำหรับคนที่สูง160กว่า-170ก็จะเดินลำบากบ้างเล็กน้อย แต่ผมสูง185มันคือปัญหาชีวิตเลยครับเดินผ่านทางนี้ด้วยความน้อบน้อมเพราะต้องก้มต่ำตลอด ลองดูภาพด้านล่างครับ นั่นเป็นสภาพของสายไฟที่ผมมองดูแล้วน่ากลัว สมควรที่จะมีการปรับปรุงได้แล้ว
**สภาพสายไฟที่เก่า*
**สายไฟเก่าและมีหยากไยเกาะเพียบ**



**สายไฟเก่าพวกนี้อยู่เตี้ยๆหัวผมเดินชนได้เลย ภาพนี้ถ่ายจากระดับสายตา**

แถมระหว่างเส้นทางเตี้ยๆนี่ผมยังต้องเจอกับมนุษย์หมาครับ อันนี้ผมไม่ได้อยากบ่นนะแต่มันทนไม่ได้ เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมนุษย์หมาไว้กลัวหมาจะกัด (ฮา)อีกอย่างคนเยอะแวะถ่ายรูปมนุษย์หมาในสถานที่แบบนั้นไม่สะดวก หลายท่านอาจจะสงสัยว่ามนุษย์หมาคืออะไร มันก็คือพวกที่มาเที่ยวมาเดินตลาดแต่ดันอุ้มหมามาด้วย ผมก็ไม่รู้ว่าจะเอาหมามาทำไม มันเท่หรืออยากเด่นอยากโชว์ วันนี้ที่มาตลาดน้ำดอนหวายผมเจอมนุษย์หมาสามคน สองคนอุ้มมา อีกคนหนักเลยเอาหมานั่งรถเข็นเด็กมา แล้วมันก็เกะก่ะคนที่มาเที่ยว แต่มนุษย์หมาพวกนี้จะไร้ยางอายและสามัญสำนึกครับ ดังนั้นไม่ต้องไปถามไปมองหน้าเดี๋ยวมันจะนึกว่าไปชื่นชม
แถมระหว่างเส้นทางเตี้ยๆนี่ผมยังต้องเจอกับมนุษย์หมาครับ อันนี้ผมไม่ได้อยากบ่นนะแต่มันทนไม่ได้ เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมนุษย์หมาไว้กลัวหมาจะกัด (ฮา)อีกอย่างคนเยอะแวะถ่ายรูปมนุษย์หมาในสถานที่แบบนั้นไม่สะดวก หลายท่านอาจจะสงสัยว่ามนุษย์หมาคืออะไร มันก็คือพวกที่มาเที่ยวมาเดินตลาดแต่ดันอุ้มหมามาด้วย ผมก็ไม่รู้ว่าจะเอาหมามาทำไม มันเท่หรืออยากเด่นอยากโชว์ วันนี้ที่มาตลาดน้ำดอนหวายผมเจอมนุษย์หมาสามคน สองคนอุ้มมา อีกคนหนักเลยเอาหมานั่งรถเข็นเด็กมา แล้วมันก็เกะก่ะคนที่มาเที่ยว แต่มนุษย์หมาพวกนี้จะไร้ยางอายและสามัญสำนึกครับ ดังนั้นไม่ต้องไปถามไปมองหน้าเดี๋ยวมันจะนึกว่าไปชื่นชม
**มนุษย์ป้า ซิ่งมอเตอร์ไซด์กลางตลาดครับ ชิลๆเขาล่ะ**

หลังจากที่เดินฝ่าพื้นหลังคาเตี้ยๆและสายไฟเก่าๆออกมาได้ผมก็มาถึงพื้นที่อีกส่วน ตรงนี้หลังคาสูงโปร่งสบายครับ แต่ก็มาเจอกับมนุษย์ป้า(กำลังอินเทรนเลยมนุษย์ป้าเนี่ย) ดูตามภาพเลยครับ มนุษย์ป้าแกขี่มอไซด์ในนี้เลย ฮา...จะอะไรกันนักหนาน้อ....คนไทย
สรุปวันนี้ผมมาเที่ยวตลาดน้ำดอนหวาย ผมประทับใจกับบรรยากาศริมน้ำที่เย็นๆสบายๆ ผักผลไม้ที่ราคาไม่แพง แต่ก็ไม่ชอบที่เห็นสายไฟเก่าๆพาดกันไปมาแบบไร้ระเบียบหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะเป็นอย่างไร ผมไม่ชอบมุษย์หมาที่เจอ ไม่ชอบมนุษย์ป้าที่ซิ่งมอเตอร์ไซด์ลุยผ่านทางเดิน นอกจากนั้นสิ่งที่ผมคงต้องตั้งคำถามเอาไว้เพื่อคนในพื้นที่นี้หรือเจ้าหน้าที่ๆดูแลแหล่งท่องเที่ยวนี้จะตรึกตรองดูว่า ร้านค้าที่ประกอบการกันนั้น หลายร้านทำอาหารและขนมกันในร้านผมเห็นการเทน้ำที่ใช่้ประกอบอาหาร หรือทำความสะอาดลงในแม่น้ำท่าจีนสำหรับผมมันคือการทำลายธรรมชาติแบบไม่น่าให้อภัย ถ้าไม่มีการควบคุมอีกไม่นานพื้นที่ท่องเที่ยวตลาดน้ำดอนหวายแห่งนี้ คงจะกลายเป็นตลาดน้ำเน่าอย่างไม่ต้องสงสัย ผมรักเมืองไทยและรักการท่องเที่ยว ผมอยากให้มีพื้นที่ท่องเที่ยวดีๆสะอาดๆเหลือธรรมชาติที่สมบรูณ์ไว้ให้ลูกหลานได้ชมกันอีกนานๆอย่าให้มันมาพังในมือเราเลยครับ




Morning Thailand

EZ noneny AD